FEU academic review https://tci-thaijo.org/index.php/FEU <p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจัดทำโดย มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550&nbsp; โดยจัดทำเป็นราย 6 เดือน (2 ฉบับ/ปี)&nbsp; ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน – เดือนพฤศจิกายน และ ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม – เดือนพฤษภาคม &nbsp;ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 วารสารได้เปลี่ยนกำหนดออกเป็นราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) โดยเริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 9 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป&nbsp; ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนพฤษภาคม – เดือนกรกฎาคม&nbsp; ฉบับที่ 2&nbsp; เดือนสิงหาคม – เดือนตุลาคม&nbsp; ฉบับที่ 3 เดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม&nbsp; และ ฉบับที่ 4&nbsp; เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน &nbsp;ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้เปลี่ยนแปลงกำหนดออก ดังนี้ ฉบับที่ 1&nbsp; มกราคม – มีนาคม&nbsp; ฉบับที่ 2&nbsp; เมษายน – มิถุนายน&nbsp; ฉบับที่ 3&nbsp; กรกฎาคม – กันยายน และ ฉบับที่ 4&nbsp; ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจัดพิมพ์บทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) บทความปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยผ่านกระบวนการกลั่นกรองของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ท่าน ปัจจุบันวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการยอมรับให้อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI: Thai Journal Citation Index Centre) กลุ่มที่ 1 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> en-US <p>1. ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับทัศนะเหล่านั้นและไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p><p>2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละบทเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว</p><p>3. ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการสงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย การตีพิมพ์ซ้ำต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นลายลักษณ์อักษร</p>4. กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ แผนภูมิข้อความส่วนใดส่วนหนึ่ง และ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความให้เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมแต่เพียงฝ่ายเดียว chattip.sc@feu.edu (Dr. Chattip Suwannachin) wanichakorn.kk@feu.edu (Miss Wanichakorn Kaewkan) Sun, 29 Apr 2018 23:24:31 +0700 OJS 3.1.0.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/101402 <p>จากสถานการณ์ความท้าทายในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มนุษย์มีความรู้และความสามารถในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อใช้สำหรับการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ผนวกกับความก้าวหน้าทางด้านการการแพทย์และสาธารณสุขที่ดีขึ้น ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักและเอาใจใส่สุขภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนทางด้านสุขภาพ พลานามัยและส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งบุคลากรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่สำคัญก็คือ ครูพลศึกษา ซึ่งบทบาทของครูพลศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเสริมสุขภาพ และพลานามัยของนักเรียน ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทของตนตามแนวทางของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ซึ่งบทบาท คุณลักษณะ และหน้าที่ ต่างๆ ของครูพลศึกษาจะต้องมีการพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามบริบทต่างๆ โดยทำหน้าที่จากเป็นผู้สอน มาเป็น ผู้อำนวยความสะดวก แนะแนวทาง และร่วมเรียนเรื่องใหม่ๆไปพร้อมกับผู้เรียน อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องมีแนวทางการพัฒนาครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่แน่นอนและเป็นระบบ โดยต้องพัฒนาตัวของครูพลศึกษาควบคู่ไปกับการสนับสนุนของรัฐบาลในด้านนโยบายในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการพัฒนาตนเองของครูพลศึกษา นั้นต้องอาศัยความรับผิดชอบของตนเอง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายในสังคมวิชาชีพ และภายนอก นำโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนทางพลศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้การปรับเปลี่ยนบทบาทครูพลศึกษานั้นมีความมั่นคงและยั่งยืนและที่สำคัญเป็นการปรับเปลี่ยนที่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก</p> <p>As the challenges of the 21st century, humans have knowledge and capability of using science and technology, including ability to search for information from various sources for better healthcare. In addition, the advancement of medicine and public health drives people awareness of their health. As thus, changes in health and health education and any other relations are in need.&nbsp; One of the very important parts of these is physical education teachers whose roles are very important in students’ health promotion and health education.&nbsp; Physical education teachers’ role changes are in accordance with changes in learning approaches which are role, characteristics, and duties.&nbsp; The teachers have to develop themselves and keep up with changes in context.&nbsp; Their roles have to be changed from instructors to be facilitators who can guide and cooperatively learn new knowledge along with their students.&nbsp; However, in so doing, there should be explicit and systematic ways for developing physical education teachers along with the supports from governmental policies of educational personnel development plan.&nbsp; For developing physical education teachers, it has to be self-responsibility and networking with their professional community and others from outside by using ICT in order to be used for effective teaching and learning in physical education.&nbsp; This can lead to physical education teacher role changes in steady and sustainable way and more importantly in cope with global changes.</p> พงษ์เอก - สุขใส ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/101402 Sun, 29 Apr 2018 13:21:47 +0700 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย: สถานการณ์และศักยภาพทางการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109385 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยซึ่งกล่าวได้ว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นเครื่องมือที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย จากศึกษาพบว่ามีจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อเข้ารับบริการรักษาพยาบาลเฉลี่ย1.2 ล้านคนต่อปีในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการรายได้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมาไว้ไม่ตํ่ากว่า 100,000 ล้านบาท และ 96,930 ล้านบาทตามลำดับ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกทั้งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับการใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยด้วยจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน อาทิเช่น ทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคลรูปแบบและวิธีการรักษาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงปัจจัยส่งเสริมด้านการเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคนี้</p> <p>This article is aimed to study about Thailand’s Wellness Tourism. Wellness, which is an important tool that can drive Thailand’s Tourism Industry. The study is found that there are averagely 1.2 million Foreign Patients per year access to service in Thailand while the data from Kasikorn Research Center estimated income from Wellness Tourism in 2015 is worth about 100,000 million baht. And the Ministry of Tourismand Sports estimates the revenues from Wellness Tourism in 2015 is worth about 96,930 million baht, which is expanding more and more to the amounts of foreign visitors visited Thailand. At present, trends of self - healthy care is widely spread throughout Thailand, so this is such a good opportunity of the country to be centered as a tourist destination in this region. Furthermore, Thailand has advantages in competitive capacities towards Natural Tourism Resources, Human Resources, Local Wisdom in Thai Traditional Medical Cares, including capacities of accessibility intothe region.</p> กานดา ธีรานนท์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109385 Sun, 29 Apr 2018 14:04:19 +0700 A Theoretical Concept of Business Sustainability of Community-Based Tourism in Thailand: A Social Enterprise Perspective https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109539 <p>This paperpresents the integration between social enterprise (SE) concepts and community-based tourism (CBT) conceptsin designating key success factors that create business sustainability of CBT communities in Thailand. By analyzing and synthesizing related literature, three main concepts including 1) CBT-SE key success factors, 2) organizational change theoriesand 4) business sustainability are found able to be integrated in practice. Based on the thematic analysis, the study reveals six key success factors: 1) Enterprise Orientation, 2) Stakeholder Participation and Ownership, 3) Strategic Alliances and Network with Others, 4) Capacities development, 5) Authenticity and Identity, 6) Leadership, that are compatible. The analysis of changes resulted from those key success factors includes the following aspects: 1) Evolutionary, 2) Teleological, 3) Life cycle, 4) Political, 5) Social cognition, and 6) Cultural.</p> <p>บทความนี้นำเสนอการบูรณาการระหว่างแนวคิดกิจการเพื่อสังคม และ แนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อกำหนดปัจจัยความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจของการท่องเที่ยวโดยชุมชนในประเทศไทย โดยดำเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีแนวคิดที่สามารถนำมา บูรณาการกันได้ในทางปฏิบัติได้แก่ ได้แก่ 1) แนวคิดปัจจัยแห่งความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชนและกิจการเพื่อสังคม 2) ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงองค์การ และ 3) แนวคิดความยั่งยืนทางธุรกิจ จากการจำแนก และแบ่งกลุ่มข้อมูล (Thematic Analysis) พบว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชน-กิจการ เพื่อสังคมที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน จำแนกเป็น 6 ปัจจัย ได้แก่ 1) การมุ่งการประกอบการ 2) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและการเป็นเจ้าของธุรกิจของภาคีการท่องเที่ยว 3) การร่วมมือ พันธมิตร และเครือข่าย 4) การพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยว 5) การเป็นของแท้และความมีอัตลักษณ์ 6) การเป็นผู้นำ ทั้งนี้ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวข้างต้นประกอบด้วยประเด็น&nbsp; วิวัฒนาการ(Evolutionary)&nbsp; เหตุผลเชิงอันตวิทยา (Teleological)วงจรชีวิต (Life Cycle)การเมือง (Political)ความรู้ความเข้าใจทางสังคม (social cognition)และวัฒนธรรม (cultural)</p> Kanjana Sommit, Bussaba Sitikarn ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109539 Sun, 29 Apr 2018 14:15:44 +0700 Elementary School English Education from the Past up to the Present: A Comparative Study between Japan and Thailand https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/113367 <p>This study compares the English education in the elementary school level between Japan and Thailand in an overview of history, policy and English teaching and learning in the classroom level. The history of the English education in both countries firstly linked to the colonization around 1800s then gradually bind with globalization which forced both countries to put English as a part of their education systems. The policy level of study, Japan expects the learners to participate in English communication actively, positively and to understand the language and culture of Japan and foreign countries. Whereas, Thailand aims the learners to have a positive attitude towards the language use with the content covered in four C’s: Communication, Culture, Connections and Community. As well, the English teaching and learning, Japan has a Team Teaching (TT)system. Which is comprised of a Japanese homeroom teacher and a native speaker or an Assistant Language Teacher (ALT). They take charge with foreign language activities which focuses on listening and speaking for the 5th and 6th graders. While in Thailand, the Child-Centered and Communicative Language Teaching (CLT) are set as an ideal language learning class from grade one. It gradually focuses on the skills of listening and speaking up to four skills. Both countries share something in common and have some different issues in terms of English education up on the social context. Meanwhile, both countries are trying and working on how to improve all aspects to raise and keep up the English ability of their students.</p> <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบการศึกษาภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยในภาพรวมของประวัติศาสตร์นโยบายและการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนประวัติความเป็นมาของการศึกษาภาษาอังกฤษในทั้งสองประเทศนั้น แรกสุดได้มีการเชื่อมโยงกับการล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 1800-1899 แล้วค่อยๆผูกโยงเข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ที่บังคับให้ทั้งสองประเทศบรรจุภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาในระดับนโยบายญี่ปุ่นคาดหวังว่าผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างกระตือรือร้น มีทัศนคติเชิงบวกและเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมทั้งของประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในขณะที่ประเทศไทยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ภาษาโดยกำหนดเนื้อหาให้ครอบคลุมถึง 4 ด้านคือ ด้านการสื่อสาร ด้านวัฒนธรรม ด้านการเชื่อมต่อสัมพันธ์ และด้านชุมชนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศญี่ปุ่นมีระบบการสอนแบบทีม ซึ่งประกอบด้วยครูประจำชั้นชาวญี่ปุ่นและครูเจ้าของภาษาหรือผู้ช่วยครูสอนภาษา ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจกรรมภาษาต่างประเทศซึ่งเน้นด้านการฟังและการพูดสำหรับนักเรียนระดับประถม 5 และ 6ขณะที่ในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาที่เน้นเด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถูกจัดให้เป็นระดับชั้นที่เหมาะสำหรับการเริ่มเรียนรู้ภาษาค่อยๆมุ่งเน้นไปที่ทักษะการฟังและการพูดตลอดจนครบถึง 4 ทักษะ การศึกษาภาษาอังกฤษของทั้งสองประเทศมีบางอย่างที่เหมือนกันและมีประเด็นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม ในขณะเดียวกันทั้งสองประเทศกำลังพยายามหาแนวทางในการพัฒนาทุกๆ ด้านเพื่อยกระดับและรักษาความสามารถภาษาอังกฤษของนักเรียนของตน</p> Nawaporn Chalarux ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/113367 Sun, 29 Apr 2018 20:52:26 +0700 Using Alipay in Thailand Tourism Industry https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104769 <p>With the development of China's economy and internet technology, when more and more Chinese tourists visit to Thailand, China's smart phone payment systems start to grow on Thai people. Alipay, the most well-known third-party online payment in China, as a safe, fast and convenient online payment platform, is widely recognized and accepted by the people. It is not only Chinese tourists who have used to use Alipay online payment systems in China, but also Thai people who dealing with Chinese tourists frequently. This paper conducted a study on Alipay using in Thailand, especially in Chiang Mai. First of all, this paper introduces the profile of Alipay payment system, describes its development and market environment. Secondly, this paper analyzes the status of using Alipay in the development of Thai tourism industry. Thirdly, this paper also points out the problems and limitations of using Alipay in Thailand.</p> <p>ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของประเทศจีน และมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ระบบการชำระเงินออนไลน์ของจีนจึงเริ่มเติบโตขึ้นในประเทศไทย Alipay เป็นระบบการชำระเงินออนไลน์ผ่านฝ่ายที่สามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศจีนและก็เป็นระบบการชำระเงินออนไลน์ที่มีความปลอดภัย ความรวดเร็วและความสะดวกสบายจึงได้รับความนิยมและการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดี คนที่นิยมใช้ระบบการชำระเงินออนไลน์ของ Alipay ไม่เพียงแต่เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนไทยที่ติดต่อกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ในบทความนี้ได้นาเสนอการศึกษาเกี่ยวกับ Alipay ในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ บทความนี้แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ประเด็นโดยประเด็นแรก เป็นการเสนอข้อมูลโดยย่อ (Profile) และอธิบายการพัฒนาและสภาพแวดล้อมทางการตลาดของระบบการชำระเงินของ Alipay ประเด็นที่สองเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ใช้ Alipay ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้บทความนี้ยังบ่งชัดปัญหาและข้อจำกัดของการใช้ Alipay ในประเทศไทย</p> Mengyu Gu ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104769 Sun, 29 Apr 2018 21:28:47 +0700 การสำรวจความพึงพอใจของการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ DBD E-Filing โดยสมัครใจของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/98195 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับความพึงพอใจของการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing โดยความสมัครใจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งานวิจัยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจาก 685 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเกี่ยวกับความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยภาพรวมมีความพึงพอใจของการนำส่งงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing โดยสมัครใจอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.58) สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะพบว่า การนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มีความซับซ้อนมากกว่าระบบเดิม และจากผลการการวิจัยดังกล่าวทำให้ได้แนวทางและวิธีการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาระบบหยุดชะงักและล่มบ่อย ต้องสนับสนุนให้ระบบใช้งานง่าย สามารถยื่นข้อมูลได้สะดวกทุกขั้นตอนโดยไม่ติดขัด ข้อมูลที่นำส่งมีความปลอดภัย การจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้และจัดกำลังเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานให้เพียงพอสำหรับคอยตอบปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีความจำเป็น</p> <p>The purpose of this research were explore user’s satisfaction level on voluntary Department of Business Development electronic filing (DBD e-Filing) of listed companies in the Stock Exchange of Thailand (SET) who voluntary DBD e-Filing. This research was conducted by using questionnaire to collect data from 685 Thai-listed firms. The data was analyzed by using statistics: frequency, percentage, mean, and standard deviation. The results indicate that the voluntary DBD e-Filing of listed companies in the Stock Exchange of Thailand was high (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.58). In addition, users felt that application submit and approval system on internet was so complicated and took much time that the tradition system. The suggestions are: the Department of Business Development should make the system easier so that user can file themselves with little or no difficulty, andto secure user’s information,seminar and to provide staff to answer the inquiries are necessary.</p> อุเทน เลานำทา, นาถนภา นิลนิยม ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/98195 Sun, 29 Apr 2018 21:40:39 +0700 ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้โดยสารที่รับการบริการ ของสายการบินราคาประหยัดคุณภาพสูงภายในประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/99166 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคาดหวัง ความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มีต่อการบริการภาคพื้นดินและการบริการบนเครื่องบิน ของสายการบินราคาประหยัดคุณภาพสูง 3 สายการบิน ได้แก่ นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยสมายล์ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางภายในที่ใช้และเคยใช้บริการสายการบินราคาประหยัดคุณภาพสูงภายในท่าอากาศยานเชียงใหม่ จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลการเปรียบเทียบระหว่างความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วยเครื่องมือในการวิเคราะห์ความสำคัญและผลการดำเนินงาน (Importance Performance Analysis: IPA)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความคาดหวังในระดับมากที่สุดด้วยค่าเฉลี่ย 4.50 และมีระดับความพึงพอใจต่อบริการที่ได้รับในระดับมาก ด้วยค่าเฉลี่ย 4.00 และเมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้โดยสาร พบว่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน Quadrant II ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการสายการบินมีการจัดการที่ดีแล้วตามความพึงพอใจของผู้โดยสารและควรรักษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไว้</p> <p>The purpose of this article is to study and compare expectations. Passenger Satisfaction with Ground Services and Airplane Services The airline's three high-quality airlines are Nok Air, Thai Lion Air, and Thai Smile. Thai passengers traveling within the country used and used high-quality airlines in Chiang Mai airport by collecting data from 400 passengers the questionnaire. The statistics used for data analysis were percentage, mean and standard deviation. To present the result of passenger's expectations and satisfaction compared with the tool as Importance-Performance Analysis (IPA) and the inference hypothesis.</p> <p>The results showed that most of the samples had the highest level of expectations, with a mean of 4.50 and a high level of satisfaction with the service. The mean score was 4.00 and when comparing the average score between expectation and satisfaction of passengers. The average score is in the second Quadrant, which shows that the carrier is well managed. Based on passenger satisfaction and performance should be maintained.</p> อภิญญา ศักดาศิโรรัตน์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/99166 Sun, 29 Apr 2018 21:46:51 +0700 การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียนประถมศึกษา: แนวทางสำหรับการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนประถมศึกษา https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100029 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียนประถมศึกษาและเพื่อศึกษาแนวทางสำหรับการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนประถมศึกษาในตำบลลี้และตำบลวังดินอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน เจ้าหน้าที่การเงินและบุคลากรที่ทำหน้าที่ทางการเงินของโรงเรียน ปีการศึกษา 2559 รวมทั้งสิ้นจำนวน 25 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างรวบรวมข้อมูลโดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1) ด้านสภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียนประถมศึกษา แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนประถมศึกษาได้ปฏิบัติตามกระบวนการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานครบทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านการวางแผนงบประมาณมีการจัดสรรงบประมาณโครงการ พร้อมจัดประชุมชี้แจงแผนงบประมาณให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง 1.2) ด้านการคำนวณต้นทุนผลผลิต ได้มีการคำนวณต้นทุนของโครงการต่างๆ ในกระบวนการดำเนินงาน&nbsp; 1.3) ด้านการจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้างโรงเรียนได้ดำเนินขั้นตอนตามระเบียบพัสดุ พ.ศ. 2535 1.4) ด้านการบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อบริหารงานบัญชี 1.5) ด้านการบริหารสินทรัพย์โรงเรียนได้ตรวจสอบความต้องการสินทรัพย์ มีการควบคุม ตรวจสอบพัสดุ ครุภัณฑ์ตามระบบ 1.6) ด้านการรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงานจะมีการรายงานผลการดำเนินงานเป็นวาระให้กับหน่วยงานต้นสังกัดรับทราบ และ 1.7)ด้านการตรวจสอบภายในโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบภายในพร้อมทั้งให้รับการตรวจสอบภายในจากหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อแสดงถึงการบริหารงบประมาณที่โปร่งใส 2) การศึกษาสภาพปัญหาของการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน แสดงให้เห็นถึงปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการดำเนินโครงการบุคลากรด้านการเงินภายในโรงเรียนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในระเบียบและวิธีการบริหารงบประมาณที่ถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งยังบกพร่องในกระบวนการคำนวณต้นทุนผลผลิต ขาดความชำนาญในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และขาดการเชื่อมโยงของขั้นตอนในการบริหารงบประมาณภายในโรงเรียน3) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ต้องเชื่อมโยงการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานทั้ง 7 ด้านเข้าด้วยกันเพื่อให้การบริหารงบประมาณเกิดประสิทธิภาพ&nbsp; อาจต้องจำกัดจำนวนโครงการให้เหลือเฉพาะโครงการสำคัญซึ่งจะช่วยให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการส่งเสริมเด็กนักเรียนให้สามารถนำวิชาความรู้ไปปฏิบัติเพื่อหารายได้โดยครูจะช่วยส่งเสริมหรือจัดตั้งเป็นชมรม และการบริหารงบประมาณไม่ได้มีวิธีการเฉพาะเจาะจง ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่การเงิน และบุคลกรที่ทำหน้าที่ด้านการเงินจะต้องมีการสื่อสารกับบุคลากรอื่นภายในโรงเรียน เพื่อช่วยออกแบบวิธีการบริหารงบประมาณให้ไปในทิศทางเดียวกัน</p> <p>This research aimed to examine how the Primary basic elementary schools within Li District, Lamphun Province were potentially managing their finances. Using method called Performance-based budgeting (PBB) which the author had collecting data via interviewing (Semi-structured Interview Approach). The population consisted of directors, accountants, and teachers who had been appointed to serve as accountants in school, total 25 people (year 2016). The study shown that, (1)The Administration of Performance-Based Budgeting shown that the primary basic education schools had been performing in all 7 aspects, that are (1.1)budget planning (1.2)output costing (1.3)procurement management (1.4) financial management and budget control (1.5) asset management&nbsp; (1.6) financial and performance reporting and&nbsp; (1.7)internal audit. To be precise, they had been planning on budget allocation, calculate the cost-production of a project, having a formal government procurement as well as asset management, and having internal audit by the higher up agency. (2)The Issues of managing Primary school’s budget, that are, most of primary basic education schools were having inefficient budget, also with the lack of accountant and/or expertise in the field of finance which led to a defective of calculating cost-product of the project. Having the wrong staff to do the procurement would delay the process. Last but not least, there was no connection between 7 aspects which led to an ineffective of budgeting management. (3) Suggestions and guidelines for budgeting management, it was recommended that the primary basic education schools should connect all of 7 aspects altogether. It was suggested that the numbers of projects should be reduce in order maximize the use of limited budget. School manager as well as all the staff should provide supported and encouraged student to learn how to understand the charity. And there were always alternative ways to managing the budget but the staff manager need to inform other staff in school for a better performance.</p> ตุลยภาค ตุยาสัย, พัชรีวรรณ กิจมี ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100029 Sun, 29 Apr 2018 21:58:45 +0700 การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 2 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/99226 <p>ผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 2 ใน 4 ด้าน&nbsp; ได้แก่&nbsp; ด้านโครงสร้าง ด้านเทคโนโลยีด้านคน และด้านวัฒนธรรมกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ บุคลากรในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 2 จำนวน 336 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมมีอิทธิพลส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 2 ด้านเทคโนโลยีและด้านคนในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 และ 0.1 ดังสมการ Ytot = .977 + .545 X<sub>1</sub> +.705 X<sub>2</sub> +.719 X<sub>3</sub> +.495 X<sub>4</sub></p> <p>The purposes of this research were to study the transformational administration of administrators affecting the personnel management in schools under the office of Chonburi primary education service area 2, in four aspects: the structure, the technology, the people and the culture. The sample were 336 personnel in schools under the office of Chonburi primary education service area 2. The data was collected by questionnaires. To analyze data by frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis.</p> <p>The results of this research were found that(1)the total of the transformational administration of administrators of schools under the office of Chonburi primary education service area 2, (2) the total of the personnel management in schools under the office of Chonburi primary education service area 2 were at the highest level and (3) transformational administration of administrators affecting the personnel management in schools under the office of Chonburi primary education service&nbsp; area 2, especially the technology aspect and the people aspect were at high level, with statistically significant at 0.5 and 0.1&nbsp; as the equation&nbsp;Ytot = .977 + .545 X<sub>1</sub> +.705 X<sub>2</sub> +.719 X<sub>3</sub> +.495 X<sub>4</sub></p> <p>&nbsp;</p> ธารินี กิตติกาญจนโสภณ, พระราชรัตนมงคล (มนตรี) ยางธิสาร, วีระ วงศ์สรรค์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/99226 Sun, 29 Apr 2018 22:16:42 +0700 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชน: การวิเคราะห์ความคาดหวังและการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100114 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต และเพื่อวิเคราะห์ความคาดหวังและสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่จำนวน&nbsp; 200 คน ในปีการศึกษา 2558&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง มีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป แบบจำแนกชนิดข้อมูล โดยการวิเคราะห์แบบไม่ใช้ทฤษฏี ซึ่งอาศัยข้อมูลจากผู้ให้สัมภาษณ์โดยตรงผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิตมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับโรงเรียนใน 4 ด้าน ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมและสนับสนุนการเรียนรู้ พบว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ปกครองให้ความร่วมมือและมีเวลาเข้าร่วมการจัดกิจกรรมกับคณะครูและนักเรียนในโรงเรียนเป็นอย่างดี ด้านการติดต่อสื่อสาร พบว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ปกครองคอยเอาใจใส่ในตัวนักเรียน ช่วยกันแก้ไขปัญหา และแลกเปลี่ยนข้อมูลของนักเรียนกับคุณครูประจำชั้นอย่างสม่ำเสมอ ด้านการมีส่วนร่วมที่บ้าน พบว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ปกครองมีการให้ความร่วมมือและสนับสนุนนักเรียนหลังจากกลับไปที่บ้านแล้วเป็นอย่างดีและด้านการร่วมเป็นคณะกรรมการ พบว่าผู้ปกครองมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากผู้ปกครองส่วนมากประกอบธุรกิจส่วนตัว จึงไม่สามารถสละเวลาเพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของโรงเรียนได้ส่วนการวิเคราะห์ความคาดหวังพบว่า&nbsp; ผู้ปกครองต้องการให้ทางโรงเรียนมีการวางแผนในการจัดกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อจะได้นำไปวางแผนในการจัดสรรเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมให้มากขึ้น และกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนั้น ทางโรงเรียนควรมีการประชุมและชี้แจงกับผู้ปกครองนักเรียนเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องดำเนินการในการเข้ามามีส่วนร่วมจัดกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น &nbsp;เพื่อผู้ปกครองนักเรียนจะได้มีการวางแผนล่วงหน้า และทางโรงเรียนควรใช้ช่องทางการสื่อสารที่มีความหลากหลายและมีความชัดเจน เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบอย่างทั่วถึง รวมทั้งทางโรงเรียนควรจัดให้มีผู้ปกครองนักเรียนแกนนำประจำห้องเพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้ปกครองด้วยกัน</p> <p>จากผลการวิเคราะห์แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ทำให้โรงเรียนได้กระบวนการ(กิจกรรม) ที่สอดคล้องกับความต้องการ(โดยอาศัยผลการวิเคราะห์แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์) เพื่อผู้ปกครองสนใจมาร่วมกิจกรรมมากขึ้น</p> <p>This research aimed to study the Parental participation of Private Kindergarten Students, Analysis of Expectations and Process Creation for Parental participation. The search population was the 200 parents of Private kindergarten School, Mueang District, Chiang Mai Province in the academic year 2015. The research tools were 5-level scale questionnaires about the Parental participation.&nbsp; Data were analyzed using frequency, percentage, mean and standard deviation. A Structured interview was used to analyze data type. By non-theoretical analysis. Based on information from the interviewer. The research found that Parents of private kindergarten have opinions about participation in 4 areas. The first area is participation and learning support which found that parents were highly involved. Parents cooperate and have time to participate in activities with teachers and students in school as well. The second area is communication which found that the parents were very active participants. They take care and help solve problems of the student, include regularly exchanging student information with teachers. The third area is the participation at home, which found that parents were very active participants. Parents are encouraged to cooperate and support their students after returning home. The last area is joint committed. It was found that the parents were moderately engaged. Because most parents run their own businesses. Therefore, it is not possible to take the time to become a board member of the school. The analysis of expectations in this area showed that. Parents want the school to plan their activities clearly which can help parents to decide to become a board member. And the process of creating parental participation is the school should meet and explain to parents about the role and duties of parents that must take part in school activities.</p> <p>The results of the questionnaire and interviews. The school has a process that support parents to attend more activities.</p> พรวัชร บุญประเสริฐ, พนมพร จันทรปัญญา ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100114 Sun, 29 Apr 2018 22:29:15 +0700 การศึกษาทักษะทางการเงินของผู้ประกอบการการค้าชายแดน กรณีศึกษาผู้ประกอบการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104212 <p>วัตถุประสงค์ของวิจัยนี้ เพื่อศึกษาทักษะทางการเงินของผู้ประกอบการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก โดยการศึกษานี้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะทางการเงินเพื่อยืนยันแนวคิดทักษะทางการเงินที่มีผลต่อการค้าชายแดนไทยโดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญการค้าชายแดนไทยพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกจำนวน 46 ราย ได้แก่ ผู้ประกอบการการค้าชายแดนด้านส่งออก ผู้ประกอบการการค้าชายแดนด้านนำเข้า ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยรวมทั้งด่านศุลกากร ผลการศึกษาพบว่าทักษะทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินการค้าชายแดนไทย ประกอบด้วยความรู้และความเข้าใจทางการเงิน ทักษะและความเชี่ยวชาญทางการเงิน&nbsp; รวมทั้งทัศนคติและความเชื่อมั่นทางการเงินโดยที่ทักษะดังกล่าวนี้ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมทางการเงิน และลักษณะเฉพาะของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ผู้ประกอบการค้าชายแดนยังสามารถพัฒนาตัวเองด้วยการศึกษาปัจจัยดังกล่าวให้เข้าใจและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง</p> <p>The purpose of this research is to study the financial skills of entrepreneurs in First Special Economic Zone. The research is applied from theory based on International Trading Transaction and Financial Literacy claims that financial literacy concept affecting Thai border trade. The data set of 46 observations is observed by in-depth interview model in the area of Special Economic Zone (SEZ) in the first phase. The observations are Exporter border traders, Importer border traders, Krungthai Bank Public Co., Ltd, Kasikorn Bank Public Co., Ltd, Bangkok Bank Public Co., Ltd, Small and Medium Enterprise Development Bank of Thailand, and Customs. The results showed that Financial Literacy affecting Thai border trade such as Financial knowledge and understanding, Financial skills and expertise, Financial confidence and attitudes, however the illustrate influence by Financial experience and circumstances, and Personality. Thai border traders can develop by studying the above factors and applied to themselves.</p> ดรุชา รัตนดำรงอักษร, ชำนาญ เงินดี ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104212 Sun, 29 Apr 2018 22:34:21 +0700 English Communication Problems and Needs of ESP Learners: A Case Study of Songthaew Drivers in Chiang Mai https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104090 <p>This article is part of research entitled “Development of Self-access Learning Package to Enhance Communicative English Listening and Speaking Skills of Songthaew Drivers in Chiang Mai”. The research objective presented in this article is to investigate the problems and needs of English communication experienced by Songthaew drivers in Chiang Mai. The study employed a survey design to administer observation, interview, and questionnaires to investigate the problems and needs of English communication among 114 Songthaew drivers in Chiang Mai. Besides, the study involved investigating the problems and needs of 10 foreign tourists, who encountered Songthaew drivers on duty. The findings revealed that most Songthaew drivers were not satisfied with their English listening and speaking skills. Listening problems were caused by the accent of the English speakers, the limitation of their vocabulary, the speed of speaking, and lacking English grammar knowledge. English speaking problems, however, were the result of insufficient vocabulary, difficulties with English pronunciation, mispronunciation, and lacking English grammar knowledge. They also reflected that their English language abilities were inadequate for their career path. Furthermore, the result of foreign tourists’ interview showed that problems in English communication of Songthaew drivers were due to inability to communicate in English since the drivers lacked of understanding of English, and they often mispronounced. Based on the findings, the author designed a learning package to serve Songthaew drivers’ problems and needs.</p> <p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มพูนทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบอาชีพขับรถสองแถวในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งวัตถุประสงค์การวิจัยที่นำเสนอในบทความนี้ คือ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนขับรถสองแถวในจังหวัดเขียงใหม่ ข้อมูลได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ และแบบสอบถามเพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนขับรถสองแถวในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 114 คน&nbsp; นอกจากนี้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ใช้บริการรถสองแถว จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า คนขับรถสองแถวส่วนใหญ่ไม่พึงพอใจกับทักษะการฟัง การพูดภาษาอังกฤษของตัวเอง โดยปัญหาการฟังเกิดจากสำเนียงผู้พูดข้อจำกัดด้านคำศัพท์&nbsp; ความเร็วในการพูดและขาดความรู้ด้านไวยากรณ์ ปัญหาด้านการพูดเกิดจากข้อจำกัดด้านคำศัพท์&nbsp; การออกเสียงภาษาอังกฤษไม่สามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้องและขาดความรู้ด้านไวยากรณ์และกลุ่มเป้าหมายคิดว่าความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของตนไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ส่วนผลการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ใช้บริการรถสองแถว พบว่า ปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนขับรถสองแถวเกิดจาก คนขับรถไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้&nbsp; ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษและการออกเสียงไม่ถูกต้อง ผู้เขียนได้นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปสร้างชุดสื่อการเรียนเพื่อตอบสนองปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p> Kritsana - Su-Ya-Ai ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/104090 Sun, 29 Apr 2018 22:42:36 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากขี้เลื่อยของชุมชนบ้านจอมทอง ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109457 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากขี้เลื่อยสร้างรายได้เสริมและลดปริมาณของเสียรวมทั้งศึกษาบริบทและสถานการณ์ขี้เลื่อยในชุมชนและเพื่อประเมินศักยภาพด้านการจัดการการผลิตและการตลาดของผลิตภัณฑ์จากขี้เลื่อยซึ่งทำการศึกษาในชุมชนบ้านจอมทอง ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกภายในชุมชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม มีเครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ได้แก่ การระดมสมองและสนทนากลุ่ม โดยเน้นการปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม</p> <p>จากการศึกษาพบว่าขี้เลื่อยในชุมชนสามารถทำก้อนเชื้อเห็ด และก้อนโอเอซีส (ใช้ขี้เลื่อยเป็นวัสดุทดแทน)โดยผ่านกระบวนการอบรมให้ความรู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการวิชาการจากมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ผลิตภัณฑ์ได้มีความสอดคล้องกับบริบทของชุมชนเนื่องจากชุมชนมีขี้เลื่อยเพียงพอที่ใช้ในการผลิต ผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างสามารถช่วยลดปริมาณขี้เลื่อยและสร้างรายได้เสริมให้กลุ่มของชุมชน และจากการทดสอบการตลาดเป็นการจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิมคือเก็บผลผลิตและวางจำหน่ายในตลาดของชุมชน กลุ่มชุมชนมีแนวคิดพัฒนาให้มีหน่วยงานของท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนและช่วยดูแลเพื่อให้เกิดกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน</p> <p>This article intended to develop product from sawdust to encourage villager gaining more income and reduce the waste from producing product. Firstly, conducting the area-based survey and study for evaluating the amount of sawdust in village to determine the production potential and also evaluate the market potential of the product. The study area based on Chomtong Village, Baanwean, Hangdong, Chiangmai. The target group was villagers in the community who interested to join the activity. Using PAR technique as a tool to collect data and synthesis from brainstorming and group discussion methodologies.</p> <p>The result of the study found that sawdust could be transformed to mushroom loaf and oasis foam like. These products were processed via product development training and academic service from The Far Eastern University. The products were compatible with the community context because they have enough amount of sawdust to produce continuously. These products could reduce the waste in their community and also gain more income to their family. The result from the product market test by selling in the village, they would like to get the support from the local governance to the group as a stronger and more sustain one.</p> วิรัชดา อาศนะ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109457 Sun, 29 Apr 2018 23:23:46 +0700 การพัฒนาส่วนประสมทางการตลาดท่องเที่ยวพำนักระยะยาวบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109371 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยว พัฒนาส่วนประสมทางการตลาดและแนวทางแก้ปัญหาของธุรกิจที่พำนักระยะยาวบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาการมีส่วนร่วมกับชุมชนบ้านแม่แมะเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลโดยวิธีการสังเกตการณ์ การจัดเวทีประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คือ ผู้นำชุมชน 1 คน กรรมการหมู่บ้าน 5 คน สนทนากลุ่ม บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการพำนักระยะยาวบ้านแม่แมะ จำนวน 30 คน และผู้บริหารเทศบาลตำบลแม่นะ 5 คน และนักท่องเที่ยว 9 คน เก็บข้อมูลโดยใช้การสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษาทราบว่าศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชนมีความพร้อมทางด้านธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพทางธรรมชาติที่หลงเหลือไว้อย่างสมบูรณ์เกิดจากความร่วมมือช่วยเหลือกันในการอนุรักษ์ป่าของคนในชุมชน การศึกษาส่วนประสมทางการตลาดทำให้มีเกิดการพัฒนาร่วมกันระหว่างนักวิจัยและชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวเพิ่มมากขึ้น อันจะทำให้มีรายได้มากขึ้น สำหรับการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่พำนักระยะยาวบ้านแม่แมะด้านศักยภาพโดยการปรับปรุงบ้านพักให้มีห้องน้ำในบ้านสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ กิจกรรมนวดตัวและอบตัวด้วยสมุนไพรแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน กิจกรรมเดินป่าท่องไพรตามรอยเส้นทางธรรมชาติ กิจกรรมชมป่าใบเมื่ยงและการสาธิตวิธีการเก็บใบเมื่ยง และกิจกรรมเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าปะล่อง การจัดแผ่นพับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การจัดทำเว็บเพจเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ การจัดอบรมภาษาอังกฤษเบื้องต้น การจัดอบรมการประกอบธุรกิจบริการ และการทำบัญชีให้กับตัวแทนคนในชุมชนบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>This research aims to study tourism tourism. Development of marketing mix and solutions for long-stay business Ban Maemae Chiang Dao District, Chiangmai Province by participating in Mae Mai community. Tools used to collect data by observation. Organizing seminars to exchange knowledge and opinions. The samples were 50 community leaders, 5 village councilors, 30 people involved in long-term residence, 5 people in Mae Na district and 9 people tourists as a group meeting.</p> <p>The result of the study is that the potential of tourism in the community is well equipped with natural resources. Completely natural scenery is created by the cooperation in forest conservation of people in the community. The marketing mix has led to a common development among researchers in the community. To increase the long-term tourists. It will make more income. To propose a solution to the problem of long-term residence Maemae.Byimproving the house to have a bathroom in the house can accommodate tourists, able to accommodate tourists. Traditional Thai massage and herbal steam bathTrekking along the natural trail. Jungle trekking and demonstration of how to collect leaves. Visit the hill tribe villages. Thai and English brochures Web page publishing both Thai and English. Basic English Training on service business. And training in accounting. To the representatives of the Maemaeco mmunity, Chiang Dao District, Chiangmai Province.</p> น้ำฝน เจนสมบูรณ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109371 Sun, 29 Apr 2018 22:58:58 +0700 การพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนโดยใช้ทักษะการคิดเป็นฐาน โรงเรียนชุมชนบ้านดง โรงเรียนทรายทองราษฎร์อุทิศ โรงเรียนชุมชนบ้านแม่สาบอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/116360 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนโดยใช้ทักษะการคิดเป็นฐานกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาครั้งนี้คือ ครูโรงเรียนชุมชนบ้านดงจำนวน 9 คนและนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านดงจำนวน 84 คน ครูโรงเรียนทรายทองราษฎร์อุทิศจำนวน 14 คนและนักเรียนโรงเรียนทรายทองราษฎร์อุทิศจำนวน 137 คน ครูโรงเรียนชุมชนบ้านแม่สาบจำนวน 6 คนและนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านแม่สาบ จำนวน 46 คน รวมจำนวนครูทั้งหมด 29 คน และรวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 267 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มแบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบบันทึกการดำเนินงานแผนการจัดการเรียนรู้แบบประเมินผลการพัฒนาผู้เรียนครอบคลุมเนื้อหาการใช้ทักษะการคิดเป็นฐานผลการวิจัยพบว่าจากการเข้าไปส่งเสริมให้โรงเรียนใช้กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนโดยใช้ทักษะการคิดเป็นฐานนั้น ครูผู้สอนมีการพัฒนาเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และสื่อการสอนโดยใช้ทักษะการคิดเป็นฐานได้อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเพื่อเป็นทักษะพื้นฐานให้นักเรียนนำไปต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป</p> <p>This research aims to develop the instructional process of teachers by using thinking-based skills. The target group included 9 teachers and 84 students of Chumchonbarndong school, 14 teachers and 137 students of Saithongratutis school, 6 teachers and 46 students of Chumchon ban mae sab school. The total number of teachers is 29 and total number of students is 267. The research instruments included a group discussion form, Interview form, report form, lesson plan and evaluation form covering contents of thinking-based learning skills. The research found that encouraged school to use the instructional process by using thinking-based skill; teachers have developed techniques for organizing instructional and instructional media and using appropriate thinking skills to develop the skills needed for students in each group. As well as being a basic skill for students are required to continue to gain knowledge at a higher level.</p> มานูนณย์ สุตีคา, ปรีชา อินทรสมพันธ์, สงกรานต์ พรหมวงศ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/116360 Sun, 29 Apr 2018 23:07:59 +0700