วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร (Journal of Educational Administration, Silpakorn University) //tci-thaijo.org/index.php/EdAd <p>เป็นวารสารที่มีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพื่อเป็นสื่อกลางแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาทั้งในและนอกสถาบัน และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษา สาขาการบริหารการศึกษา</p> ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร en-US วารสารการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร (Journal of Educational Administration, Silpakorn University) 1906-8255 วัฒนธรรมองคกรกับองคกรแหงการเรียนรูของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87792 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) วัฒนธรรมองคกรของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 2) องคกร<br />แหงการเรียนรูของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากรและ 3) ความสัมพันธระหวางวัฒนธรรมองคกรและองคกรแหงการเรียนรูของคณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศิลปากร การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Research) กลุมตัวอยางที่ใช ไดแก บุคลากรคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 159 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับการวัฒนธรรมองคกร ตามแนวคิดของ แพตเตอรสัน เพอรกี้ และพารเกอร (Patterson, Purkey and Parker) และความเปนองคกรแหงการเรียนรู ตามแนวคิดของมารควอดท (Marquardt) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของ เพียรสัน ผลการวิจัย พบวา 1. วัฒนธรรมองคกรของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ในภาพรวมอยูในระดับมาก 2. องคกรแหงการเรียนรูของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ในภาพรวมอยูในระดับมาก 3. วัฒนธรรมองคกรกับองคกรแหงการเรียนรู ของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากรมีความสัมพันธในทางบวกกันทุกดานอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;">THE ORGANIZATION CULTURE AND LEARNING ORGANIZATION OF THE FACULTY OF EDUCATION, SILPAKORN UNIVERSITY</p><p style="text-align: justify;">The purposes of this study were to study : 1) the Organizational Culture of the Faculty of Education, Silpakorn University, 2) the learning Organization of the Faculty of Education, Silpakorn University, and 3) the relationship between the Organizational Culture and the learning organization of the Faculty of Education Silpakorn University. A sample of this study was the personnel of the Faculty of Education, Silpakorn University, with the total of 159 respondents. This research was a Research the instruments for collecting the data consisted of the questionaire concerniny the Organizational Culture based on the concept of Patterson, Purkey and Parker and the learning organization based on the concept of Marquardt. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, arithemetics mean, standard deviation, and Pearson’s Product-moment correlation coefficient. <br />          The findings of this research were as follows : <br />              1. The Organizational Culture of the Faculty of Education, Silpakorn University in                   overall was at high level. <br />              2. The learning Organization of the Faculty of Education, Silpakorn University in                     overall was at high level. <br />              3. There was a significant relationship between the Organizational Culture and                       the learning organization of of the Faculty of Education Silpakorn University                      at .01 level.</p> กัญญภัคญา ภัทรไชยอนันท์ ประเสริฐ อินทร์รักษ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 1 11 พฤติกรรมการบริหารของผูบริหารโรงเรียนวัดสะแกงาม สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดกรุงเทพมหานคร //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87796 <p style="text-align: justify;">     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1)พฤติกรรมการบริหารของผูบริหารโรงเรียนวัดสะแกงาม สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ความแตกตางของความคิดเห็นตอพฤติกรรมการบริหารของผูบริหาร โรงเรียนวัดสะแกงาม สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัด กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ประสบการณในการทำงานในตำแหนงปจจุบัน ตำแหนงหนาที่หลักในโรงเรียน กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนวัดสะแกงามสำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ปการศึกษา 2557 ซึ่งประกอบดวย ฝายบริหาร จำนวน 10 คน ไดแก ผูอำนวยการโรงเรียน จำนวน 1 คน รองผูอำนวยการโรงเรียน จำนวน 2 คน หัวหนากลุมสาระกลุมการเรียนรู จำนวน 7 คน และ 2.ครู จำนวน 60 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารตามแนวคิดของเซอรจิโอวานนิ (Sergiovanni) สถิติที่ใชการเคราะหขอมูล ประกอบดวย ความถี่ รอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบคาที และ การวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว</p><p style="text-align: justify;">     ผลการวิจัยพบวา <br />   1. พฤติกรรมกรรมการบริหารของผูบริหารโรงเรียนวัดสะแกงาม สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดกรุงเทพมหานคร โดย ภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก โดยเรียงคามัชฌิมเลขคณิต จากมากไปนอยไดดังนี้ พฤติกรรมการบริหารดานการวางแผน พฤติกรรมการบริหารดานการประสานงาน พฤติกรรมการบริหารดานการติดตอสื่อสาร พฤติกรรมการบริหารดานการจัดองคกร พฤติกรรมการบริหารดานการมีอิทธิพล พฤติกรรมการบริหารดานการตัดสินใจ และพฤติกรรมการบริหารดานการประเมินผล <br />        2. ความแตกตางของความคิดเห็นตอพฤติกรรมการบริหารของผูบริหารโรงเรียนวัดสะแกงาม สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดกรุงเทพมหานคร เมื่อจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ประสบการณในการทำงานในตำแหนงปจจุบัน ตำแหนงหนาที่หลักในโรงเรียน มีความคิดเห็นที่ไมแตกตางกัน</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>ADMINISTRATORS’ BEHAVIOR OF WATSAKAENGAM SCHOOL IN BANGKHUNTIAN </strong><br /><strong>DISTRICT OFFICE UNDER BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRATION</strong></p><p style="text-align: justify;">        The purposes of this research were to identify ; 1) the administrative behavior of Watsakaengam school administrators in Bangkhuntian District Office, Bangkok     </p><p style="text-align: justify;">     Metropolitan Administration, and 2) the comparison on the opinions of the administrative behavior of Watsakaengam school administrators in Bangkhuntian District Office Bangkok Metropolitan Administration when identify by gender, age, education level, work experience, and position. The simples in this research were school personel of Watsakaengam School. They were composed of 1 administrator, 2 assistant administrators, 7 of heads of discipline, and 60 teachers , the total of 70 respondents. The instrument for collecting the data was a questionnaire regarding administrative behavior of administrators of Sergiovanni’s concept. The statistics used in the research were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, t-test and One Way ANOVA.</p><p style="text-align: justify;">           The findings of this research were as follow ; <br />              1. The administrative behavior in overall and each aspect of Watsakaengam                         school administrators in Bangkhuntian <br />                  District Office, Bangkok Metropolitan Administration were high level both,                        ranking from the highest arithmetic mean to the lowest arithmetic mean as                      follow : Planning ,Coordinating, Communication, Organizing, Influencing,                          Decision making and Evaluation respectively. <br />             2. There was not difference between opinions on the administrative behavior of                    Watsakaengam school administrators in Bangkhuntian District Office,                             Bangkok Metropolitan Administration and there basic background when identify                   by gender, age, education level, work experience and position.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> เกียรติบัณฑิต สาระพัฒน์ ประเสริฐ อินทร์รักษ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 12 21 การบริหารเชิงกลยุทธกับการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87812 <p style="text-align: justify;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การบริหารเชิงกลยุทธของรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 2) การปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 และ 3) ความสัมพันธระหวางการบริหารเชิงกล ยุทธกับการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย คือ โรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 จำนวน 48 โรงเรียน ผูใหขอมูลโรงเรียนละ 4 คน ประกอบดวย ผูอำนวยการรงเรียน รองผูอำนวยการโรงเรียนฝายบริหารวิชาการ และครูผูสอน 2 คน รวมทั้งสิ้น 192 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารเชิงกลยุทธของโรงเรียน ตามแนวคิดของพสุ เดชะรินทร และชัยวัฒน หฤทัยพันธและการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามคูมือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปนนิติบุคคล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา : <br />   1) การบริหารเชิงกลยุทธของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก เรียงคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหานอย ดังนี้ การกำหนดทิศทางของ องคการ การนำ กลยุทธไปสูการปฏิบัติ การกำหนดกลยุทธ และการวิเคราะหเชิงกลยุทธ <br />   2) การปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก เรียงคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหานอย ดังนี้ การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การแนะแนวการศึกษา การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาการพัฒนากระบวนการเรียนรู การพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาการพัฒนาแหลงการเรียนรู การนิเทศการศึกษา การสงเสริมความรูดานวิชาการแกชุมชน การสงเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแกบุคคล ครอบครัว องคกรหนวยงานและสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการประสานความรวมมือในการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษาและองคกรอื่น <br />   3) การบริหารเชิงกลยุทธกับการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา<br />มัธยมศึกษา เขต 8 มีความสัมพันธกันโดยภาพรวมในระดับสูง อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเปนความสัมพันธแบบคลอยตามกัน </p><p style="text-align: justify;"><strong>THE STRATEGIC ADMINISTRATION AND THE ACADEMIC ADMINISTRATION </strong><br /><strong>PERFORMANCE OF SECONDARY SCHOOLS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL </strong><br /><strong>SERVICE AREA OFFICE 8</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to determine 1) The strategic administration of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8, 2) The academic administration performance of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8 and 3) The relationship between the strategic administration and the academic <br />administration performance of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8. The sample consisted of 48 secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8. The respondents in each school were an administrator, a vice- administrator of the academic administration performance and 2 teachers totally number of 192 respondents. The instrument was a questionnaire about the strategic administration of secondary schools based on conceptual of Phasu Decharin and Chiyawat Haruethaiphan and the academic administration performance of secondary schools were in <br />the juristic basic educational school administration manual based on the concept of the Office of Basic Education Commission, Ministry of Education. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Pearson’s product-moment correlation coefficient analysis.</p><p style="text-align: justify;">The findings were as follows: <br />   1. The strategic administration of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8, as a whole and an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; strategic direction setting, strategic implementation, strategic formulation and strategic analysis. <br />   2. The academic administration performance of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8, as a whole and an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; the development of internal quality assurance performance system of school, the guidance education, the measurement, the evaluation and the credit transfer, the school curriculum, the development of learning process, the development of media innovation and technology for education, the learning resources development, the educational supervision, the promotion of academic knowledge to the community, the promotion of academic and support to individuals, families, organizations, agencies and other schools, the researches to improve the quality of education, and the cooperation in academic development with schools and other organizations. <br />   3. The strategic administration and academic administration performance of secondary schools under the Secondary Educational Service Area Office 8, was found correlated as a whole were at a high level at .01 level of significance which is positive correlated.</p> จิระศักดิ์ ทุบจิ๋ว สายสุดา เตียเจริญ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 22 31 การจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของศูนยการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอทามะกา //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87823 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของศูนย กศน.อำเภอทามะกา 2) แนวทางการพัฒนาการจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของศูนย กศน.อำเภอทามะกา ผูใหขอมูล คือ กลุมบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 15 คน และผูรับการบริการทางการศึกษา จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของสถานศึกษา สถิติที่ใช คือ คาความถี่ รอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเนื้อหา</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />   1. การจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของศูนย กศน.อำเภอทามะกา โดยภาพรวมอยูในระดับมาก เรียงตามลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ การจัดกระบวนการเรียนรูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หองสมุดประชาชน สงเสริมการรูหนังสือ และการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน <br />   2. แนวทางการพัฒนาการจัดกิจกรรมวิชาการตามโครงสรางของศูนย กศน.อำเภอทามะกา มีแนวทางดังนี้ 1) กำหนดใหเรียนรูตามความสนใจและการใชรายการโทรทัศนเพื่อการศึกษา 2) ใหสงเสริมหองสมุดประชาชนใหเปนหองสมุดมีชีวิต 3) ใหมีการพัฒนาระบบฐานขอมูลผูไมรูหนังสือ 4) นิเทศติดตามหลักสูตรอาชีพ 5) ใหมีการบูรณาการทักษะชีวิตในกลุมสาระการเรียนรูทั้ง 8 สาระ 6) ใหมีการบูรณาการความรู ทักษะสำหรับการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนโดยใชชุมชนเปนฐาน 7)กำหนดใหยึดหลักสำคัญในการพัฒนาคนใหเปนศูนยกลางโดยปลูกฝงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใหเกิดความตระหนักและฝงรากลึกภายในอยางยั่งยืน</p><p style="text-align: justify;"><strong>MANAGEMENT OF ACADEMIC ACTIVITIES BASED ON THE STRUCTURES OF THAMAKA </strong><br /><strong>DISTRICT NON – FORMAL AND INFORMAL EDUCATION CENTER</strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of this research were to determine 1) the academic activities as preferred by the Thamaka district non-formal and informal education center. 2) the acknowledge ways to improve the deployment of academic activities as preferred by the Thamaka district non-formal and informal education center. The respondents were 30 persons divided into two groups; group of personnel, comprised of executives - government officer, employees and temporary workers totally 15 persons and group of audience, an academic career, agriculture, industry and services totally 15 persons. The instruments used in this research were a questionnaire about the event, academics, according to the structure of the Thamaka district non-formal and informal education center. The statistical used for this research were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and content analysis.</p><p style="text-align: justify;">The results of the research are as followed. <br />   1. The overall satisfactory level for the academic activities that was created by the Thamaka district non-formal and informal education center is high. The ranking of the activities from the most satisfy to the least were as follow education for society and community development, education for occupational skills development, learning process management by sufficient economy philosophy, education for life skills development, public library, literary promotion and non-formal education in basic education level. <br />   2. The development guidelines for the creation of academic activities by the Thamaka district non-formal and informal education center were as followed 1) learner can choose freely base on their personal interest and use television channel for education 2) create lively atmosphere in community library 3) create database of uneducated citizen 4) supervision and monitoring on occupational curriculum 5) integrated life skills within the 8 leaning departments 6) integrate the knowledge and skill about education for improve the society 7) focus on develop the individual by embedded sufficient economy philosophy to create long term awareness and sustainability.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> ชมพู มรุธาวานิช นพดล เจนอักษร ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 32 39 การนิเทศการสอนของครูในโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87830 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) ความตองการรับแบบการนิเทศการสอนของครูในโรงเรียนอนุบาลทับสะแก <br />จังหวัดประจวบคีรีขันธ 2) แนวทางการพัฒนาการนิเทศการสอนตามความตองการของครูในโรงเรียนอนุบาลทับสะแก <br />จังหวัดประจวบคีรีขันธ ประชากรในการวิจัยคือครูโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ จำนวนทั้งสิ้น 17 คน <br />เครื่องมือที่ใชวิจัย คือแบบสำรวจและแบบสัมภาษณกึ่งโครงสรางเกี่ยวกับการนิเทศการสอนตามแนวคิดของกลิกแมน กอรดอนและรอสกอรดอน (Glickman, Gordon, and Ross Gordon 2001: 125-128) สถิติที่ใชในการวิจัยคือ คาความถี่ คารอยละ และการวิเคราะหเนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบวา <br />   1. ความตองการรับแบบการนิเทศการสอนของครูในโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ มีความตองการแบบการนิเทศการสอน 3 แบบ เรียงลำดับคือ แบบรวมมือ แบบไมชี้นำ และแบบชี้นำใหขอมูล <br />   2. แนวทางการพัฒนาการนิเทศการสอนตามความตองการของครูในโรงเรียนอนุบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ <br />มีทั้งสิ้น 12 แนวทาง ประกอบดวย 1) แบบรวมมือมี 4 แนวทางคือ (1) มีความจริงใจในการนิเทศ มีความยุติธรรม และมีมาตรฐานการปฏิบัติงาน (2) ติดตามการดำเนินงานและแกปญหาการนิเทศ (3) จัดทำแฟมประวัติปญหาการนิเทศการสอนที่พบและแนวทางการแกปญหา (4) สนับสนุนงบประมาณในการทำกิจกรรมที่เสริมสรางความรูในดานการเรียนการสอนใหกับครู 2) แบบไมชี้นำมี 3 แนวทางคือ (1) เปดโอกาสใหครูแสดงความคิดเห็นในเรื่องตางๆ (2) สนับสนุนงบประมาณและเปนที่ปรึกษาที่ดีใหกับครู (3) มีการบำรุงขวัญ กำลังใจ และมีสวัสดิการในการทำงานใหครูผูสอนในโรงเรียน และ3) แบบชี้นำใหขอมูลมี 5 แนวทางคือ (1) สรางบรรยากาศที่ดีที่เอื้อตอการเรียนรู (2) ใหความชวยเหลือ ใหคำแนะนำ ใหคำปรึกษาในการนิเทศอยางเปนระบบ (3) เชิญวิทยากร ผูเชี่ยวชาญมาใหความรูในเชิงปฏิบัติการสอนและประเมินผล (4) จัดใหมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อเพิ่มประสบการณแกครู และ (5) สนับสนุนงบประมาณในการผลิตสื่อใหกับบุคลากรครูในโรงเรียน</p><p style="text-align: justify;"><strong>THE TEACHERS’ INSTRUCTIONAL SUPERVISION OF ANUBAN THAPSAKAE SCHOOL </strong><br /><strong>IN PRACHUAPKHIRIKHAN PROVINCE</strong></p><p style="text-align: justify;">The research purposes were to identify; 1) the teachers’ need in instructional supervision of Anuban Thapsakae School, Prachuapkhirikhan and 2) the teachers’ need in instructional supervision guidelines development of Anuban Thapsakae School, Prachuapkhirikhan.The population were 17 teachers of Anuban Thapsakae School, Prachuapkhirikhan.The research <br />instruments used were a need survey and a semi-structured interview about the teachers’ need in instructional supervision which based on Glickman, Gordon and Ross Gordon’s concept.The research statistics for analyzing the data were frequency, percentage, and content analysis.</p><p style="text-align: justify;">The research findings revealed that : <br />   1. There were 3 styles of teachers’ need in instructional supervision of Anuban Thapsakae School, Prachuapkhirikhan.They were collaborative behaviors, nondirective behaviors, and directive informational behaviors. <br />   2. There were 12 guidelines for teachers’ need in instructional supervision development of Anuban Thapsakae School, Prachuapkhirikhan which were as follow : 1) The collaborative behaviors style consist of 4 guidelines; (1) to supervise with sincere ,justice and high standard, (2) to monitor and problem solving (3) to provide the instructional supervision profile and how to problem solutions, and (4) to support more budget 2) The nondirective behaviors style consist of 3 guidelines; (1) to listen and share the opinions, (2) to support more budget and would like to be a good supervisor, and (3) to enhance the motivation and welfare 3) The directive informational behaviors style consist of 5 guidelines;(1) to enhance good environment for learning, (2) to support, advise or consult with good supervision system, (3) to invite the expertises for extend the much more supervision knowledge and evaluation, (4) to intern the personnel with field trip or practicum, and (5) to support budget for producing much more materials.</p> ณัฏฐณิชา กอวิจิตร นุชนรา รัตนศิระประภา ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 40 49 สมรรถนะผูบริหารและการบริหารงบประมาณในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/87951 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค เพื่อทราบ 1) สมรรถนะผูบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 2) การบริหารงบประมาณในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 3) สมรรถนะผูบริหารที่สัมพันธกับการบริหารงบประมาณในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 กลุมตัวอยาง ไดแก โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 จำนวน 56 โรงเรียน ผูใหขอมูลโรงเรียนละ 4 คน รวมผูใหขอมูล จำนวน 224 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะผูบริหารตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และการบริหารงบประมาณในโรงเรียนตามแนวทางการจัดทำงบประมาณและบริหารงบประมาณของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถิติที่ใชวิเคราะหขอมูล ประกอบดวย ความถี่ รอยละ มัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. สมรรถนะผูบริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก<br />ที่สุด ยกเวนดานการบริหารดานธุรการ การเงิน พัสดุ และอาคารสถานที่อยูในระดับมาก <br />2. การบริหารงบประมาณในโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมและรายดาน<br />อยูในระดับมากที่สุด <br />3. สมรรถนะผูบริหารและการบริหารงบประมาณในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 9 <br />โดยภาพรวมและรายดานมีความสัมพันธกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p><p style="text-align: justify;"><strong>THE COMPETENCIES AND BUDGET MANAGEMENT OF SCHOOL ADMINISTRATORS </strong><br /><strong>UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 9</strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of this research were to identify; 1) the school administrators’ competency under the secondary educational service area office 9, 2) the school budget management under the secondary educational service area office 9, and 3) the school administrators’ competency related to the school budget management under the secondary educational service area office 9. The sample were 56 schools. There were 4 respondents from each schools total 224. The data was collected using questionnaire about administrators’ competency based on professional standard of education , The Secretariat of Teachers Council, while the school budget management based on budgeting guidelines, budget management of the secondary educational service area office 9. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Person’s product-Moment correlation coefficient.</p><p>The findings revealed that : <br />1. The school administrators’ competency under the secondary educational service area office 9 in overall and individual aspect were at the highest level. Excepted general affair budget supplies and school plant aspect was rated at a high level. <br />2. The school budget management under the secondary educational service area office 9 in overall and individual aspect were at the highest level. <br />3.The school administrators’ competency was significantly correlated with the school budget management under the secondary educational service area office 9 at the 0.1 level.</p> ทวีพร แกวบัวดี ประเสริฐ อินทร์รักษ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 50 56 การบริหารงานวิชาการกับมาตรฐานดานผูเรียนโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/88686 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 2) มาตรฐานดานผูเรียนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ราชบุรีเขต 2 และ 3) ความสัมพันธระหวางการบริหารงานวิชาการกับมาตรฐานดานผูเรียนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 กลุมตัวอยาง คือ ผูบริหารและครูในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 รวม 279 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ ตามขอบขายของกระทรวงศึกษาธิการ และมาตรฐานดานผูเรียน ตามมาตรฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเปนแบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ ความถี่ รอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p>ผลการวิจัยพบวา <br />1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพ<br />รวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากที่สุด 4 ดาน และอยูในระดับมาก 13 ดาน <br />2. มาตรฐานดานผูเรียนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ราชบุรี เขต 2 โดยภาพ<br />รวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากที่สุด 1 ดาน และอยูในระดับมาก 5 ดาน <br />3. การบริหารงานวิชาการ กับมาตรฐานดานผูเรียนโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา<br />ราชบุรี เขต 2 มีความสัมพันธกัน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p><strong>ACADEMIC ADMINISTRATION AND STUDENT STANDARD OF PRIVATE SCHOOLS IN </strong><br /><strong>RATCHABURI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to find 1) the academic administration of private schools 2) the student standard of private schools and 3) the relationship between the academic administration and the student standard of private schools in Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2. The sample were 279 private school directors and teachers in Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2. The research instrument was a questionnaire concerning the academic administration based on the Ministry of Education’s conceptual framework and the student standard based on the Standards for Internal Quality Assurance in Education. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Pearson’s product moment correlation coefficient.</p><p style="text-align: justify;">The findings were as follows ; <br />1. The academic administration of private schools in Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2, as a whole was at a high level, and as an individual aspects were at a highest level in 4 aspects and were at a high level in 13 aspects.</p><p style="text-align: justify;">2. The student standard of private schools in Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2, as a whole was at a high level, and as an individual, 1 aspect was found at a highest level and were at a high level in 5 aspects.</p><p style="text-align: justify;">3. There was the significant relationship between the academic administration and the student standard of private schools in Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2 at .01 level of statistical significance.</p> นภารัตน์ ชลศฤงคาร วรกาญจน์ สุขสดเขียว ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 57 67 ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมผูนำของผูบริหารกับการมีสวนรวมในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอในเขตจังหวัดลำปาง //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/88716 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมผูนำของผูบริหารศึกษาระดับการมีสวนรวมในการปฏิบัติงานของบุคลากรและศึกษาความสัมพันธระหวางพฤติกรรมผูนำของผูบริหารกับการมีสวนรวมในการปฏิบัติงานของบุคลากรในศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอในเขตจังหวัดลำปาง กลุมตัวอยางไดแกบุคลากรในศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอในเขตจังหวัดลำปางจำนวน 155 คนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือแบบสอบถามแบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ และทำการวิเคราะหขอมูลหาคาสถิติโดยใชคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียรสันโดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไวที่ .05</p><p style="text-align: justify;"><strong>ผลการวิจัยพบวา</strong> พฤติกรรมผูนำของผูบริหารมีความสัมพันธกับการมีสวนรวมในการปฏิบัติงานของบุคลากรในศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอในเขตจังหวัดลำปางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมนธกันในทางบวกระดับคอนขางสูง</p><p style="text-align: justify;"><strong>RELATIONSHIP BETWEEN LEADER BEHAVIOR OF ADMINISTRATORS AND </strong><br /><strong>PERFORMANCE PARTICIPATION OF STAFF IN NON-FORMAL AND INFORMAL </strong><br /><strong>EDUCATION CENTERS IN DISTRICTS IN LAMPANG PROVINCE</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to study the levels of Relationship between leader behavior of administrators, levels of performance participation of staff, and relationship between leader behavior of administrators and performance participation of staff in Non-Formal and Informal Education Centers in districts in Lampang province. The sample consisted of 155 staff. The research tool was a questionnaire with five rating scales. The statistic analysis was performed by mean, standard deviation, Pearson correlation coefficient and coefficient of determination. Method was utilized for significance at the .05 level.The research result were leader behavior related to the performance participation of the staff in Non-Formal and Informal Education Centers in districts in Lampang at the significant level of .05 with highly positive relation</p> นันทนภัสร์ ศรีวิเชียร ศันสนีย จะสุวรรณ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 68 76 วัฒนธรรมองคการของโรงเรียนกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/88734 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) วัฒนธรรมองคการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2) คุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 และ 3) ความสัมพันธระหวางวัฒนธรรมองคการของโรงเรียนกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กลุมตัวอยาง คือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จำนวน 97 โรง ผูใหขอมูลโรงเรียนละ 2 คน ประกอบดวย ผูอำนวยการหรือรองผูอำนวยการสถานศึกษาหรือผูปฏิบัติราชการแทนและครูผูสอน รวมทั้งสิ้น 194 คน เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมองคการของโรงเรียนตามแนวความคิดของแพตเตอรสันและคณะ (Patterson and other) คุณภาพชีวิตในการทำงานของครูตามแนวคิดของวอลตัน (Walton) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1) วัฒนธรรมองคการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยภาพรวม และ<br />รายดานอยูในระดับมาก โดยเรียงลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ คือ การบริหารอาคารสถานที่และการตัดสินใจระดับโรงเรียนดวยหลักประชาธิปไตย ภาวะผูนำ ความมีเสถียรภาพของบุคลากร การจัดทำโครงสรางหลักสูตรและการจัดองคกร การพัฒนาบุคลากร การมีสวนรวมและการสนับสนุนของผูปกครอง การไดรับยกยองในคุณภาพทางวิชาการ การจัดการเวลาเรียนใหมากที่สุด การไดรับความสนับสนุนจากองคกรทองถิ่น ความรวมมือในการวางแผนและความสัมพันธในหมูคณะความรูสึกเปนสวนหนึ่งของชุมชน การมีเปาหมายและมีความคาดหวังที่ชัดเจน และความเปนระเบียบ และความมีวินัย</p><p style="text-align: justify;">2) คุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยภาพรวมและ<br />รายดานอยูในระดับมาก โดยเรียงลำดับคาคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ คาตอบแทนหรือเงินชดเชยที่เพียงพอและเปนธรรม สิ่งแวดลอมในการทำงานที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย โอกาสในการใชและพัฒนาศักยภาพของความเปนมนุษย ความกาวหนาและความมั่นคงในงาน การบูรณาการทางสังคมภายในองคกรที่ทำงาน แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิและหนาที่ของคนภายในองคกรที่ทำงาน ความสัมพันธระหวางงานกับชีวิตโดยรวม และความเกี่ยวเนื่องของชีวิตการทำงานกับสังคม</p><p style="text-align: justify;">3) วัฒนธรรมองคการของโรงเรียนกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 มีความสัมพันธกัน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธกันสูง ในลักษณะคลอยตามกัน</p><p><strong>THE ORGANIZATONAL CULTURE OF SCHOOL AND TEACHER’S QUALITY OF WORKING </strong><br /><strong>LIFE UNDER NAKHONPATHOM PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFFICE 1</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to identify 1) the organizational culture of school under the Nakhonpathom Primary Educational Service Area Office 1, 2) the teacher’s quality of working life under the Nakhonpathom Primary Educational Service Area Office 1 and 3) the relationship between the organizational culture of school and the teacher’s quality of working life under the Nakhonpathom Primary Educational Service Area Office 1. The samples were 97 primary schools. The 2 respondents in each school were, a director or an assistant or a deputy director and a teacher total of 194 respondents. The research instrument was a questionnaire which was the organizational culture of school based on conceptual of patterson and other and the teacher’s quality of working life based on concept of Walton. The statistics use in data analysis were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Pearson’s product-moment correlation coefficient analysis.</p><p style="text-align: justify;">The findings were as follows : <br />1) The organizational culture of school under the Nakhonpathom Primary Educational Service Area Office 1, as a whole and as an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; school site management and democratic decision making, leadership, staff stability, curriculum articulation and organization, staff development, collaborative planning and collegial relationships, school wide recognition of academic success, maximized learning time, district support, collaborative planning and collegial relationships, sense of community, clear goals and high <br />expectations commonly shared and order and discipline.</p><p style="text-align: justify;">2) The teacher’s quality of working life under the Nakhonpathom Primary Educational Service Area Office 1, as a whole and as an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; adequate and fair compensation, safe and healthy working condition, immediate opportunity to use and develop human capacity, opportunity for continual growth and security, social integration in the work organization, constitutional right and duty in the work organization, work and the total life space and social relevance of work life.</p><p style="text-align: justify;">3) The relationship between the organizational culture of school and teacher’s quality of working life under the Nakronprathom Primary Educational Service Area Office 1, was found correlated as a whole were at a high level at .05 level of significance which was positive correlated.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> เบญจมาภรณ์ เครือสุวรรณ นุชนรา รัตนศิระประภา ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 77 88 การมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/88744 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 - 2561 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายไดครอบครัวเฉลี่ยตอเดือน และเขตที่อยูอาศัย 3) เพื่อสำรวจปญหา และอุปสรรคในการเขามามีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 โดยใชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการวิจัย มีประชากรเปนประชาชนในพื้นที่จังหวัดอางทอง จำนวน 400 คน และใชแบบสัมภาษณกับผูมีสวนไดสวนเสียในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง จำนวน 14 คน ใชสถิติในการวิเคราะหขอมูล ไดแก สถิติ คาความถี่ คารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะหคาที (t-test) และการวิเคราะหคาเอฟ (f-test) และทดสอบความแตกตางรายคูดวยวิธีการของเชฟเฟ (Scheffe’s method)</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. ระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 อยูในระดับมาก</p><p style="text-align: justify;">2. เมื่อเปรียบเทียบระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 - 2561 <br />จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายไดครอบครัวเฉลี่ยตอเดือน และเขตที่อยูอาศัย พบวาปจจัยดานเพศแตกตางกันมีระดับการมีสวนรวมในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 ไมแตกตางกัน และปจจัยดานอายุระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายไดครอบครัวเฉลี่ยตอเดือน และเขตที่อยูอาศัยที่แตกตางกันมีระดับการมีสวนรวมในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 แตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p><p style="text-align: justify;">3. ปญหา และอุปสรรคในการเขามามีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561 อยูในระดับปานกลาง</p><p style="text-align: justify;">4. แนวทางในการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดอางทอง พ.ศ. 2558 – 2561<br />เสนอใหมีการประชาสัมพันธแผนพัฒนาจังหวัดรวมถึงกิจกรรมและโครงการภายในแผนพัฒนาจังหวัดผานสื่อที่ทันสมัย <br />และเขาใจงายเพื่อใหสอดรับกับกระแสของสื่อในยุคปจจุบัน ควรสงเสริมใหแผนพัฒนาจังหวัดเปนแมแบบในการจัดทำแผนพัฒนาในระดับชุมชนและทองถิ่นใหมากยิ่งขึ้น เพื่อเปนการตอยอดแผนพัฒนาระดับจังหวัดใหเกิดประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความตองการและแกไขปญหาของประชาชนไดอยางทั่วถึง เสนอใหพิ่มระยะเวลาในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้มากขึ้นเพื่อเปนการเพิ่มโอกาสใหประชาชนมีโอกาสไดเขามามีสวนรวมมากขึ้น และเสนอดำเนินการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการอยางจริงจัง เพื่อใหกิจกรรม/โครงการที่ดำเนินการในพื้นที่สามารถตอบสนองความตองการของประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพ</p><p style="text-align: justify;"> </p><p><strong>PUBLIC PARTICIPATION OF ANGTHONG’S PROVINCIAL DEVELOPMENT PLANNING 2558 - 2561 B.E.</strong></p><p style="text-align: justify;">The objective of this thesis is to study the community’s participation in the  Angthongprovincial plan B.E. 2558-2561. The study compares public participation in the preparation of the plans, classified by gender, age, education, marital status, family income per month, and residence. The exploration presents a survey of problems and barriers to citizens’ participation in the development plan and proposes ways to promote the participation. A questionnaire and interviews were used as research tools. The questionnaire surveyed 400 people in Angthong, and the interviewsincluded 14 stakeholders of the development plan. Many statistical methods have been used for analysis, such as statistics, frequency, percentage, mean, standard deviation and different pairs were tested with Scheffe's method.</p><p style="text-align: justify;">The results show that</p><p style="text-align: justify;">1. the level of participation was high,</p><p style="text-align: justify;">2. the comparison of levels of participation classified by sex, age, education, marital status, family income per month and a residential area were tested for significant differences, and</p><p style="text-align: justify;">3. the level of problems and obstacles was moderate.</p><p style="text-align: justify;">4. The recommendations from this study are to promote the participation in the development plan activities and relay information that is easy to understandthrough modern media.Also, government should encourage participation in the development plan in the local community to increase the level of efficiency and meet the citizens’ needs. The duration for <br />making the development plan should be increased in order to increase the opportunity for people to participate. Lastly, corruption in government should be seriously suppressed in the areato solve the problem of serving public needs effectively.</p> พจนรพี ทองกัญชร รัฐศิรินทร์ วังกานนท์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 89 103 ภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนบานหมอ “พัฒนานุกูล” //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/88751 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) ภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนบานหมอ “พัฒนานุกูล” และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนบานหมอ “พัฒนานุกูล” กลุมตัวอยางที่ใชในงานวิจัย คือ ผูบริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ 1) แบบสอบถาม และ 2) แบบสัมภาษณเกี่ยวกับภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา สรางตามแนวคิดของบาสและอโวลิโอ (Bass and Avolio) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเนื้อหา</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. ภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนบานหมอ “พัฒนานุกูล” โดยภาพรวมและ<br />รายดานอยูในระดับมาก เรียงตามมัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย คือ การมีอิทธิพลอยางมีอุดมการณการสรางแรงบันดาลใจ การกระตุนการใชปญญา และการคำนึงถึงความเปนปจเจกบุคคล</p><p style="text-align: justify;">2. แนวทางการพัฒนาภาวะผูนำการเปลี่ยนแปลงของผูบริหารสถานศึกษา มี 8 แนวทาง คือ 1) เสริมสรางความภาคภูมิใจและความมั่นใจในการทำงาน โดยชี้ใหเห็นถึงความสำคัญของงานที่ไดรับมอบหมาย 2) เปดโอกาสใหบุคลากรมีการเสนอปญหาที่แตละคนเผชิญ และหาพื้นที่ใหแตละคนไดแสดงความคิดเห็นออกมา 3) สรางเจตคติที่ดีในการทำงานโดยการสรางความตระหนักใหบุคลากรทุกคนนั้นรูถึงบทบาทหนาที่และความสำคัญในหนาที่ ที่รับผิดชอบ 4) สรางแรงจูงใจในการทำงานใชวิธีการสรางความเปนมิตรหรือใหคำชมเชยเพื่อเปนการกระตุนใหบุคลากรทำอยางเต็มความสามารถ 5) ดูแลเอาใจใสบุคลากรอยางทั่วถึงโดยศึกษาบุคลากรเปนรายบุคคล 6) มอบหมายงานใหบุคลากรไดรับผิดชอบตรงตามความสามารถ และใหไดรับผิดชอบงานในตำแหนงที่สูงขึ้น 7) สงเสริมใหบุคลากรแตละคนไดมีการพัฒนาตนเองอยูเสมอ เชน ใหศึกษาตอในระดับที่สูงขึ้น 8) หาแนวทางใหบุคลากรแตละคนไดพัฒนาตนเองตามศักยภาพ เชน ใหเขารับการอบรม หรือ การศึกษาดูงาน</p><p style="text-align: justify;"> </p><p><strong>THE TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATOR : </strong><br /><strong>A CASE STUDY IN BANMOH “PATTANANUKUL” SCHOOL</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to identify 1) the transformational leadership of school administrator : A case study in Banmoh “Pattananukul” school. 2) the guideline development of the transformational leadership of school administrator : A case study in Banmoh “Pattananukul” school. The sample was consist of a school administrators, 44 teachers, 4 education personnel, and 11 school committees were 60 of people. The research tools were 1) questionnaire and 2) interview form about the transformational leadership of the director of Banmoh “Pattananukul” School they were based on the transformational leadership theory; Bass and Avolio. The statistics used in data analysis were frequency (f) , percentage (%) , arithmetic mean (<span>x̄</span>), standard deviation (S.D.) and Content analysis.</p><p style="text-align: justify;">The findings of this study were as follows: <br />1. the transformational leadership of school administrator : A Case study in Banmoh “Pattananukul” School, as whole and specifically were rated at a high level; ranking from the highest to the lowest as follow : idealized influence, inspiration motivation, intellectual stimulation and individualized consideration.</p><p style="text-align: justify;">2. method for development of the transformational leadership of school administrator : A Case study in Banmoh “Pattananukul” school there are 8 guideline 1 ) strengthen the pride and confidence in their work by pointing out the importance of the tasks assigned. 2 ) allowing personnel to offer the problems and each area has commented out. 3 ) create a positive attitude to work by creating awareness to all personnel are aware of the role. 4 ) create incentives to work how to create a hostile or give compliments to encourage staff to do full capacity. 5 ) take care personnel staff thoroughly studied individually. 6) assignment of personnel to be able to meet the responsibilities. And was responsible for a higher position. 7 ) encourage personnel each have their own development is always such a study at a higher level. And 8 ) find a way to staff each have their own development potential , such as to attend training or study.</p> พนัชกร พองาม นุชนรา รัตนศิระประภา ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 104 112 การบริหารแบบมีสวนรวมที่สงผลตอกลยุทธการตลาดของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100529 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) การบริหารแบบมีสวนรวมของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม 2) กลยุทธการตลาดของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม และ3) การบริหารแบบมีสวนรวมที่สงผลตอกลยุทธการตลาดของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม กลุมตัวอยางคือ โรงเรียนเอกชน จำนวน 36 แหง ผูใหขอมูลโรงเรียนละ 6 คน ประกอบดวย ผูรับใบอนุญาตหรือผูจัดการ ผูอำนวยการโรงเรียนหรือรองผูอำนวยการ หัวหนากลุมสาระ และครูผูสอน รวมทั้งสิ้น 216 คน <br />เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารแบบมีสวนรวม ตามแนวคิดของสวอนเบอรกและสวอนเบอรก (Swansberg and Swansberg ) และกลยุทธการตลาด ตามแนวคิดของคอตเลอรและอารมสตรอง (Kotler and Armstrong) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p><p style="text-align: justify;"><strong>ผลการวิจัยพบวา</strong> <br />1. การบริหารแบบมีสวนรวมของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวม และรายดาน อยูในระดับมาก โดย<br />เรียงลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ ดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกัน ดานความยึดมั่นผูกพัน ดานการไววางใจกัน และดานความเปนเอกภาพของผูบริหาร <br />2. กลยุทธการตลาดของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวม และรายดาน อยูในระดับมาก โดยเรียงลำดับ<br />คามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ ดานราคา ดานลักษณะทางกายภาพ ดานผลิตภัณฑ ดานการจัดจำหนาย ดานบุคคลดานกระบวนการ และดานการสงเสริมการตลาด <br />3. การบริหารแบบมีสวนรวม ดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกัน และดานความเปนอิสระตอความรับผิดชอบ <br />ในงาน สงผลตอกลยุทธการตลาดของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวม อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณาจำแนกตามดาน ดานความเปนอิสระตอความรับผิดชอบในงาน และดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกันสงผลตอดานผลิตภัณฑ ดานความเปนอิสระตอความรับผิดชอบในงานสงผลตอดานราคา ดานความเปนอิสระตอความรับผิดชอบในงาน และดานการไววางใจกันสงผลตอดานการจัดจำหนาย ดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกัน และดานการไววางใจกันสงผลตอดานการสงเสริมการตลาด ดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกัน และดานความเปนอิสระตอความรับผิดชอบในงานสงผลตอดานบุคคล ดานการไววางใจกัน และดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกันสงผลตอ ดานกระบวนการ และดานการตั้งเปาหมายและวัตถุประสงครวมกันสงผลตอดานลักษณะทางกายภาพ</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>THE PARTICIPATORY MANAGEMENT EFFECTING THE MARKETING STRATEGY </strong><br /><strong>OF THE PRIVATE SCHOOLS IN NAKORNPRATHOM</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to identify 1) the participatory management of the private schools in Nakornprathom, 2) the marketing strategy of the private schools in Nakornprathom and 3) the participatory management effecting the marketing strategy of the private schools in Nakornprathom. The samples were 36 private schools in kornprathom. The 6 respondents in each private schools were, a licensee / a manager, an administrator / an assistant, a head of branch and a teachers in private schools total of 216 respondents. The research instrument was a questionnaire which was the participatory management <br />based on conceptual of Swansberg and Swansberg and the marketing strategy based on conceptual of Kotler and Armstrong. The statistics used in data analysis were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis.</p><p style="text-align: justify;"><strong>The findings were as follows :</strong> <br />1. The participatory management of the private schools in Nakornprathom, as a whole and as an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; goals and objective, commitment, trust and autonomic. <br />2. The marketing strategy of the private schools in Nakornprathom, as a whole and as an individual, were at a high level. In order arithmetic mean from maximum to minimum were as follows; price, physical characteristic, product, place, people, process and promotion. <br />3. The participatory management of the private schools in Nakornprathom goal and bjective aspect and autonomic aspect effecting the total marketing strategy of the private schools in Nakornprathom at 0.01 level of significance. By considering the aspect were as follows: autonomic aspect and goal and objective aspect effecting product aspect. Autonomic <br />aspect effecting price aspect. Autonomy aspect and trust aspect effecting place aspect. Autonomic aspect and trust aspect effecting promotion aspect. Goal and objective aspect and autonomic aspect effecting people aspect. Trust aspect, objective aspect and autonomic aspect effecting process aspect. And objective aspect and autonomic aspect effecting <br />physical characteristic aspect.</p> พรปวีณ เชยกีวงศ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 113 125 การประเมินคุณภาพการบริการประชาชน กรณีศึกษา สำนักงานขนสงกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100538 <p style="text-align: justify;">การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อ 1. เพื่อศึกษากระบวนการในการพัฒนาคุณภาพการใหบริการประชาชนของในการบริการ 2 ชนิด คือ การออกใบแทนใบอนุญาตขับรถและการแกไขรายการในใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายวาดวยรถยนต และการเปลี่ยนชนิดใบอนุญาตการขับรถยนต ตามพระราชบัญญัติรถยนต 2522 ภายในสำนักงานขนสงกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 2. เพื่อศึกษาระดับความคาดหวังและระดับความพึงพอใจในการบริการ 3.) เพื่อเปรียบเทียบความแตกตางระหวางปจจัยสวนบุคคลกับความคาดหวังและความพึงพอใจในการรับบริการ 4. เพื่อวิเคราะหและนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริการนั้นๆ โดยเครื่องมือที่ใชคือ วิธีการสัมภาษณเชิงลึกเปนเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับการบริการทั้ง 2 ชนิด จำนวน 4 คน และใชแบบสอบถามเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลมิติการประเมินคุณภาพการบริการในทฤษฎีการประเมินคุณภาพการบริการ (SERVQUAL) และหาคาความตองการจำเปน Modified Priority Need Index (PNI modified) ใชวิธีในการศึกษาโดยอาศัยทฤษฎีความนาจะเปน (Probability Sampling) ซึ่งจากสูตรการคำนวณพบวา จำนวนผูใชบริการในงานใบอนุญาตทั้งหมด 102,870 คน คน ตองใชกลุมตัวอยางที่เปนผูรับบริการทั้งหมด 400 คน ทั้งนี้เนื่องจากสถิติผูใชบริการที่ไดมานั้นมาจากจำนวนผูที่เขามาใชบริการทั้งหมดในรายกระบวนการใบอนุญาติขับรถยนต ภายในสำนักงานขนสงกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ซึ่งในรายกระบวนการนี้แบงชนิดการบริการออกเปนหลายชนิดดวยกัน ผูวิจัยจึงไดทำการแบงออกเปนการบริการที่ทำการศึกษาชนิดละ 200 คน</p><p style="text-align: justify;">ผลการศึกษา พบวา <br />ผูที่เขามาใชการบริการทั้ง 2 ชนิดสวนใหญเปนเพศชาย ซึ่งระดับการศึกษาที่พบมากที่สุดอยูที่ระดับปริญญาตรี และสวนใหญเปนผูที่เคยมีประสบการณรับบริการในการบริการนั้นๆมากอน ซึ่งจากการสัมภาษณเชิงลึกนั้นพบวา เจาหนาที่ที่ใหบริการในทั้ง 2 ชนิดนั้น มีความเขาใจและมีความเชี่ยวชาญ สามารถปฏิบัติงานไดทั้ง 2 กระบวนงานเปนอยางดี เนื่องจากทางสำนักงานขนสงกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 มีหลักการทำงานแบบหมุนเวียนงาน (Job Rotation) กันอยูเสมอเพื่อใหเกิดความยืดหยุนเพิ่มทักษะใหแกพนักงาน ทั้งยังมีการพัฒนาอบรมและประเมินคุณภาพการบริการอยางสม่ำเสมอ อันกอใหเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ซึ่งจากการใชเครื่องมือแบบสอบถามเพื่อวัดคุณภาพการบริการตามแตละมิติของทฤษฎีนั้น ทำใหทราบวา การบริการทั้ง 2 ชนิดดังกลาว มีคุณภาพการบริการโดยรวมอยูที่ระดับมาก และมีคาความตองการจำเปนอยูในระดับมากเชนเดียวกัน เนื่องจากความพึงพอใจในการบริการนั้นมีมากกวาความคาดหวัง หรืออาจกลาวไดวาความคาดหวังนั้นต่ำกวาความพึงพอใจที่มี โดยปจจัยสวนบุคคลที่สงผลตอความคาดหวังและความพึงพอใจนั้น ไดแก เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณในการรับบริการ ในมิติที่ 2 ดานความไววางใจ มิติที่ 3 ดานความรับผิดชอบ และดานที่ 4 ดานความมั่นใจ อันมีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีการประเมินคุณภาพการบริการที่สงผลตอความคาดหวังในการบริการชนิดนั้นๆ ซึ่งแสดงใหเห็นวาการพัฒนาคุณภาพการบริการนั้นมีความจำเปนที่จะตองคำนึงถึงปจจัยสวนบุคคลเหลานี้ เพื่อใหไดเปนการบริการที่มีคุณภาพและนำไปสูการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพอยางยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p><p style="text-align: justify;"> </p><p><strong>QUALITY SERVICE ASSESSMENT A CASE STUDY OF LAND TRANSPORT DEPARTMENT AREA 2</strong></p><p style="text-align: justify;">This research is aimed to study 1. To study the process of developing the service quality of 2 types of service quality issuance of driver's licenses and edit entries in the driver's license under the car and replacement of the driving license, Car Transport Act 1979 Bangkok office area 2 2. The level of expectation and satisfaction in service. 3. To compare the difference between personal factors, expectations and satisfaction in the service. 4. To analyze and propose solutions to improve services. By using in-depth interviews as an instrument for gathering fundamental information of both services, and also using questionnaires to collect information in accordance with quality service assessment theory “SERVQUAL”, and Modified Priority Need Index (PNI modified). This sampling provides an opportunity. The formula is found the number of service users in all licenses 102,870 peoples, requires a sample of 400 patients’ total. This is because the statistics used are derived from the number of people who use services in the process driving license within Transport Bangkok area 2 offices. In this process, this is divided into several different types of services together. Researcher has been divided into the service of the study of 200 peoples.</p><p style="text-align: justify;">The results of this research reveal that most of clients’ genders were men. It was also found that the highest education level was a bachelor’s degree and possessed past-experience with using the service. According to information collected form in-depth interviews, results show all staff clearly understood and were experts regarding the working processes as a result of <br />the department’s flexibility of individuals job task and responsibility. In addition, the organization also offers continual staff training and service quality assessment, which are the keys to efficient and effective performance. Information collected from questionnaire, in term of dimension in theory, shows that both services had a quality level and PNI value of “more” because the level of satisfactions was lower than expectations, however, the expectation level was lower than satisfactory. The personal factors that had an affect on expectation and satisfaction were gender, level of education, and service experiences <br />regarding reliability, responsiveness, and assurance dimensions. The result conforms to the SERVQUAL theory that past experiences are an important factor that can affect to expectation in quality of services.</p><p style="text-align: justify;">Recommendation from this research is that improved service quality has to be made a concern to those personal factors which mean development and assessment through using personal factor as a variable evaluation tool in order to improve the service quality that will result in more sustainable improvements of performance.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> พรรณปพร จันทราสกาววงศ บุรัสกร โตรัตน์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 126 140 ปจจัยดานบรรยากาศองคกรที่สงผลตอความเปนองคกรแหงการเรียนรู ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100541 <p style="text-align: justify;">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) บรรยากาศองคกรของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2) ความเปนองคกรแหงการเรียนรูของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 3) ความสัมพันธระหวางปจจัยดานบรรยากาศองคกรที่สงผลตอความเปนองคกรแหงการเรียนรูของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กลุมตัวอยางคือ ขาราชการครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ปการศึกษา 2556 จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บขอมูลคือ แบบสอบถาม ซึ่งหาคาความเชื่อมั่นไดเทากับ .909 และสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย คาความถี่ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหความถดถอยพหุคูณตามลำดับความสำคัญของตัวแปรที่นำเขาสมการ</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. บรรยากาศองคกร และความเปนองคกรแหงการเรียนรูของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม<br />ศึกษานครปฐม เขต 1 ในภาพรวมอยูในระดับมาก <br />2. ตัวแปรที่สามารถพยากรณความเปนองคกรแหงการเรียนรูของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 พบวา ตัวแปรที่มีประสิทธิภาพในการทำนายผลความเปนองคกรแหงการเรียนรู ของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 มี 5 ตัวแปร คือ ดานโครงสรางองคกร ดานความอบอุนดานความขัดแยง ดานการปฏิบัติงานและความคาดหวัง และดานการใหรางวัลและการลงโทษ</p><p style="text-align: justify;"><strong>LEARNING ORGANIZATION OF SCHOOLS UNDER THE NAKHON PATHOM PRIMARY </strong><br /><strong>EDUCATION SERVICE AREA OFFICE 1.</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were 1. to study organization climate of schools under Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1, 2. to study learning organization of schools under Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1, 3. to study the relationship between the factors of organization atmosphere that affected the learning organization of schools under the Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1. The samples in this research were 322 government teacher. The instrument was questionnaires. The statistics used to analyze were frequency percentage, standard deviation and stepwise multiple regression analysis.</p><p style="text-align: justify;">The results of the research showed that <br />1. the level of organization climate of schools under the Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1 were overall at a high level. <br />2. the level of learning organization of schools under the Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1 were overall at a high level. <br />3. The factors influenced on the prediction of the being the learning organization of Nakhon Pathom Primary Education Service Area Office 1, depended factors : were learning organization , the warmth , the conflict , the operational and expectations and the reward and punishment.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> พิชญาภรณ อภิสิทธิเนตร ประสงค กัลยาณะธรรม ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 141 150 การวางแผนกลยุทธกับการปฏิบัติงานของศูนยการศึกษาพิเศษ //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100542 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การวางแผนกลยุทธของศูนยการศึกษาพิเศษ 2) การปฏิบัติงานของศูนยการศึกษาพิเศษ และ 3) ความสัมพันธระหวางการวางแผนกลยุทธกับการปฏิบัติงานของศูนยการศึกษาพิเศษ กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย ไดแก ศูนยการศึกษาพิเศษ จำนวน 66 ศูนย ผูใหขอมูล ศูนยการศึกษาพิเศษละ 4 คน ประกอบดวย ผูอำนวยการศูนยการศึกษาพิเศษ จำนวน 1 คน รองผูอำนวยการศูนยการศึกษาพิเศษหรือหัวหนากลุมงานหรือผูแทนที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ จำนวน 1 คน และครูผูสอนในศูนยการศึกษาพิเศษ จำนวน 2 คน รวมทั้งสิ้น 264 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เปนแบบสอบถาม การวางแผนกลยุทธตามแนวคิดของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการปฏิบัติงานตามบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ ความถี่ รอยละ คามัชณิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัย พบวา <br />1. การวางแผนกลยุทธของศูนยการศึกษาพิเศษ ทั้งในภาพรวมและรายดานอยูในระดับมากโดยเรียงลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ การกำหนดทิศทางของหนวยงาน การศึกษาสถานภาพ ของหนวยงาน และการกำหนดกลยุทธตามลำดับ <br />2. การปฏิบัติงานของศูนยการศึกษาพิเศษ ในภาพรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมาก<br />ที่สุด 1 ดาน คือ ดานการจัดและสงเสริม สนับสนุนการศึกษาในลักษณะศูนยบริการชวยเหลือระยะแรกเริ่มและเตรียมความพรอมของคนพิการ และอยูในระดับมาก 7 ดาน โดยเรียงลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ ดานการจัดระบบสนับสนุนการจัดการเรียนรวมและประสานงานการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในจังหวัด ดานการจัดระบบและสงเสริมสนับสนุนการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความชวยเหลืออื่นใดทางการศึกษาสำหรับคนพิการ ดานภาระหนาที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่ไดรับมอบหมาย ดานการพัฒนาและฝกอบรมผูดูแลคนพิการ บุคลากรที่จัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ดานการใหบริการฟนฟูสมรรถภาพคนพิการโดยครอบครัวและชุมชนดวยกระบวนการทางการศึกษา ดานเปนศูนยขอมูลรวมทั้งจัดระบบขอมูลสารสนเทศดานการศึกษาสำหรับคนพิการ และดานการจัดระบบบริการชวงเชื่อมตอสำหรับคนพิการ ตามลำดับ <br />3. ความสัมพันธระหวางการวางแผนกลยุทธกับการปฏิบัติงานของศูนยการศึกษาพิเศษมีความสัมพันธกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งเปนความสัมพันธกันในทางบวก</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>STRATEGIC PLANNING AND SPECIAL EDUCATION CENTER’S PERFORMANCE </strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of the research were to identify 1) the Special Education Center’s strategic planning 2) the Special Education Center’s performance and 3) the relation between Special Education Center’s strategic and performance. The sample were 66 of Special Education Center in Bureau of Special Education; The 4 respondents in each Special Education Center were a director, a deputy director or a chief of section or representative of the section, and 2 teachers, in total of 264. The instrument was questionnaire about strategic planning which based on Bureau of Policy and Planning and the Special Education Center’s roles and responsibilities. The data were analyzed by using frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, and Pearson’s product – moment correlation coefficient.</p><p style="text-align: justify;">The results of this research were as follow; <br /> 1. The Special Education Center’s strategic planning as a whole and in each aspect were at high level. Ranking by arithmetic mean from the highest to the lowest were as follow : specify direction of the sectors, study the status of the sectors, and specify strategic. <br /> 2. The Special Education Center’s performance as a whole were at high level. When considering in each aspect found that, there was one aspect that was the highest level, manage, promote and support early intervention center and prepare readiness of persons with disability, and there were 7 aspects were at the high level which were; mainstreaming schools support system and cooperate education for persons with disability in each province aspect, providing Individualized Education Program, assistive technology, instructional media, services, and other facility support system aspect, another burden which specify by acts or was assign by original affiliation aspect, practice and training persons with disability’s caregivers and instructors aspect, persons with disability’s rehabilitation by family and society with education procedure aspect, information center and manage the persons with disability’s information technology aspect, and transition service for persons with disability aspect. <br /> 3. The correlation between Special Education Center’s strategic plan and performance had high correlation statistically significant at .01, which showed positive correlation.</p> เพ็ญนภา พนมแก นุชนรา รัตนศิระประภา ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 151 161 การประกันคุณภาพภายในกับคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100547 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชุบรี เขต 2 2) คุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชุบรี เขต 2 และ3)ความสัมพันธระหวางการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนกับคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 การวิจัยครั้งนี้ใชโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จานวน 118 โรงเรียน เปนหนวยวิเคราะห ผูใหขอมูล ผูอำนวยการโรงเรียน รองผูอำนวยการ โรงเรียนฝายวิชาการหรือครูวิชาการ และครูผูสอน รวมทั้งสิ้น 472 คน คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถาม สถิติที่ใชในการวิจัย คือ คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน วิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูป</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยสรุปได ดังนี้ <br />1. การประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวม อยู<br />ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากทุกดาน โดยดานการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา มีคามัชฌิมเลขคณิตมากที่สุด รองลงมาคือ ดานดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และดานจัดระบบบริหารและสารสนเทศ มีคามัชฌิมเลขคณิตนอยที่สุด <br />2. คุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดย<br />ภาพรวม อยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวา อยูในระดับมากทุกดาน โดย ดานรักชาติ ศาสน กษัตริย มีคามัชฌิมเลขคณิตสูงสุด รองลงมาคือ ดานมีวินัย และดานมุงมั่นในการทำงาน มีคามัชฌิมเลขคณิตนอยที่สุด <br />3. การประกันคุณภาพภายในกับคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา<br />ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 ทุกคู มีความสัมพันธกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธกันในทางบวกหรือมีความสัมพันธกันในลักษณะที่คลอยตามกันทุกคู</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>THE INTERNAL QUALITY ASSURANCE AND LEARNER’S DESIRED CHARACTERISTIC OF SCHOOL UNDER RATCHABURI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to study 1) the internal quality assurance of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2, 2) the learner’s desired characteristic of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2 and 3) the relationship between internal quality assurance and learner’s desired characteristic of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2. The research instrument was a questionnaire. The statistics were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, and Pearson’s product–moment correlation coefficient.</p><p style="text-align: justify;">The findings were as follows: <br />1. The internal quality assurance of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2, as a whole and as an individual, was at a high level. Considering in each aspect, it was found that all aspects were at a high level. To rearrangement by arithmetic mean from high to low were education quality auditing,specify standards of education institutions, performance the plan of development of education institutions ,to manage the development of continuing education,prepation internal quality assessment with standards of education institutions,making annual internal quality assessment report,to do the plan for development of education institutions that focus on standards of education institutions quality,performance the plan of development of education institutions and arrange for management and information system. <br />2. The learner’s desired characteristic of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2, as a whole and as an individual, was at a high level. Considering in each aspect, it was found that all aspects were at a high level. To rearrangement by arithmetic mean from high to low were love of nation religion king,self-discipline,Honesty and integrity, observance of principles of Suffiency Economy philosophy in one’s way of life,avidity for learning,cherishing Thai-ness, Public mindedness and Dedication and commitment to work. <br />3. The relationship between internal quality assurance and the learner’s desired characteristic of school under Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found at .01 level of statistical significance.</p> วัชรา เมษะเลิศพัฒน์ วรกาญจน์ สุขสดเขียว ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 162 169 การบริหารการเปลี่ยนแปลงกับความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียน ของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100586 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 2) ความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียนของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และ 3) ความสัมพันธระหวางการบริหารการเปลี่ยนแปลงกับความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียนของคณะวิศวกรรมศาสตรมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กลุมตัวอยางคือ คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 14 แหง ผูใหขอมูลแหงละ 15 คน ประกอบดวย ผูบริหารจำนวน 5 คน บุคลากรสายวิชาการจำนวน 5 คน และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 5 คน รวมผูใหขอมูลจำนวนทั้งสิ้น 210 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตามแนวคิดของเลวิน (Lewin) ความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียนของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตามแนวคิดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแหงชาติ(สกอ.) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ คามัชณิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. การบริหารการเปลี่ยนแปลงของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับปานกลางเรียงลำดับจากคามัชณิมเลขคณิตจากมากไปหานอย ดังนี้ ดานการละลายพฤติกรรมเดิม ดานการเปลี่ยนแปลงและดานการรักษาการเปลี่ยนแปลงใหคงอยู <br />2. ความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียน ของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับ ของรัฐโดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับปานกลางเรียงลำดับจากคามัชณิมเลขคณิตจากมากไปหานอย ดังนี้ดานรูจักตนเองดานการติดตามขอมูลขาวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนดานการเรียนรูดานการสรางโอกาสในการเพิ่มพูนสมรรถนะในตนดานแนวคิดและทัศนคติ และดานลักษณะนิสัย <br />3. การบริหารการเปลี่ยนแปลงกับความพรอมในการเขาสูประชาคมอาเซียนของคณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยภาพรวมมีความสัมพันธกันอยูในระดับสูง ลักษณะแบบคลอยตามกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p style="text-align: justify;"><strong>THE CHANGE MANAGEMENT AND THE READINESS TOWARD THE ASEAN COMMUNITY </strong><br /><strong>IN THE FACULTY OF ENGINEERING OF AUTONOMOUS UNIVERSITY</strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of this research were to know 1) the change management in the Faculty of Engineering of Autonomous University, 2) the readiness toward the ASEAN community in the Faculty of Engineering of Autonomous University, and 3) the relationship between the change management and the readiness toward the ASEAN community in the Faculty of Engineering of Autonomous University. The sample consisted of 14 Engineering Faculties of Autonomous University. The 15 respondents of each faculty were 5 executive staffs, 5 academic staffs, and 5 administrative staffs, 210 respondents in total. The research instrument was a questionnaire concerning the change management based on Lewin’s concept and the readiness toward the ASEAN community based on the guideline of the Office of the Higher Education Commission. The statisticsused to analyze the data werefrequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, and Pearson’s product moment correlation coefficient.</p><p style="text-align: justify;">The research findings were as follows <br />1. The change management in Faculty of Engineering of Autonomous University was at moderate level in overall and individual aspect; rankingorder : unfreezing, changing and refreezing, respectively. <br />2. The readiness toward the ASEAN community in the Faculty of Engineering of Autonomous University, was at moderate level in overall and individual aspect;ranking order : self-awareness, monitoring ASEAN updates, learning, self-enhancement opportunity, idea and attitude, and personal characteristics. <br />3. The relationship between the change management and the readiness toward the ASEAN community in Faculty of Engineering of Autonomous University wasfound at 0.01 level of statistical significance.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> วิภาวดี กรรณประชา สำเริง อ่อนสัมพันธุ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 170 179 สมรรถนะครูกับการดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100591 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) สมรรถนะครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี 2) การดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี 3) ความสัมพันธระหวางสมรรถนะครูกับการดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี กลุมตัวอยางในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 19 โรง ผูใหขอมูล สถานศึกษาละ 4 คน รวมทั้งสิ้น 76 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะครู ตามคูมือการประเมินสมรรถนะครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน ตามคูมือครูที่ปรึกษาระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลคือ ความถี่ รอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. สมรรถนะครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวาสมรรถนะครูอยูในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ดาน เรียงจากมากไปหานอยดังนี้ ดานจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู ดานการพัฒนาผูเรียน ดานการบริการที่ดี และอยูในระดับมาก จำนวน 8 ดาน เรียงจากมากไปหานอยดังนี้ ดานการบริหารจัดการชั้นเรียน ดานการพัฒนาตนเอง ดานการทำงานเปนทีม ดานการมุงผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน ดานภาวะผูนำครู ดานการสรางความสัมพันธและความรวมมือกับชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู ดานการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู ดานการวิเคราะห สังเคราะห และการวิจัยเพื่อพัฒนาผูเรียน <br />2. การดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมอยู<br />ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา การดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนทุกมาตรฐาน อยูในระดับมากที่สุด จำนวน 2 ดาน เรียงจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานครูที่ปรึกษา ผูปกครอง และผูเกี่ยวของมีการประสานสัมพันธกันอยางสม่ำเสมอและตอเนื่อง ดานมีการชวยเหลือนักเรียนอยางมีประสิทธิภาพ และอยูในระดับมาก จำนวน 2 ดาน เรียงจากมากไปหานอยไดดังนี้ ดานการบริหารจัดการระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนอยางเปนระบบ ดานการพัฒนาครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวของใหมีความรู ความเขาใจ มีเจตคติที่ดีและมีทักษะในการเปนครูที่ปรึกษา เพื่อใหสามารถปฏิบัติงานในหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ <br />3. สมรรถนะครูกับการดำเนินงานตามมาตรฐานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดปทุมธานี <br />มีความสัมพันธกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>TEACHER’S COMPETENCIES AND THE STUDENT CARE AND SUPPORT SYSTEM OF </strong><br /><strong>SECONDARY SCHOOLS IN PATHUM THANI PROVINCE</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to find: 1) the teacher’s competencies of the secondary schools in pathum thani province, 2) the student care and support system of the secondary schools in pathum thani province, 3) the relationship between the teacher’s competencies and the student care and support system of the secondary schools in pathum thani province. The samples in this research consisted of 19 secondary schools in Pathum thani province. The respondents were a school administrator, assistant administrator (student affairs administrators), 1 head of department, and a classroom teacher / a counselor, totally 76 respondents. The research instrument used for gathering data was a questionnaire concerning the teacher’ s competencies according to the guide for teacher competencies evaluation of the Office of Basic Education and the student care and support system according to the manual of the classroom teacher for the student care and support system by the department of Mental health Ministry of Public Health.The statistics analysis were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Pearson’s product – moment correlation coefficient.</p><p style="text-align: justify;">The results of this research were as follows: <br />1. The teacher’s competencies of secondary schools in Pathum thani province, as a whole was at a high level, as an individual, were to find : 3 aspects were at the highest level, ranking from the highest to the lowest: teacher’s ethics and integrity, student development, service mind. And 8 aspects were at high level ranking from the highest to the lowest: <br />classroom management, self development, teamwork, working achievement motivation, teacher leadership, relationships and collaborative-building for learning management, curriculum and learning management, analysis and synthesis and classroom research. <br />2. The student care and support system of the secondary schools in Pathum thani province, as a whole was at a high level, as an individual, were to find : 2 aspects were at the highest level, ranking from the highest to the lowest: the counselor, parent who is to related with school for consistently coordination and continuously , a process to help student effectively. Two aspects were at high level, ranking from the highest to the lowest: the systematically management of the student care and support system in the school, professional development for counselor and personnel related to the knowledge, interested, a good attitude and having skills for counselor. <br />3. The relationship between the teacher’s competencies and the student care and support system of the secondary schools in Pathum thani province was correlated at a high level significant at the level of .01</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> ศศิมาพร คชาชัย มัทนา วังถนอมศักดิ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 180 191 การจัดการความรูในโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100629 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) การจัดการความรูในโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) 2) แนวทางการพัฒนาการจัดการความรูในโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) ประชากรที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) ประกอบดวย ผูอำนวยการโรงเรียน รองผูอำนวยการโรงเรียน ขาราชการครู และครูอัตราจาง รวมทั้งสิ้นจำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามและแบบสัมภาษณเกี่ยวกับการจัดการความรูนำมาจากกรอบแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คาความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเนื้อหา</p><p>ผลการวิจัยพบวา <br />1. การจัดการความรูในโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก เรียงลำดับมัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหานอย ดังนี้ การจัดการความรูดานการสรางและแสวงหาความรู การจัดการความรูดานการเขาถึงความรู การจัดการความรูใหเปนระบบ การจัดการความรูดานการแลกเปลี่ยนเรียนรู การจัดการความรูดานการบงชี้ความรู้ การจัดการความรูดานการเรียนรู และการจัดการความรูดานการประมวลและกลั่นกรองความรู <br />2. แนวทางการพัฒนาการจัดการความรูในโรงเรียนวัดสามงาม (คงทองอนุสรณ) ควรดำเนินการดังนี้ 1) สงเสริมใหบุคลากรไดรับความรูจากแหลงตางๆ และศึกษาตอในระดับสูงขึ้น 2) แนะนำวิธีการเขาถึงความรูแกบุคลากรอยางทั่วถึงและชัดเจน 3) รวมมือพัฒนาระบบความรูอยางตอเนื่อง 4) สนับสนุนการถายทอดความรูโดยการสอนงานดวยวิธีตางๆ 5) เปดโอกาสใหบุคลากรมีสวนรวมสรางภาพลักษณของโรงเรียน 6) สรางบรรยากาศใหบุคลากรเกิดการเรียนรูในโรงเรียน 7) ปรับปรุงความรูใหตรงกับความตองการของบุคลากร</p><p> </p><p style="text-align: justify;"><strong>KNOWLEDGE  MANAGEMENT IN WATSAMNGAM (KONGTHONG ANUSORN)SCHOOL </strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to determine : 1) knowledge management in Watsamngam school 2) method for developing knowledge management in Watsamngam school. There were 46 people for the sample including director, vice directors, government teachers and temporary teachers. The research tools were questionnaire and interview from about knowledge management which referred from Office of the Public Sector Development Commission. The statistic for information analysis were Frequency, Percentage, Arithmetic Mean (μ), standard Deviation ( ) and Content analysis.</p><p style="text-align: justify;">The research findings were as follow : <br />1. Knowledge management in Watsamngam school. By Overall and specific part were in a high level for Mean arranging from most to least. There were as follows : knowledge creation and acquisition, knowledge organization, knowledge access, knowledge sharing, knowledge identification, knowledge learning, knowledge codification and refinement.</p><p style="text-align: justify;">2. Method for developing knowledge management in Watsamngam school were as follow : 1) encourage the personnel to get knowledge and support higher education 2) the preferred method of accessing knowledge to personnel 3) develop cooperation to knowledge system 4) encourage knowledge transfer by teaching in different ways. 5) encourage the personel to participate image of school. 6) creat atmosphere of personnel to learning. 7) Update knowledge with desire of person.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> ศิรินันต เพชรแอน วรกาญจน สุขสดเขียว ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 192 198 รูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารการจัดการศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศกจังหวัดอุบลราชธานี //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/100641 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อศึกษาสภาพและปญหาการมีสวนรวมในการบริหารการจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อสรางรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี 3) เพื่อนำเสนอและประเมินรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีขั้นตอนกระบวนการวิจัยเปน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพและปญหาการมีสวนรวมในการบริหารการจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี จากบุคลากรที่มีสวนเกี่ยวของ ทั้ง 3 องคกร บาน วัด โรงเรียน ขั้นตอนที่ 2 สรางรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ขั้นตอนที่ 3 นำเสนอและประเมินรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี โดยการใหการรับรองรางรูปแบบโดยผูทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบศึกษาเอกสาร แบบสอบถามแบบบันทึกการสังเกต และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะหขอมูลโดยใชคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเนื้อหา</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. การศึกษาสภาพและปญหาการมีสวนรวมในการบริหารการจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี พบวา สภาพการมีสวนรวมในการบริหารการจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ทุกดาน โดยภาพรวม อยูในระดับปานกลาง ปญหาหลัก คือ การจัดการเรียนรูแบบบูรณาการยังไมมีประสิทธิภาพ เนื่องจากครูขาดประสบการณ บุคลากรมีนอยไมเพียงพอจึงจำเปนที่จะตองปฏิบัติงานหลายหนาที่ ทำใหขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานในบางครั้งจึงบกพรองไมสมบูรณ <br />2. การสรางรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี พบวา รูปแบบประกอบดวย การมีสวนรวมในการตัดสินใจ การมีสวนรวมในการดำเนินงาน การมีสวนรวม <br />ในการรับผลประโยชน และการมีสวนรวมในการประเมินผล โดยภารกิจงานทั้ง 4 ดาน ไดแก 1) ดานวิชาการ 2) ดานงบประมาณ 3) ดานบริหารงานบุคคล และ 4) ดานบริหารทั่วไป <br /> 3. การนำเสนอและประเมินรูปแบบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการการศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี พบวา มีความเหมาะสมและความเปนไปไดอยูในระดับ มากที่สุด</p><p style="text-align: justify;"> </p><p style="text-align: justify;"><strong>THE MODEL OF PARTICIPATION IN EDUCATIONAL ADMINISTRATION : </strong><strong>CASE STUDY SUMMASIKKHARATCHATHANI ASOKA SCHOOL, </strong><strong>UBON RATCHATHANI PROVINCE</strong></p><p style="text-align: justify;">The research aimed 1) to study the conditions and problems of Participation in Education Administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province, 2) to construct the model of participation in education administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province and 3) to Propose and evaluate the participation in education administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province. The research research step was divided into three. 1. To study the conditions and problems of Participation in Education Administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province from three relevant bodies: community, monastery and school. 2. To construct the model of participation in education administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province and 3. To Propose and evaluate The Model of Participation in Education Administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province. in question validated by 11 experts. The research instruments were documentary studies, observation form, and evaluation model. Statistics used were mean, standard deviation, and content analysis.</p><p style="text-align: justify;">The findings revealed as follow : <br />1. The study the conditions and problems of Participation in Education Administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province. The result showed that in overall picture of participation was in average level. The main problems was integrated learning organization was inefficient. <br />2. Construct the model of participation in education administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province. The finding demonstrated that the model consisted of the decision to participate, participation in implementation, the benefits sharing, and the evaluating participation. The tasks were grouped into four dimensions, 1) academic 2) budget 3) personnel administration and 4) General administration. <br />3. Propose and evaluate The Model of Participation in Education Administration case study Summasikkharatchathani Asoka School, Ubon Ratchathani Province. The outcome showed was suitable and possible in the highest level.</p> ศิริพร วงศแสนสาน อัศวฤทธิ์ อุทัยรัตน ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 199 213 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101017 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางรูปแบบการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 โดยเทคนิคการวิจัย EDFR กลุมตัวอยาง คือ ผูเชี่ยวชาญ จำนวน 17 คนประกอบดวยผูอำนวยการโรงเรียน อาจารยศึกษานิเทศกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ผูอำนวยการสำนักนโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผูอำนวยการกลุมวิจัยและพัฒนานโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา<br />ขั้นพื้นฐาน เก็บรวบรวมขอมูล 3 รอบโดยใชแบบสัมภาษณและแบบสอบถามมาตราสวนประมาณคาวิเคราะหขอมูลดวยการวิเคราะหเนื้อหา คามัธยฐาน และคาพิสัยระหวางควอไทล</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบ <br />วารูปแบบการบริหารสถานศึกษาพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ประกอบดวย 4 ดาน คือ <br />1. รูปแบบการบริหารงานวิชาการ ประกอบดวย หลักสูตรสถานศึกษาควรมีคุณลักษณะอันพึงประสงคและสมรรถนะที่สำคัญที่สอดคลองทักษะการเรียนรูแหงศตวรรษที่ 21 อีกทั้งสงเสริมผูสอนดานการจัดการเรียนรูมุงเนนใหผูเรียนมีทักษะการเรียนรู โดยมีเทคนิค/กิจกรรมในการจัดการเรียนรูเพื่อใหผูเรียนไดทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 เหมาะสมตอการจัดการเรียนรู ของผูเรียน ทั้งนี้มีระบบการนิเทศงานวิชาการเอื้อตอการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 <br />2. รูปแบบการบริหารงานงบประมาณ ประกอบดวย สถานศึกษาควรมีการจัดทำแผนงานและโครงการใหมีความสอดคลองกับตัวชี้วัดและงบประมาณที่ไดรับและสงเสริมตอการจัดการศึกษา ประกอบกับการนำเทคโนโลยีและสารสนเทศมาใช ตรวจสอบ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและรายงานผลการใชเงินและผลการดำเนินงานอยางตอเนื่อง เอื้อตอการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เนนความโปรงใสและตรวจสอบได <br />3. รูปแบบการบริหารการบริหารงานบุคคล ประกอบดวย การจัดโครงสรางบริหารงานบุคลากรของสถานศึกษาเปนฝาย/งาน/กลุมสาระการเรียนรู/กลุมพัฒนาผูเรียนมีการวางแผน บริหารและจัดการงานดานบุคคลากรในการมอบหมายหนาที่ความรับผิดชอบตามความถนัด สนใจ และประสิทธิภาพของบุคคลากรในการปฏิบัติงาน มีการพัฒนาศักยภาพงานของบุคลากรใหสอดคลองกับแผนการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 <br />4. รูปแบบการบริหารการบริหารงานทั่วไป ประกอบดวย การปฏิบัติงานตามแผนและมีการกำกับติดตามใหการปฏิบัติบรรลุตามตัวชี้วัดและเปาหมายการจัดระบบบริหารสถานศึกษาใหเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงและทันสมัยอีกทั้งเนนใหเกิดรางสรรคนวัตกรรมใหมใหมีคุณภาพที่ตอบสนองตอสถานศึกษามีการจัดทำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งการจัดอาคารสถานที่และสภาพแวดลอมเอื้อตอการจัดการเรียนและเปนองคกรแหงการเรียนรูในศตวรรษที่ 21</p><p><strong>THE ADMINISTRATION BASIC EDUCATION MODEL IN THE 21 CENTURY </strong><br /><strong>OF SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2</strong></p><p style="text-align: justify;">The purpose of this research was to construct and develop an The Administration Model asic education In the 21 century of Secondary Educational Service Area Office 2, the sample of EDFR research technique is 17 expertise consisting Administration Director school, nstructor, educational Service Area Office 2supervisor,Director Policy and Planningoffice of the Basic Education Commission, Director of research group and policy development of office of the Basic Education, by gathering information 3 rounds using questionnaires and estimation ratio analyze median data and range of quart ties.</p><p style="text-align: justify;">The result of this research found that The <br />Administration Model Basic education In the 21 century of Secondary Educational Service Area Office 2. Consisting of 4 Models <br />1. Management model Academic consists of curriculum should have desirable characteristics and key capacity that according to learning skills of the 21st century, The promotes the teaching learning on the students learning skills. The technical / management activities in order for the students to learn the skills learned in the 21st century. appropriate learning <br />of the students has provided the academic supervision contributing to education in the 21st century. <br />2. Budget management style consist ofThe school should have a Planning and a project that are consistent with indicators and budget has been promote to management and education attributed to introduction of information and communications technology to monitor and report on monitoring and evaluation the use of proceeds and the performance <br />continued. Conducive to education in the 21st century, focus on transparency and accountability. <br />3. management model personnel managementconsists ofThe restructuring of educational management personnel a party / event / group learning / development groups the study is planned Administration and management of the personnel in the delegate responsibilities based the aptitude attention and the performance of personnel in the performance the development potential of the personnel in accordance with the management plan for education in the 21st century. <br />4. management model consists of general administrationOperational plans and monitoring the performance indicators and targets to be achieved by the School administrationto accommodate the change and modern the focus on the innovative of high quality responsive education the preparation of information systems and modern technology Including buildings, places and environments conducive to learning and a learning enterprise in 21 century.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> สุทธิศักดิ์ นันทวิทย สจีวรรณ ทรรพวสุ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 214 226 ปจจัยที่มีความสัมพันธกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101034 <p style="text-align: justify;">การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาระดับของปจจัยที่เกี่ยวของกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2ศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากลตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 2 และเพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัยที่เกี่ยวของกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐาน สากลกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากลตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 กลุมตัวอยาง คือ ขาราชการครูของโรงเรียนมาตรฐานสากลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ทั้งหมด 29 โรงเรียน จำนวน 346 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม แบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดับ และมีการวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติ การแจกแจงความถี่ คารอยละ คาเฉลี่ย (x̄) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไวที่ .05</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. ระดับปจจัยที่เกี่ยวของกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 อยูในระดับมากทุกดาน ประกอบดวย ปจจัยดานผูบริหาร ปจจัยดานทรัพยากร ปจจัยดานหลักสูตร ปจจัยดานครู ปจจัยดานนักเรียน และปจจัยดานบรรยากาศ ตามลำดับ <br />2. ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 อยูในระดับมากทุกดาน ประกอบดวย ดานคุณลักษณะผูเรียน ดานการบริหารจัดการดวยระบบคุณภาพ และดานการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล ตามลำดับ <br />3. ปจจัยที่เกี่ยวของกับโรงเรียนมาตรฐานสากลมีความสัมพันธเชิงบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากลตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ทั้งในภาพรวมและรายดาน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p style="text-align: justify;"><strong>FACTORS RELATING EFFICIENCY OF WORLD CLASS STANDARD SCHOOL AS </strong><br /><strong>PERCEIVED BY TEACHER UNDER THE SECONDARY OFFICE EDUCATIONAL AREA 2</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to study factors level relating efficiency of World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2, study efficiency of World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2 and study relationships between factors and efficiency of <br />World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2. The sample in this research such as the teachers in World Class Standard School under The Secondary Office Education Area 2 for 29 schools. Total 346 people. The research tool was a questionnaire with five rating scales.The statistic analysis was performed by frequency, percentage, mean, standard deviation and Pearson correlation coefficient and coefficient of determination. Method was utilized for significance at the 0.05 level.</p><p style="text-align: justify;">The result of research found that <br />1. Level of factors relating efficiency of World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2, every field at high level, consistthe factor of Administrator, the factor of Resources, the factor of Curriculum,the factor of Teachers, the factor of Students and the factor of Environment, respectively. <br />2. The level of efficiency of World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2, every field at high level, consist the Feature of students, the Quality management system and the Education comparable to international standards, respectively. <br />3. The related factor of World Class Standard Schools have correlated positively with efficiency of World Class Standard School as Perceived by Teacher under The Secondary Office Education Area 2, with the overall effectiveness and each field as significant on statistic at 0.01 level.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> สุวิทย รักษทอง สจีวรรณ ทรรพวสุ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 227 234 รูปแบบการบริหารงานวิชาการการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของสถานศึกษาสังกัด สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต 1 ในการเขาสูประชาคมอาเซียน //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101042 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางรูปแบบการบริหารงานวิชาการการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต 1 ในการเขาสูประชาคมอาเซียน โดยใชเทคนิคการวิจัย EDFR กลุมตัวอยาง คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 คน ประกอบดวยผูเชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 2 คน สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต 1 จำนวน 3 คน วิทยาลัยอาชีวศึกษา จำนวน 3 คน วิทยาลัยเทคนิค จำนวน 2 คน สถาบันอุดมศึกษา จำนวน 2 คนและสถานประกอบการ จำนวน 5 คน โดยใชแบบสัมภาษณ และแบบสอบถามมาตราสวนประมาณคา วิเคราะหขอมูลดวยการวิเคราะหเนื้อหา คามัธยฐาน และคาพิสัยระหวางควอไทล</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา รูปแบบการบริหารงานวิชาการการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของสถานศึกษาสังกัดสถาบันการ<br />อาชีวศึกษาภาคใต 1 ในการเขาสูประชาคมอาเซียน ประกอบดวย 5 ดาน ไดแก <br />1. ดานหลักสูตรการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมีนโยบายสงเสริมการจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะวิชาชีพเนนผูเรียนเปนสำคัญโดยมุงเนนการฝกปฏิบัติงานตามเกณฑมาตรฐานวิชาชีพอาเซียนทุกระดับ โดยความรวมมือระหวางสถานศึกษากับ<br />สถานประกอบการ ในการรวมกันจัดทำหลักสูตร <br />2. ดานแผนการเรียนการจัดทำแผนการเรียนแตละหลักสูตรใหมีความยืดหยุน สอดคลองกับศักยภาพของผูเรียน สถาน<br />ประกอบการ และบริบทของสมรรถนะวิชาชีพ ซึ่งมีการกำหนดเปาหมายชัดเจน <br />3. ดานการเรียนการสอน ใชมาตรฐานสมรรถนะเปนกรอบในการจัดการเรียนการสอน และฝกทักษะวิชาชีพตาม<br />รายวิชาที่สอดคลองกับมาตรฐานวิชาชีพประเทศกลุมอาเซียน <br />4. ดานการฝกอาชีพ จัดอบรมบุคลากรที่เกี่ยวของกับบทบาทหนาที่ในสถานศึกษากับสถานประกอบการ และปฐมนิเทศนักศึกษากอนฝกงาน เพื่อใหการฝกอาชีพเหมาะสมตรงตามลักษณะการฝกตามรายวิชาของผูฝกงาน <br />5. ดานวิจัย และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพ ดำเนินการแตงตั้งคณะกรรมการบริหารงานวิจัย รับผิดชอบโดยตรงใน<br />งานวิจัย และนวัตกรรมพัฒนาวิชาชีพ และการนำผลการวิจัยมาใชในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และปรับปรุงขอบกพรองตางๆ เพื่อพัฒนาผูเรียน</p><p style="text-align: justify;"><strong>THE ACADEMIC AFFAIRS ADMINISTRATION MODEL OF THE DUAL VOCATIONAL OF ACADEMY INSTITUTE OF VOCATIONAL EDUCATION SOUTHERN 1 TO LOG INTO ASEAN</strong></p><p style="text-align: justify;">This research has intended to create The Academic Affairs Administration Model of the Dual Vocational of Academy Institute of Vocational Education Southern 1 to log into ASEAN. By using research techniques EDFR samples were 17 experts’consisted experts of 2 experts from the Office of Vocational Education Commission,3 experts fromthe Institute of Vocational Education South 1,3 experts fromthe Vocational education college, 2experts fromthe Technique College,2 experts from the Institute Higher Education,And 5 experts from the Establishment,By interview and rating scale questionnaire data were analyzed content analysis, median and between quartiles range.</p><p style="text-align: justify;">The research found that. <br />The Academic Affairs Administration Model of the Dual Vocational of Academy Institute of Vocational Education Southern 1 to log into ASEAN.Consisting of 5 sides. <br />1. Curriculum,The policy of Dual Vocational have to promote curriculum career based competencies focus on learner centered. By focusing on performance coaching standard criteria ASEAN at all levels. By cooperation between Academy with Establishments.In together curriculum. <br />2. Study Plan, The preparation of study plan each curriculum provides flexibility. In line with the potential of student Establishment and the context of career based competencies which have defined explicit target. <br />3. Instruction, Use competency standards as a framework to instructional management. And career based skills subjects consistent with professional standards by ASEAN. <br />4. vocational training, Organize training personnel involved role in Academy with Establishments and student orientation internship before. To provide coaching career its features correspond appropriate subjects of coaching career based an intern. <br />5. Research and Innovation for Professional Profession, Appointed a committee directly responsible for research. The evolving profession and Innovation and its findings were used to develop a curriculum Instruction. And various defects Order to develop learners.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> อดุลย ทวีกาญจน สจีวรรณ ทรรพวสุ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 235 247 การใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยา //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101054 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อทราบการใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยา 2) เพื่อเปรียบเทียบการใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยาเมื่อจำแนกตามทัศนคติของผูบริหารและครูผูสอนประชากรที่ใชในการวิจัย คือ บุคลากรโรงเรียนวังเหนือวิทยาประกอบดวย 1) ผูบริหารไดแก ผูอำนวยการสถานศึกษา รองผูอำนวยการสถานศึกษา หัวหนากลุมสาระการเรียนรู และหัวหนาฝาย 2) ครูปฏิบัติการสอน ไดแก ขาราชการครู พนักงานราชการครู ครูอัตราจางรวม 91 คน เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับการใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยาตามตัวชี้วัดการบริหารจัดการที่ดีของสถาบันพระปกเกลา สถิติที่ใช คือ คาความถี่ คารอยละคามัชฌิมเลขคณิตสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ t-test</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. การใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยา พบวาในภาพรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา อยูในระดับมากทุกดาน เรียงตามลำดับคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ดังนี้ดานหลักคุณธรรม ดานหลักนิติธรรมดานหลักการมีสวนรวม ดานหลักความโปรงใส ดานหลักความรับผิดชอบ ดานหลักความคุมคา <br />2.การใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนวังเหนือวิทยาเมื่อจำแนกตามทัศนคติของผูบริหารและครูผูสอนทั้งโดยภาพรวมและรายดานพบวาโดยภาพรวมและรายดานไมแตกตางกัน</p><p style="text-align: justify;"><strong>GOOD GOVERNANCE IN WANGNUAWITTAYA SCHOOL </strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of this research were :1) to examine the implementation of good governance in Wangnuawittaya School, 2) to compare the administrator’s and teacher’s view on the implementation of good governance in Wangnuawittaya School. The research population were 91 Wangnuawittaya School personnel: 1) school directors and deparment heads, and 2) teachers. The research instrument was aquestionnaire regarding good governance in Wangnuawittaya School, based on good governance indicator of King Prajadhipok’s Institute. Statistics used were frequency, percentage, arithmetic means, standard deviation and t-test.</p><p style="text-align: justify;">The results revealed that. <br />1. The implementation of good governance in WangnuawittayaSchool was found at high level, ranking from highest mean to lowest mean were ethic, rule of law, participation, transparency, accountability, and value for money . <br />2. The administrator’s and teacher’s view on the implementation of good governance in Wangnuawittaya School was not different.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> อภินันท ลิ้มกุล มัทนา วังถนอมศักดิ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 248 255 การบริหารงานวิชาการโดยใชหลักธรรมาภิบาล ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุมกรุงเทพกลาง //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101069 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการบริหารงานวิชาการโดยใชหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุมกรุงเทพกลาง จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และหาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยใชหลักธรรมาภิบาล ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณผูเชี่ยวชาญจำนวน 5 คนและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใชแบบสอบถามจากกลุมประชากรคือโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุมกรุงเทพกลาง ปการศึกษา 2557 จำนวน 41 โรงเรียน ผูใหขอมูลคือผูบริหารและครู จำนวน 249 คนผลการวิจัยพบวา การบริหารงานวิชาการโดยใชหลักธรรมาภิบาล โดยภาพรวมอยูในระดับมากทั้ง 3 ขนาด เมื่อพิจารณารายดานตามขนาดของโรงเรียน พบวา ดานที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด คือ ดานการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาอยูในระดับมากทั้ง 3 ขนาด สวนดานที่มีคาเฉลี่ยต่ำสุด คือดานการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา อยูในระดับปานทั้ง 3 ขนาด การเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยระดับความคิดเห็นการบริหารงานวิชาการโดยใชหลักธรรมาภิบาล โดยภาพรวม พบวา ขนาดสถานศึกษาที่มีความแตกตางกัน มีการบริหารงานวิชาการตามหลักธรรมาภิบาลแตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งโดยภาพรวมและรายดาน จำนวน 5 ดาน ไดแก ดานการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ดานการจัดการเรียนการสอน ดานการนิเทศภายใน ดานการจัดสื่อการเรียนการสอน และดานการวัดผลและประเมินผล สวนดานการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไมแตกตางกัน สวนแนวทางการพัฒนา คือ รวมหาทิศทางเพื่อจัดทำหลักสูตรจากทุกฝายที่เกี่ยวของ จัดทำหลักสูตรทองถิ่นประกอบในหลักสูตรสถานศึกษา ครูจัดกิจกรรมการเรียนโดยเนนนักเรียนเปนสำคัญ ใหนักเรียนไดปฏิบัติจริง ตามศักยภาพของนักเรียน มีการนิเทศอยางเปนกัลยาณมิตร มีการผลิตสื่อที่สอดคลองกับความสนใจของนักเรียน มีการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริงอยางเปนระบบและใหความสำคัญกับการทำวิจัย เพื่อแกปญหานักเรียนจากการจัดการเรียนการสอน</p><p style="text-align: justify;"><strong>ACADEMIC ADMINISTRATION ACCORDING TO GOOD GOVERNANCE IN PRIMARY </strong><br /><strong>SCHOOLS UNDER BANGKOK METROPOLITAN, CENTRAL BANGKOK GROUP</strong></p><p style="text-align: justify;">This study aims to investigate the level of academic administration by using good governance in primary schools under Bangkok Metropolitan, Central Bangkok Group categorized by size of school, to compare the academic management by using good governance in primary schools under Bangkok Metropolitan, Central Bangkok Group categorized by size of school .and to propose a guideline in an improvement of Good Governance in Academic Administration in primary schools under Bangkok Metropolitan, Central Bangkok Group categorized by size of school. Sample in this study contains of 285 <br />executives and teachers in 41 schools under Bangkok Metropolitan, Central Bangkok Group. Result reveals that:Overview picture of Good Governance in Academic Administration is in high level. Once each aspect is considered, it appears that there are 5 aspects in high level: curriculum formation, pedagogy, measurement and assessment, Internal Supervision, and teaching and learning media arrangement, respectively. Aspects in median level is research for improvement of education quality. Overview picture of academic administration by good governance, Found that schools are different. Academic Administration in accordance with good governance are significantly different at the statistical level. 01.The development is a joint direction to the curriculum from all parties concerned. Curriculum local assembly in the school curriculum. Teachers and learning activities focusing on students as a priority. Students practice According to the students' potential Supervision is a true friend Materials have been produced in accordance with the interests of the students. The measurement and evaluation, as is true in a systematic way and to focus on research. To solve the problem of student teaching.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> อรชนก อรชนก รวมสันเทียะ สจีวรรณ ทรรพวสุ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 256 263 พฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการที่สงผลตอการปฏิบัติงานของครู สังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101078 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อทราบ 1) พฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ 2)การปฏิบัติงานของครูสังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ 3) พฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการที่สงผลตอ การปฏิบัติงานของครู สังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ กลุมตัวอยาง คือ ศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ จำนวน 103 อำเภอ ๆ ละ 3 คน ประกอบดวย ผูอำนวยการ หัวหนากลุมสงเสริมการศึกษานอกระบบ และครูศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตำบล สังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ รวมผูให้ขอมูลทั้งสิ้นจำนวน 309 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการ ตามแนวคิดของฮอลลิงเจอร และเมอรฟ (Hallinger and Murphy) และการปฏิบัติงานของครูตามคูมือการดำเนินงานตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือความถี่ คารอยละ คามัชฌิมเลขคณิต สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. พฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอโดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก เรียงลำดับตามคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอยได ดังนี้ การสื่อสาร<br />เปาหมายของสถานศึกษา การสงเสริมใหมีการพัฒนาวิชาชีพ การพัฒนาและการสรางมาตรฐานดานวิชาการ การกำหนดเปาหมายของสถานศึกษา การประสานงานดานการใชหลักสูตร การจัดใหมีสิ่งสงเสริมสภาพการเรียนรู การนิเทศและประเมินผลดานการสอน การจัดใหมีสิ่งจูงใจใหกับครู การดูแลเอาใจใสครูและผูเรียนการควบคุมการใชเวลาในการสอน และการตรวจสอบความกาวหนาของผูเรียน <br />2. การปฏิบัติงานของครู สังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ทั้งโดยภาพรวมและรายดาน อยูในระดับมากเรียงลำดับตามคามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปนอย ไดแก การปฐมนิเทศและการวางแผนการเรียนรู้การรับสมัครผูเรียนและการตรวจสอบหลักฐานการศึกษา การแนะแนว และการวัดและประเมินผล <br />3. พฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการ สงผลตอการปฏิบัติงานของครูสังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ พบดังนี้ พิจารณาเปนรายดานพบวา ดานการพัฒนาและสรางมาตรฐานดานวิชาการ ดานการนิเทศและประเมินผลดานการสอน ดานการสงเสริมใหมีการพัฒนาวิชาชีพ และพฤติกรรมการบริหารการจัดการเรียนการสอนของผูอำนวยการ สงผลตอ การปฏิบัติงานของครูสังกัดศูนยการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภออยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p><strong>THE INSTRUCTIONAL MANAGEMENT BEHAVIOR OF DIRECTOR AFFECTING </strong><strong>THE PERFORMANCE OF TEACHER UNDER THE DISTRICT NON – FORMAL AND </strong><strong>INFORMAL EDUCATION CENTRE</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to identify 1) The instructional management behavior of director of the district non-formal and informal education centre. 2) The performance of teachers under the district non - formal and Informal education centre 3) The instructional management behavior of director affecting the performance of teachers under the district non - formal and informal education centre. Samples were 103 district non- formal ducation and informal education centers. Three informants in each centre were the director, head of the department of promoting non-formal education, and teacher of sub - district non-formal and informal education centre. Included a total of 309 informants. The research tool used in this study was questionnaire about the instructional management behavior of director. According to the concept of the Hallinger &amp; Murphy and operational directions of teachers which according to the Basic Non- formal Education Curriculum B.E. 2551. The data were <br />analyzed by using frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, and stepwise multiple regression analysis.</p><p style="text-align: justify;">The results showed that <br />1. The instructional management behavior of director of the district non-formal and informal education centre as a whole aspect was at a high level. The high level behaviors which were ranking with arithmetic mean from high to low were; communicating school goals, promoting professional development, developing and enforcing academic standards, framing <br />school goals, coordinating curriculum, providing incentives for learning, supervising and evaluation instruction, providing incentives for teachers, maintaining high visibility, protecting instructional time and monitoring student progress <br />2. The performance of teachers under the district non-formal education and informal education centre in a whole aspect was at a high level. The high level performances which were ranking with arithmetic mean from high to low were; porientation and planning education, recruiting students and monitoring transcript, guidance, measurement and evaluation <br />3. The instructional management behavior of director affecting the performance of teachers under the district non - formal and informal education centre. To consider in each aspect it was found that, developing and enforcing academic standards, supervising and evaluation instruction, promoting professional development, instructional management behavior of <br />director affected the performance of teachers under the district non - formal and informal education centre at the .01 level of statistical significance.</p><p><strong><br /></strong></p> อรุณโรจน ทองงาม นุชนรา รัตนศิระประภา ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 264 274 ภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหารที่สงผลตอบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101085 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อทราบภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหารศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เพื่อทราบบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และ3) เพื่อทราบภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหารที่สงผลตอบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุมตัวอยาง คือ ศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 66 ศูนย ผูใหขอมูลสถานศึกษาละ 4 คน รวม 264 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหาร ตามแนวคิดของฮอลลิงเจอรและเมอรฟ (Hallinger and Murphy) และบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ ของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คาความถี่ (Frequency) คารอยละ (Percentage) คามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic Mean) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัยพบวา <br />1. ภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหารศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยูในระดับมาก <br />2. บทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยูในระดับมาก <br />3. ภาวะผูนำทางวิชาการของผูบริหารศูนยการศึกษาพิเศษ ที่สงผลตอบทบาทหนาที่ของศูนยการศึกษาพิเศษ สังกัด<br />สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p style="text-align: justify;"><strong>ACADEMIC LEADERSHIP OF ADMINISTRATOR AFFECTING ROLE IN SPECIAL EDUCATION CENTER UNDER BUREAU OF SPECIAL EDUCATION</strong></p><p style="text-align: justify;">The objectives of this research were 1) to know the academic leadership of administrators in special education center under bureau of special education 2) to know the role in special education center under bureau of special education 3) to know the academic leadership of administrators in special education center affect the role in the special education center under bureau of special education. The data were collected from 66 special education centers; 4 sample from each special education center.The questionnaire about academic leadership were adjusted from Hallinger and Murphy’s concept and roles in special education center under bureau of special education. The data were analyzed by using frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and Stepwise Multiple Regression Analysis.</p><p style="text-align: justify;">The result were as following: <br />1. The academic leadership of administrators in special education center under bureau of special education in overall were at the high levels. <br />2. The role in special education center under bureau of special education in overall were at the high levels. <br />3. The academic leadership of administrators in special education center significant affected to the role of the special education center under bureau of special education at .05 levels.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> อังคณา ฉางขาวคำ สำเริง อ่อนสัมพันธุ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 275 283 คุณภาพชีวิตการทำงานที่สงผลตอความผูกพันองคการของครูสังกัดโรงเรียนเอกชนจังหวัดนครปฐม //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101099 <p style="text-align: justify;">การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของครูสังกัดโรงเรียนเอกชน จังหวัดนครปฐม 2) ระดับความผูกพันองคการของครูสังกัดโรงเรียนเอกชน จังหวัดนครปฐม และ 3) คุณภาพชีวิตการทำงานที่สงผลตอความ<br />ผูกพันองคการของครูสังกัดโรงเรียนเอกชน จังหวัดนครปฐม กลุมตัวอยาง คือ ครูสังกัดโรงเรียนเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 และเขต 2 จังหวัดนครปฐม จำนวน 329 คน สุมตัวอยางแบบชั้นภูมิและแบบงาย ชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูล สถิติที่ใชคือ ความถี่ คารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะหการถดถอยพหุแบบขั้น</p><p style="text-align: justify;">ผลการวิจัย พบวา <br />คุณภาพชีวิตการทำงาน และความผูกพันองคการของครูสังกัดโรงเรียนเอกชน จังหวัดนครปฐมโดยรวมอยูในระดับมาก สำหรับตัวแปรที่สงผลตอความผูกพันองคการมีดวยกัน 4 ตัวแปร ไดแก การบูรณาการดานสังคม ความสมดุลระหวางการ<br />ทำงานและชีวิตสวนตัว คาตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม และสภาพแวดลอมที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย โดยสามารถ   รวมกันทำนายไดรอยละ 56.1</p><p style="text-align: justify;"><strong>QUALITY OF WORK LIFE THAT EFFECT TEACHER’S ORGANIZATIONAL COMMITMENT OF PRIVATE SCHOOLS, NAKHONPATHOM PROVINCE</strong></p><p style="text-align: justify;">The purposes of this research were to study 1) quality of work life that effect teacher’s organizational commitment of private schools, Nakhonpathom Province, 2) organizational commitment of private schools, Nakhonpathom Province and 3) quality of work life that effect teacher’s organizational commitment of private schools, Nakhonpathom Province. <br />The samples in this research were 329 teacher’s private school. The instrument was questionnaires which had 0.967 confidence value. The statistics used to analyze were frequency, percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis.</p><p style="text-align: justify;">The results of the research showed that <br />1. the level of quality of work life and teacher’s organizational commitment of private schools Nakhonpathom Province were overall at a high level. <br />2. The factors that could predict 56.1 percent of the organizational commitment of private schools, Nakhonpathom Province, were that social integration, total life space, adequate and fair compensation and safe and healthy working conditions at the level of statistical significance level .05.</p><p style="text-align: justify;"><strong><br /></strong></p> อัจฉราภา เทพาสิทธิ์ ประสงค์ กัลยาณะธรรม ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 284 292 ความเครียดกับผูบริหาร //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101103 <p style="text-align: justify;">ความเครียดเปนประเด็นที่นาสนใจ ทั้งนี้เพราะวาไมมีบุคคลใดสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดได ความ เครียดไมใชสิ่งไมดีแตถาบุคคลมีความเครียดมากเกินไปก็ไมดี เนื่องจากจะทำใหมีปญหาดานจิตใจและสงผลตอ สุขภาพรางกาย แตบุคคลจะอยูโดยปราศจากความเครียดเลยก็เปนไปไมไดเพราะความเครียดเปนสวนหนึ่งของ ชีวิตที่ทำใหบุคคลมีความตื่นตัว กระตือรือรนในการทำกิจกรรมตางๆ ซึ่งแตละบุคคลมีความสามารถในการรับ มือกับความเครียดในระดับที่แตกตางกันและมีการตอบสนองตอความเครียดแตกตางกันดวย โดยความเครียด เปนการแสดงการตอบโตของรางกายที่มีตอแรงกดดันซึ่งอาจเกิดจากปจจัยภายในตัวบุคคลหรือปจจัยภายนอก ก็ได ซึ่งความเครียดสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ นอกจากจะสงผลตอจิตใจของบุคคลแลวยังสง ผลเสียตอสุขภาพรางกายและประสิทธิผลการปฏิบัติงานขององคการดวย ดังนั้นบุคคลและหนวยงานตาง ๆ จึงควรใหความใสใจกับความเครียดและแนวทางในการจัดการความเครียด ในบทความนี้จะกลาวถึงความหมาย ของความเครียดประเภทของความเครียด ความเครียดในการทำงาน ความเครียดของผูบริหารสถานศึกษา แบบประเมินวิเคราะหความเครียดแนวทางการจัดการความเครียดและวิธีการเอาชนะความเครียดและสราง ความสุขในการทำงาน</p><p><strong>Stress The Manager </strong></p><p style="text-align: justify;">Stress is an interesting issue, since stress is inevitable. Stress isnot a bad thing, but too much stress can lead to mental and physical illness. On the other hand, noone can live without stress either, a little stress can motivate a person to work harder with more passion. Each individual can cope with different level of stress and respond to it differently. Stress is a natural reaction when feeling under pressure, which is caused by external factors or self-generated, and stress can happen to anyone, from any gender, any age, and any occupation. Not only stress can affect a person’s mental health, it can also harm the physical health and the productivity of the organization as well. Consequently, people needs to recognize the importance of stress and stress management. In this article, the following issues were discussed: meaning of stress, types of stress, work-related stress, manager’s stress, stress analysis questionaire, stress coping mechanism, and overcoming stress and working happily.</p> มัทนา วังถนอมศักดิ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 293 305 Leadership Sustainability: Seven Disciplines to Achieve the Changes Great Leaders Know They Must Make //tci-thaijo.org/index.php/EdAd/article/view/101107 - สายสุดา เตียเจริญ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 6 1 306 308