//tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/issue/feed วารสารพยาบาลทหารบก (Journal of The Royal Thai Army Nurses) 2017-10-30T22:23:42+07:00 สายสมร เฉลยกิตติ saisamorn2006@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารพยาบาลทหารบกเป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาล การศึกษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ สาระในวารสารพยาบาลทหารบก บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความพิเศษ และปกิณกะ ซึ่งแต่ละฉบับอาจมีเนื้อหาดังกล่าวหลากหลายที่แตกต่างกันไปจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม กันยายน-ธันวาคม</p> //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101730 บรรณาธิการแถลง 2017-10-19T11:44:00+07:00 สายสมร เฉลยกิตติ saisamorn2006@hotmail.com ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101572 ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทย 2017-10-19T11:44:01+07:00 กัลยาณี โนอินทร์ kanlayanee_n@yahoo.com <p>ความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญเช่นเดียวกับหลายประเทศ ทำให้เกิดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวต่อร่างกายและจิตใจ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทย มีเนื้อหาประกอบด้วยเรื่องแนวโน้มสถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่น เกณฑ์การประเมินภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทย สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่น ภาวะแทรกซ้อนทางด้านร่างกายและจิตใจ และแนวทางการจัดการภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในวัยเรียนและวัยรุ่นไทย ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และนำข้อมูลที่ได้นำเสนอไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน</p><p>Overweight and Obesity among Thai School-aged Children and Adolescents</p><p>Prevalence of Thai school-aged children and adolescents with overweight and obesity have been increasing and becoming a major public health problem in Thailand, as well as many countries. This results in short- and long-term physiological and psychological impact. The purpose of this article is to inform about overweight and obesity among Thai school-aged children and adolescent, issues which includes; trends, criteria assessments, causes and risk factors, physiological and psychological comorbidities and management guidelines for Thai school-aged children and adolescents that are overweight and obese. This is in order to promote knowledge, understanding for public health personnel, as well as related people who have an interest in adopting this information into work performance.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101573 ความสำเร็จลดความอ้วนด้วย 3 อ 2017-10-19T11:44:03+07:00 ปภาสินี แซ่ติ๋ว punpunpor@hotmail.com นวรัตน์ ไวชมภู punpunpor@hotmail.com <p>โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่มีปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นสาเหตุในการเกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น เบาหวาน, ความดัน, โรคหัวใจ โรคกระดูก เป็นต้น โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ดังนั้นการลดความอ้วนจึงเป็นผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำแนวคิดตามหลัก 3 อ มาสู่การลดความอ้วน หลักการ 3 อ ของกรมอนามัย คือ 1) อ อาหาร หมายถึง อาหารที่ร่างกายของเราต้องได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และต้องได้รับสารอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม 2) อ อารมณ์ หมายถึงอารมณ์ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของเรา คนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีไม่เครียดก็สามารถควบคุมตนเองในการบริโภคอาหารได้ และ 3) อ กำลังกาย หมายถึง การมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน ซึ่งการนำหลักการ 3 อ มาใช้ในกระบวนการลดน้ำหนักเป็นวิธีการเหมาะสม ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้จริง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้นำแนวคิดหลักการ 3 อ มาสู่ความสำเร็จลดความอ้วนด้วย 3 อ เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพของบุคคลที่มีน้ำหนักตัวเกินให้มีภาวะน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติและเป็นการเพิ่มคุณภาพในการดำเนินชีวิตของบุคคลต่อไป</p><p>Success with Three Main Concepts</p><p>Obesity is a chronic disease with health problems. Because it causes many diseases such as diabetes, pressure, heart disease, bone disease, etc. Obesity is a disease caused by many causes, the treatment is not working as well as it should. So losing weight is a good way to lose weight. This article aims to introduce 3 main ideas to reduce obesity. The three main principles of the Department of Health are: 1) food refers to the food that our bodies need to receive all five nutrients and must receive the right nutrients. 2) mood refers to emotions which affect the body. our People who control emotions well. Not stressful, it can control self in food consumption, and 3) physical fitness means having moderate physical activity at least 30 minutes every day. The use of 3 principles in the weight loss process is the right approach. Everyone has access and can actually do it. Therefore, the author has adopted the 3 principle of 3 success stories to reduce obesity in order to promote the health of overweight people to normal weight and improve the quality of life of the person.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101576 การชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2017-10-19T11:44:06+07:00 ศิริลักษณ์ ถุงทอง siri_nurse22@hotmail.com <p>โรคเบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรังซึ่งต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายในการดูแลเบาหวานคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำในเลือดได้ ภาวะไตเสื่อมจากเบาหวานจะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วินิจฉัยโดยการตรวจพบค่าฮีโมโกลบินเอวันซีมากกว่า7 เปอร์เซ็นต์ หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงมากกว่า 130 มิลลิกรัมเดซิลิตร มีค่าความดันโลหิตที่มากกว่า130/80 มิลลิเมตรปรอทและ มาตรวจรักษาตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือนสำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมของไตนอกจากการไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ การมีโรคร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง อาหารที่มีรสเค็มจัด พฤติกรรมการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดภาวะไตเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ แนวทางการชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยเริ่มต้นจากในแต่ละปีให้ตรวจประเมินโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะและอัตราการกรองของไต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย และโรคร่วมที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะระดับความดันโลหิต ซึ่งยาที่เหมาะสำหรับการควบคุมความดันในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อมจากเบาหวานได้แก่ ยาในกลุ่ม ACE หรือ ARBs การควบคุมอาหารประเภทโปรตีน ปริมาณต่อวันที่ผู้ป่วยสามารถรับได้ไม่เกิน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม (1 ช้อนโต๊ะ) หลีกเลี่ยงยาหรือสารพิษที่ทำลายไต เช่น ยาแก้ปวด แก้อักเสบ (บางตัว) ยาชุดแก้ปวด และสมุนไพร และที่สำคัญคือ การได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเองจากสังคมรอบข้าง ทั้งครอบครัวและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้น หากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมได้สำเร็จ จะสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตให้ช้าลง</p><p>Delayed Progression Diabetic Nephropathy in Patients with Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus</p><p>Diabetes is a chronic disease that requires constant care. The goal in diabetes care is to control blood sugar levels to prevent complications. Diabetic kidney disease is one of the most common complications. Uncontrolled type 2 diabetes mellitus is diagnosed by detecting more than 7 percent of HbA1c or having a blood sugar of more than 130 mg/dl after fasting for 8 hours, the blood pressure is higher than 130/80 mm Hg, and the patient has been treated continuously for at least 12 months. Factors related to Diabetic Nephropathy are associated diseases, such as hypertension and hypercholesterolemia; self-care behaviors, which are eating high protein and salty foods; and chronic drug use behavior. These are factors that promote kidney failure faster. There are methods to delay the progress of kidney failure in patients with uncontrolled diabetes mellitus. First, assessment of the patients’ urinary albumin and estimated glomerular filtration rate at least once a year. Also, control blood sugar and common diseases according to the goal setting, especially blood pressure. Drug for blood pressure management in patients with diabetic nephropathy are medications in ACE or ARBs. Dietary protein intake should be approximately 0.8 g/kg body weight per day (1 spoon). Lastly, avoidance of drugs or toxins that damage the kidneys, for example some anti-inflammatory drugs and herbs. The key for successful control are social support and self-management of patients. If the patient’s uncontrolled type 2 diabetes mellitus can be controlled successfully, it can delay the progression of diabetic nephropathy</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101577 การจัดการกับความกลัวความเจ็บปวดจากการแทงเข็มในเด็ก : ปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเด็ก 2017-10-19T11:44:09+07:00 อลิษา ทรัพย์สังข์ asalisa15@gmail.com เสน่ห์ ขุนแก้ว asalisa15@gmail.com มณฑา อุดมเลิศ asalisa15@gmail.com <p>การแทงเข็มเป็นหัตถการที่พบได้มากในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กเกิดความกลัวเจ็บปวด ทำให้เด็กต่อต้านไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ดิ้น ขัดขืน ส่งผลกระทบต่อแผนการรักษา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดประสบการณ์ด้านลบต่อการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ การจัดการกับความกลัวและความเจ็บปวดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นบทบาทและหน้าที่โดยตรงของพยาบาลในการให้การดูแลผู้ป่วยเด็กและครอบครัว เพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สามารถเผชิญ กับความกลัวและความเจ็บปวดได้อย่างเหมาะสม อันจะเป็นการตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจของผู้ป่วยเด็ก ทำให้เด็กสามารถก้าวเข้าสู่พัฒนาการในขั้นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการจัดการการกับความกลัวและความเจ็บปวดของผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการทำหัตถการการแทงเข็ม เริ่มจากการเตรียมความพร้อมของผู้ดูแลและตัวเด็กตั้งแต่ในระยะก่อนแทงเข็ม การดูแลในขณะที่เด็กได้รับการแทงเข็ม และการดูแลภายหลังที่เด็กได้รับการแทงเข็มโดยมีเป้าหมายเพื่อให้การพยาบาลผู้ป่วยเด็กและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กป่วยและครอบครัว</p><p>Managing Fear Needle Pain in Children : Nursing Practice in Pediatric care</p><p>A concern is the pain-related fear of children who are about to receive needle procedures which may result in aggressive, incorporated with treatment and phobia. Fear of pain in a child is challenging for nurses regarding how to manage overcoming pain in children. Unaddressed or neglected fear of pain is often present in children, particularly in a busy clinical setting. The aim of this article was to provide the psychological techniques for early detection and practices on how to approach children with fear of pain regarding needle shots. The practices provide an effective assessment for nurses for the early detection of verbal or non-verbal symptoms. Furthermore, post procedural care is necessary to release the fear by touching, rewarding and reflecting. Art work is recommended for children to reflect their feelings and releasing their pain-related fear through drawing. Coordinating with their parents can markedly enhance the encounter of the child. Fear of pain in needle procedures is a normal phenomenon in children. Therefore, these practices would be beneficial for all health care professionals in managing the fear of pain in children.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101578 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการนวดไทยแบบราชสำนักกับไดโคฟีแนกเจลต่อการใช้งานของไหล่และความสามารถของแขนในผู้ป่วยไหล่ติด 2017-10-19T11:44:12+07:00 พวงผกา ตันกิจจานนท์ chanida.p@chu.ac.th ชนิดา พลานุเวช chanida.p@chu.ac.th นิจศิริ เรืองรังษี chanida.p@chu.ac.th <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการนวดไทยแบบราชสำนักกับไดโคฟีแนกเจล ต่อการใช้งานของไหล่และความสามารถของแขนในผู้ป่วยไหล่ติด รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก เลือกประชากรโดยการสุ่มจำนวน 60 คนแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองรักษาโดยการนวดแบบราชสำนักสัปดาห์ละ 2 ครั้งติดต่อกัน 6 สัปดาห์กลุ่มควบคุมรักษาโดยการทาไดโคฟิแนกเจล ทาครั้งละ 5 กรัม 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ ติดตามผลทั้งสองกลุ่มสัปดาห์ที่ 8 และ 10 ประเมินผลการรักษาโดยแบบประเมินความสามารถของแขนในการทำกิจกรรม (DASH) แบบประเมินการทำงานของไหล่(Function of shoulder) ก่อนและหลังการทดลอง ผลการทดลองพบว่า ทั้งด้านการใช้งานของไหล่และความสามารถของแขนก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่มของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.0001) แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่ามีความแตกต่างแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการนวดไทยแบบราชสำนักและไดโคฟิแนกเจลต่างก็ให้ผลดีในการรักษาไหล่ติด เห็นได้จากผลของระดับการใช้งานของไหล่และความสามารถของแขนในการทำกิจกรรมในผู้ป่วยไหล่ติดได้ผลดีขึ้นเหมือนกัน</p><p>A Comparative Study of Court-Type Traditional Thai Massage Versus Diclofenac Gel on Function of Shoulder and Ability of Arm in Patients with Frozen Shoulder: A Randomized, Controlled Trial</p><p>The objectives was to determine the effectiveness of court-type traditional Thai massage (CTTM) and diclofenac gel (DG) on function of shoulder and ability of arm in patients with frozen shoulder. The study design was a randomized, single-blind. Sixty woman with frozen shoulder were recruits. Subjects were randomly assigned to receive CTTM (treatment group, n = 30) and DG (control group, n = 30). CTTM was performed for 12 sessions during a 1–6 week period, with followed up at week 8th, 10th. DG was administered 5 g three times a day for 6 weeks, and followed up at week 8th, 10th. Subjects were assessed function of shoulder and ability of arm at initial and week 10th by visual analog scale (VAS) and Disabilities of the Arm, Shoulder and Hand (DASH) respectively. The results within group comparison were showed that DASH and VAS score significantly decreases after treatment (p &lt; 0.0001). In addition, the scores between CTTM and DG groups after treatment were not significantly different. Both CTTM and DG were capable to heal frozen shoulder and demonstrated a positive effect on arm’s ability and function of shoulder.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101581 ประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันการหกล้มต่อพฤติกรรม การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง 2017-10-19T11:44:15+07:00 ภาสกร ชาญจิราวดี chanjirawadee@gmail.com ณัฐกฤตา ศิริโสภณ chanjirawadee@gmail.com ประเสริฐศักดิ์ กายนาคา chanjirawadee@gmail.com สมบัติ อ่อนศิริ chanjirawadee@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันการหกล้มต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง The One Group Pretest Posttest Design ศึกษากับผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่อาศัยในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 25 คน โดยใช้กรอบแนวคิด PRECEDE Framework กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ การรับรู้ การฝึกทักษะการออกกำลังกาย และการเสริมแรงสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุขและบุคคลใกล้ชิด เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย3 ส่วน ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปทางชีวสังคมส่วนที่ 2 แบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมปัจจัยเสริม และส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามส่วนที่ 2 และ ส่วนที่ 3 เท่ากับ 0.79, 0.732, 0.802, และ 0.712 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ Paired-sample t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างภายหลังได้รับโปรแกรมการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง มีพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>Effectiveness of a Fall Prevention Program for a Fall Prevention Behaviors in Hypertension Elderly</p><p>The quasi-experimental research aimedto studya fall preventionbehaviors in hypertension elderly. It was used The One Group Pretest Posttest Design among 25elderly in Nonthaburi Province. PRECEDE Frame work was used as a conceptual framework in this study. The experimental group was tread by treated used a fall prevention program among hypertension in elderly. The experimental group received 6-week health promotion program developed by the researcher. Health promotion activities include providiry knowledge and perceived demonstration and exercise skill practice and social support from health personal and closed person. Questionnaires which were developed by researcher were use as research tools and comprised 3 sections: (1) biosocial data, (2) predisposing factors, enabling factors, reinforcing factors, and (3) a fall prevention behaviors. Content validity of the questionnaires was verified by the 5 experts. The reliability of the second part and 3 rd.partswere 0.79, 0.732, 0.802, and 0.712 respectively.Data analysis was made for percentage, mean, standard deviation, paired-samples t-test The results of the study showed that after participating in the health education program, the experimental group had higher mean scores on a fall prevention behavior than the baseline at a .05 statistical significance level.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101582 การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยทีมสหวิชาชีพ 2017-10-19T11:44:17+07:00 รุ่งนภา จันทรา rungnapac64@gmail.com เรณู แสงสุวรรณ rungnapac64@gmail.com ชุลีพร หีตอักษร rungnapac64@gmail.com <p>โรคหลอดเลือดสมองอุดตันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ทำให้เสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงได้และก่อให้เกิดความพิการในระยะยาว เป็นภาระต่อครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง บุคคลในครอบครัวต้องเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย ทั้งการดำรงชีวิตประจำวัน การพูด การรับความรู้สึก การมองเห็น สภาพอารมณ์ที่แย่ลง ซึ่งเป็นภาวะทุพพลภาพที่ยาวนานการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ด้วยทีมสหวิชาชีพจึงมีความสำคัญต่อผู้ป่วย การดูแลที่ซับซ้อนผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการประเมินสภาพรวมถึงการดำเนินของโรคเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้องปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือมีความพิการหลงเหลือน้อยที่สุด</p><p>Care for Stroke Patients with a Multidisciplinary Team</p><p>Stroke is a major public health problem in the country. Deceased within 24 hours and cause long-term disability. It is a burden on the family to care for patients who can not help themselves. The family member must be the caregiver. Both daily living, speaking, feeling, seeing, bad moods. This is a long lasting disability. Care for patients with stroke. With a multidisciplinary team, it is important to the patient. Comprehensive care The caregiver involved in the care of stroke patients is required to have the knowledge and skills to assess the condition and the progression of the disease to help the patient receive the right care. safe No complications Or have the slightest disability.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101586 ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว 2017-10-19T11:44:18+07:00 เอกราช คุณเวียง eak310325@gmail.com สมคิด ปราบภัย eak310325@gmail.com ประคัลภ์ จันทร์ทอง eak310325@gmail.com วนัสนันท์ ศรีหวัง eak310325@gmail.com กฤดาภรณ์ เจริญวงศ์ eak310325@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบหนึ่งกลุ่มวัด (one group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้ดูแลหรือผู้ปกครองเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว จำนวน 80 คน และเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว จำนวน 80 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม ด้วยแบบทดสอบความรู้ เรื่องโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว แบบสอบถามแรงสนับสนุนของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว และแบบบันทึกข้อมูลส่วนของเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired sample t-test และ McNema Chi-square test ผลการวิจัย พบว่า หลังการใช้โปรแกรม ผู้ดูแลหรือผู้ปกครอง มีความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยหลังการใช้โปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอยู่ระหว่าง 4.4-5.7 คะแนน หลังการใช้โปรแกรมผู้ดูแลหรือผู้ปกครองมีพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมหลังการใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอยู่ระหว่าง 11.2- 13.8 คะแนนหลังการใช้โปรแกรมผู้ดูแลหรือ ผู้ปกครองได้รับแรงสนับสนุนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.5) โดยหลังการใช้โปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยแรงสนับสนุนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมอยู่ระหว่าง 4.3-6.5 คะแนน และผลการศึกษาอุบัติการณ์ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวที่มีผู้ดูแลหรือผู้ปกครองได้ผ่านการใช้โปรแกรมแล้ว พบว่าอุบัติการณ์ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .05) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการใช้โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันภาวะ แทรกซ้อนในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว ต่ออุบัติการณ์การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยก่อนการใช้โปรแกรมมีอุบัติการณ์ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจร้อยละ 71.2 (95%CI: 61.3-81.2) ขณะที่หลังการใช้โปรแกรมมีอัตราอุบัติการณ์ในระบบทางเดินหายใจลดลงคงเหลือร้อยละ 13.8 (95%CI: 6.2-21.3) หรือลดลงประมาณร้อยละ 57 (95%CI: 45-70)</p><p>Effectiveness Of Health Education Program For Prevention Of Respiratory Infection Among Children With Acyanosis Congenital Heart Disease</p><p>Effectiveness of Health Education Program For Prevention Of Respiratory Infection Among Children With Acyanosis Congenital Heart Diseasecomplication prevention program among children with acyanosis congenital heart disease. After the complication prevention program had been performed to the mothers or the guardians of children with acyanosis congenital heart diseases found that acknowledgment of the mothers or the guardians is statistically significant higher than before and the incidence of respiratory is decreased significantly. The t-test Mcnemar Chi-Square statistical was analyzed that there was significant effectiveness of complication prevention program among children with acyanosis congenital heart disease to the incidence of respiratory infection.(P&lt;0.05). The mean of questionnaires regarding the knowledge and behaviors of the mothers or the quardians and the supporting of medical teams was shown 4.4–5.7, 11.2–13.8, 4.3–6.5 respectively. This study was Quasi-experimental research one group pretest-posttest design. 80 samples were mother or guardian of children with acyanosis congenital heart diseases and 80 newborn to one year old children with acyanisis congenital heart diseases. Data were collected using questionairs regarding the knowledge and behaviors of mother or guardians caring for children with acyanosis congenital heart disease, questionnaires regarding the supporting of medical teams, the children’s medical record and the pretest-posttest forms. Data analysis was performed using Descriptive. Means, Standard Deviation and Inferential statistic Paired sample t-test Mcnemar Chi-Square test (P&lt;0.05). Conclusion; the study showed that health education program to prevent complications in children with acyanosis congenital heart disease can effectively reduce the incidence of respiratory infection.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101592 ผลของการใช้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยมะเร็ง ระยะแพร่กระจายต่อจำนวนวันนอนและคุณภาพการพยาบาล 2017-10-19T11:44:20+07:00 อัญชัญ โสตถิลักษณ์ unchan.sot@gmail.com วาสินี วิเศษฤทธิ์ unchan.sot@gmail.com <p>การวิจัยนี้ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบจำนวนวันนอนของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายกระดูกสันหลังและระดับคุณภาพการพยาบาลตามการรับรู้ของพยาบาล ระหว่างการดูแลผู้ป่วยโดยใช้การพยาบาลแบบปกติ และการดูแลผู้ป่วยโดยใช้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายกระดูกสันหลัง 10 คน คัดเลือกและจัดเข้ากลุ่มที่ใช้เกณฑ์เปรียบเทียบโดยด้วยวิธีการจับคู่ ตามรายโรค อายุ เพศ และระดับความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และกลุ่มพยาบาล 10 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โครงการอบรม แผนการดูแลผู้ป่วย คู่มือการจัดการผู้ป่วยรายกรณีร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติบทบาทของพยาบาลผู้จัดการผู้ป่วยรายกรณี แบบบันทึกจำนวนวันนอน และแบบสอบถามการรับรู้คุณภาพพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ สถิตินอนพาราเมตริก Mann-Whitney U test และ Wilcoxon matched -pairs signed-ranks test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ จำนวนวันนอนของผู้ป่วยหลังการใช้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองน้อยกว่าจำนวนวันนอนของผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลแบบปกติ และคุณภาพตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมทุกด้านหลังการใช้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองดีกว่าการพยาบาลแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .05)</p><p>Effects Of Case Management Combined With Palliative Care Modelin Patients With Metastatic Cancer On Length Of Stay And Quality Of Nursing Care</p><p>The purpose of this quasi-experimental research were to compare the length of stay in hospital of patients with metastatic spine quality of care as perceived by nurses after using case management model with palliative care in Spinal unit Siriraj hospital. The research subject composed of 10 nurses who worked in Spinal unit and 10 patients who had diagnose of metastatic spine , case selected using matched with variable for disease, age, gender and level of activity of patients receiving palliative care (palliative performance scale). The research instrument were consisted of training project of case management model with palliative care, clinical pathway, manual for metastatic spine patient, observation form of nursing practice length of stay in hospital record and questionnaire for quality of nursing care. Data were analyzed by using standard deviation, statistical parametric Mann-Whitney U test and Wilcoxon matched-pairs signed-ranks test. The results of this study revealed that After using a case management model for patients with palliative care, it demonstrated that the length of stay in hospital of patients with metastatic spine was less than criteria as usual care. Also, quality as perceived by nurse after using a case management model for patients with palliative care was better than criteria as usual care. The level of statistical significance. 05.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101595 ประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการบริหารจัดการ การดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต 2017-10-19T11:44:21+07:00 สุธารัตน์ กุลรัตนมาศ sutarut.siriraj@gmail.com วาสินี วิเศษฤทธิ์ sutarut.siriraj@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายความหมายและประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยใช้วิธีการวิจัยคุณภาพเชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาวิจัย คือพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ตรงในการบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตในโรงพยาบาลศิริราช ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเวร ผ่านการอบรมเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง และมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จำนวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการบันทึกเทปสนทนา นำข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคำต่อคำและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของ แวน มาเนนผลการศึกษาพบว่าพยาบาลวิชาชีพให้ความหมายของการบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตตามที่รับรู้และตีความตามความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนได้ว่า เป็นการทำความเข้าใจถึงแนวคิดหลักการดูแลแบบประคับประคองด้วยการใช้ความรู้คู่ทักษะและประสบการณ์ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการได้รับการอบรม ร่วมกับการจัดการด้วยใจ ใส่ใจทำให้ดีที่สุด เหมือนญาติผู้ใกล้ชิด ส่วนประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตพบ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. การจัดการเพื่อการตายดี 2. การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ผู้ป่วย ครอบครัวและทีมผู้ดูแลเมื่อต้องเผชิญกับความตาย และ 3. การจัดการปัญหา/อุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตข้อมูลที่ได้ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักคิด ความรู้สึกและประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้บริหารนำไปใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมแนวทางการจัดการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตของพยาบาลวิชาชีพให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น</p><p>Experiences of Nurses in Care Management of End of Life Patients</p><p>The present study was aimed at describing the meanings and experiences of professional nurses in care management for end-of-life patients at Siriraj Hospital using a qualitative hermeneutic phenomenology research methodology. Data providers in the study were composed of 13 professional nurses with experience in care management for end-of-life patients who worked as shift supervisors and received training in palliative care in addition to having work experience of ten years and up. The subjects were selected by purposeful and snowball sampling. Data were collected by using in-depth interview forms and conversation audio recordings. The data obtained were transcribed verbatim and data content analysis was performed based on Van Manen’s method (1990). According to the findings, professional nurses define care management for end-of-life patients based on perception and interpreted care management in line with past ideas and experiences to build understanding about palliative care concepts and principles by using knowledge with skills and learning from experience and training with management by paying attention and doing the best for patients like close relatives. The experiences of professional nurses in care management for end-of-life patients were found to include the following three main issues: 1. management for positive death experiences 2. management of the feelings of personnel, patients, families and healthcare providers when confronted with death 3. management of problems/obstacles in caring for end-of-life patients. The data obtained from this study reflected the principles, feelings and experiences of professional nurses in care management for end-of-life patients. Furthermore, the data can be used as a baseline for managers to develop and promote nursing practice guidelines for end-of-life patient care with improved quality.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101650 ผลของโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุรา 2017-10-19T11:44:23+07:00 สงบ ภูแดนแก่ง Eddy_nursejvkk@hotmail.com เพ็ญพักตร์ อุทิศ Eddy_nursejvkk@hotmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุราที่ได้รับโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ 2) ความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุราระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุราซึ่งมีความคิดฆ่าตัวตายและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในเรื่องการวินิจฉัยความผิดปกติของการดื่มสุรา และคะแนนความคิดฆ่าตัวตาย และถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) โปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ 2) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตายฉบับภาษาไทยและ 3) แบบประเมินแรงจูงใจในการมีชีวิตอยู่ เครื่องมือชุดที่ 1 และ 3 ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 2 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 ส่วนเครื่องมือชุดที่ 3 มีค่าความเที่ยง โดยวิธีทดสอบซ้ำโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุราในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่มีความคิดฆ่าตัวตายในระยะหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการดื่มสุราระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตอยู่มีความคิดฆ่าตัวตายลดลงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ทั้งในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 2 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>The Effect Of Motivational Interviewing To Enhance Living Program On Suicide Ideation Among Alcohol Use Disorders</p><p>This study is a quasi-experimental two groups repeated measures design. The objectives were to compare: 1) suicide ideation of alcohol use disorders who received motivational interviewing to enhance living program measured at the end of the intervention and at 2 weeks post intervention, and 2) suicide ideation of alcohol use disorders who received motivational interviewing to enhance living program and those who received regular nursing care measured at the end of the intervention and at 2 weeks post intervention. The samples of 40 alcohol use disorders with suicide ideation who met the inclusion criteria were recruited from in-patient department, Khonkaen Rajanagarindra Psychiatric Hospital. The samples were matched-pair with diagnosis on alcohol use disorders and suicide ideation scores then randomly assigned into either experimental or control group, 20 subjects in each group. The experimental group received motivational interviewing to enhance living program, whereas the control group received the regular nursing care. The research instruments consisted of: 1) the motivational interviewing to enhance living program, 2) the SSI-Thai version 2014, and 3) the Living Ruler and instrument. The 1st and 3rd instruments were tested for content validity by 5 experts. The Cornbach’s alpha coefficient reliability of the 2nd instrument was as of .82, and the Pearson correlation reliability of the 3rd instrument was as of .86. The Repeated Measures Analysis of Variance and Planned Comparisons were used in data analysis. The conclusions of this research were as follow: 1) Suicidal ideation of Alcohol use disorders who received motivational interviewing to enhance living program measured at the end of the intervention and at 2 weeks post intervention was significantly lower than that before at p .05; 2) Suicidal ideation of Alcohol use disorders who received motivational interviewing to enhance living program measured at the end of the intervention and at 2 weeks post intervention was significantly lower than those who received the regular nursing care at p .05.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101652 การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพหน่วยตรวจสวนหัวใจ 2017-10-19T11:44:24+07:00 วีระพล ละวันนา veerapol00@gmail.com กัญญดา ประจุศิลป veerapol00@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพหน่วยตรวจสวนหัวใจ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 19 คน ประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการทำหัตถการตรวจสวนหัวใจ พยาบาลหัวหน้าหน่วยตรวจสวนหัวใจ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการสวนหัวใจ และอาจารย์ผู้สอนหรือรับผิดชอบหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทพยาบาลวิชาชีพหน่วยตรวจสวนหัวใจ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามแต่ละข้อ ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบอีกครั้ง จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัยผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลวิชาชีพหน่วยตรวจสวนหัวใจ ประกอบด้วยบทบาท 4 บทบาท ดังนี้ 1) บทบาทด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 16 บทบาทย่อย 2) บทบาทด้านผู้ควบคุมดูแลเครื่องมือในการทำหัตถการ จำนวน 5 บทบาทย่อย3) บทบาทด้านผู้ให้ความรู้ และให้คำปรึกษา จำนวน 7 บทบาทย่อย และ 4) บทบาทด้านผู้พัฒนาและควบคุมคุณภาพบริการจำนวน 8 บทบาทย่อย</p><p>A study of professional nurse’s roles in the cardiac catheterization laboratory unit</p><p>The purpose of this descriptive research was to study of professional nurse’s roles in the cardiac catheterization laboratory unit by using Delphi technique. Participants were 19 experts including; cardiologist, head nurse of cardiac catheterization laboratory unit, professional nurse who expert in the cardiac catheterization laboratory unit, and instructor who teach or responsible in cardiovascular curriculum. The Delphi technique consisted of 3 steps. Step 1, all experts were asked to described about the professional nurse’s roles in the cardiac catheterization laboratory unit. Step 2, the data were analyzed by using content analysis to develop a rating scale questionnaire. All items in the questionnaire were ranked the level of professional nurse’s roles by a prior panel of experts. In step 3, the items were analyzed by using median and interquartile range to develop a new version of questionnaire. The new questionnaire was sent to previous experts for confirming. Ranking items were analyzed by using median and interquartile again to summarize the study. The results of the study were presented that the professional nurse’s roles in the cardiac catheterization laboratory unit consisted of 4 components as follow 1) The role of professional practice 16 items 2) The role of equipment management 5 items 3) The role of education and consultation 7 items, and 4) The role of nursingquality improvement 8 items</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101653 การวิเคราะห์องค์ประกอบของแบบประเมินพฤติกรรมที่มีความสุขในงานของพยาบาลวิชาชีพ 2017-10-19T11:44:25+07:00 น้ำทิพย์ กุณา areeday@yahoo.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี areeday@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของแบบประเมินพฤติกรรมที่มีความสุข ในงานของพยาบาลวิชาชีพกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 345 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสุขในงานของพยาบาลวิชาชีพโดยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ค่า CVI เท่ากับ .82 และวิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .90 หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีการสกัดองค์ประกอบหลัก หมุนแกนด้วยวิธีไดเร็คอ็อบลิมินผลการวิจัยสรุปได้ว่า พฤติกรรมความสุขในงานของพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 20 ข้อคำถาม มีค่าน้ำหนักปัจจัยระหว่าง .506-.892 และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 66.945 แบ่งเป็น 5 องค์ประกอบ 1) ความรักในงานเป็นองค์ประกอบสามารถอธิบายความแปรปรวนได้มากที่สุด คือร้อยละ 40.472 ประกอบด้วย 5 ข้อคำถาม 2) ความมุ่งมั่นในงาน อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 9.073 ประกอบด้วย 3 ข้อคำถาม 3) ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 6.885 ประกอบด้วย 3 ข้อคำถาม 4) ความพอใจในงาน อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 6.344 ประกอบด้วย 5 ข้อคำถาม และ 5) ความกระตือรือร้นในงาน อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 4.172 ประกอบด้วย 4 ข้อคำถาม ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิจัยต่อ โดยวิเคราะห์การยืนยันองค์ประกอบที่ได้เพื่อพัฒนาแบบประเมินให้สามารถใช้กับพยาบาลวิชาชีพในระดับอื่นได้</p><p>Factor analysis of A Happiness at work Scale for Registered Nurses</p><p>The purpose this research was to factor analysis of A Scale Happiness at work for Registered Nurses. Study samples were 345 Registered nurses. The research instrument was Happiness at Work Scale (HWS) examined for the content validity by a panel of expert. The content validity index of the HWS was .82. The reliability with alpha coefficient of this instrument was .90. After data collection, data were analyzed by using the factor analysis with principle component and direct oblimin rotation. Research findings: the work happiness for professional nurses was included 20 items with factor loading .506-.892 and accounted for 66.945 % of total variance, The WHS was consisted of 5 components as follows: 1) Love of the Work (5 items) accounting for 40.472 % of variance, 2) Concentration at work (3 items) accounting for 9.073 % of variance, 3) Inter-personal relationship (3 items) accounting for 6.885 % of variance, 4) Willingness to work (5 items) accounting for 6.344 % of variance, and 5) Work enthusiasm (4 items) accounting for 4.172 % of variance. The finding from this study can be employed for further research. By confirmatory factor analysis, developed and applied A Happiness at Work Scale to other level of Registered nurses.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101654 ปัจจัยทำนายการคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร 2017-10-19T11:44:27+07:00 นวลรัตน์ วรจิตติ nualrat.student@gmail.com กัญญดา ประจุศิลป nualrat.student@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายการคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชนกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 305 คน จากโรงพยาบาลเอกชนที่มีจำนวนเตียงตั้งแต่ 250 เตียงขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถามสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานพยาบาล และแบบสอบถามความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา .92 และค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์อีต้า สถิติไค-แสควร์ และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบโลจิสติค<strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong>1. อายุ ค่าตอบแทน จำนวนชั่วโมงการปฏิบัติงานต่อสัปดาห์ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของโรงพยาบาล ด้านหลักบริหารการพยาบาลที่เอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพ ด้านภาวะผู้นำและการสนับสนุนของหัวหน้าหอผู้ป่วย/หัวหน้าแผนก ด้านความเพียงพอของอัตรากำลังและทรัพยากรด้านสัมพันธภาพในฐานะเพื่อนร่วมงานระหว่างพยาบาลกับแพทย์ และด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะอยู่ในองค์การอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ตัวแปรที่สามารถทำนายการคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของโรงพยาบาลมีขนาดอิทธิพลเป็น 1.12 เท่า (Odds ratio = 1.117) และด้านความเพียงพอของอัตรากำลังและทรัพยากร มีขนาดอิทธิพลเป็น1.14 เท่า (Odds ratio = 1.137)</p><p>Predicting Factors Of Professional Nurses’ Retention In Private Hospitals, Bangkok Metropolis</p><p>The purpose of this research were to explore the factors that can predict the retention of professional nurse in private hospitals, Bangkok Metropolis. The sample consisted of 305 professional nurses from 3 private hospitals in Bangkok Metropolis. They were selected by simple random sampling technic. Research instruments were personal factors, nurse - practice environment, and intention to stay in organization questionnaires, content validity was .92, Cronbrach’ s alpha coefficient was .96. Data were analyzed by frequency, percentage, mean standard deviation, Eta Coefficeincy, Chi-square and logistic regression. The research finding were as follows: 1. There was significant relationship between age, income, working hours, the number of working years, nurse- participation in hospital affairs, nursing foundation for quality of care, nurse manager leadership and support of nurse, staffing and resource adequacy, collegial nurse-physicain relations, safety environment, and the retention of professional nurse in private hospitals, Bangkok Metropolis. 2. The factors that can predict the retention of professional nurse in private hospitals, Bangkok Metropolis were nurse - participation in hospital affairs (Odds ratio = 1.117) and staffing and resource adequacy (Odds ratio = 1.137) at p – value &lt; .05</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101656 ประสบการณ์การเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงาน ในห้องตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด 2017-10-19T11:44:28+07:00 จุฑาทิพย์ สัจจวิโส areeday@yahoo.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี areeday@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของ Heidegger คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง โดยผู้ให้ข้อมูลคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือดจำนวน 10 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการตีความของ van Manen ผลการศึกษาแบ่งเป็น 5 ประเด็นหลักดังนี้ 1. เหตุผลที่ทำงานเป็นพยาบาลห้องสวนหัวใจประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ต้องการวันหยุดที่แน่นอน ได้พักผ่อน ทำกิจกรรมกับครอบครัว และ 1.2) ชอบงานท้าทายความสามารถ มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 2. ปรับตัวกับงาน ด้วยการฝึกฝนและสนใจใฝ่ศึกษา ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่2.1) เรียนรู้การดูแลคนไข้ สนใจภาวะแทรกซ้อน 2.2) อุปกรณ์ต้องจำได้ แพทย์อาจเรียกใช้ไม่เหมือนกัน และ 2.3) ทำงานกับหัวใจต้องว่องไว รู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลง 3. อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในการทำงาน กับหัตถการห้องสวนหัวใจ ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อยได้แก่ 3.1) เข็มตำ มีดบาด อาจติดเชื้อจากคนไข้ และ 3.2) ทำงานไม่ใส่ใจ เครื่องมืออาจไปทำร้ายผู้ร่วมงาน 4. ทำงานกับรังสีมีผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจ ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) ปวดหลัง-คอ-ไหล่ จากการใส่เสื้อตะกั่ว 4.2) ดวงตามืดมัวมองไม่เห็นอาจเป็นต้อกระจก 4.3) เม็ดเลือดขาวตกเม็ดเลือดแดงต่ำต้องคอยตรวจซ้ำประจำทุกปี 4.4) มีติ่งเนื้อที่คอ อก หน้า และมีฝ้าขึ้นกระจายและ 4.5) ใจเริ่มกังวล กลัวตนจะเป็นโรคมะเร็ง 5. เครียดกับงาน สวัสดิการและคน จนไม่มีใจให้กับงาน ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 5.1) อัตรากำลังไม่พอเปลี่ยน ให้หมุนเวียนคนทำงาน 5.2) สวัสดิการมีน้อย คนเริ่มถอยเปลี่ยนงานใหม่และ 5.3) มาตรการความปลอดภัย ไม่ส่งเสริมให้ห่างไกลความเสี่ยง</p><p>Experiences Of Being Professional Nurses Working At Cardiac Catheterization Room</p><p>The purpose of this research was to describe experiences of being a nurse working in a Cardiac Catheterization Room (CCR). Hermeneutic phenomenology of Heidegger was applied as research methodology. Data were collected by using in-depth interviews of 10 professional nurses working at CCR. Van Manen’s method was used to analyze the data. The results of the research of beinga nurse working in CCR show 5 major themes as follows: 1) Reasons for being a nurse working in CCR including i.e. 1.1) working regular hours and having time for self and family; 1.2) challenging joband opportunity to gain new knowledge and skills. 2) Successful work adjustment including i.e. 2.1) acquire relevant knowledge and apply it to patient care; 2.2) remembering all medical equipment frequently used by each cardiologist; 2.3) being sensitive to notice any change of patients’ signs and symptoms.3) Work-related accidents in CCR including i.e. 3.1) exposing discharge or sharpen tools; 3.2) getting injuries from colleagues who perform duties in a careless fashion. 4) Occupational radiation exposure could impact physical and mental health which includes i.e. 4.1) having<br />neck, shoulder and back pain from lead apron wearing; 4.2) developing cataracts; 4.3) getting neutropenia and anemia; 4.4) developing face and chest tumor and melisma; 4.5) being depressed or fear of malignant tumors.5) Causes of work demotivation including i.e. 5.1) having insufficient number of staff; 5.2) having low wages and welfare; 5.3) lacking appropriate safety policy.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101657 ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับโรคลมชักของพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ ในประเทศไทย 2017-10-30T22:23:42+07:00 ตะวันรัตน์ สกุลรุ่งจรัส chuanruedee.kon@mahidol.ac.th ชื่นฤดี คงศักดิ์ตระกูล chuanruedee.kon@mahidol.ac.th อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ chuanruedee.kon@mahidol.ac.th ณัฐกมล ชาญสาธิตพร chuanruedee.kon@mahidol.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับโรคลมชักของพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างสุ่มจากพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิใน12 เขตสุขภาพ และเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคลมชัก และแบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับโรคลมชัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็กมีความรู้เกี่ยวกับโรคลมชักโดยรวมอยู่ในระดับน้อย และมีความรู้ทางด้านความรู้ทั่วไป ด้านการวินิจฉัยโรค ด้านการรักษาโรค และด้านการพยาบาลอยู่ในระดับน้อยทั้งหมด ทางด้านทัศนคติพบว่าพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็กมีทัศนคติเกี่ยวกับโรคลมชักทางด้านลบ และมีทัศนคติทางด้านพฤติกรรมและบุคลิกภาพ ด้านภาพลักษณ์ทางสังคม ด้านชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ์ และด้านการทำงาน/กิจกรรมทางด้านลบทั้งหมด จึงควรมีการเพิ่มพูนความรู้และส่งเสริมทัศนคติทางด้านบวกเกี่ยวกับโรคลมชักให้กับพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น</p><p>Knowledge and Attitude towards Epilepsy among Pediatric Nurses in Secondary and Tertiary Hospitals in</p><p>The research aimed to study knowledge and attitude towards epilepsy among pediatric nurses in secondary and tertiary hospitals, Thailand. Random sampling was used to select participants drawn from pediatric nurses who worked in secondary and tertiary hospitals in 12 health areas and Bangkok, Thailand. The instruments used to collect data included, the personal information form, the knowledge towards epilepsy questionnaire and the attitude towards epilepsy questionnaire. Data were analyzed using descriptive statistics. The findings of this study revealed that pediatric nurses had a low level of knowledge towards epilepsy including basic knowledge, diagnosis, treatment and nursing. In addition, they had a negative attitude towards epilepsy this could be seen in their behavior and personality, public image, family life and relationship, and activity. The results of the study suggested that knowledge and a positive attitude towards epilepsy in pediatric nurses should be promoted to improve pediatric epilepsy care.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101659 การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์สำหรับพยาบาล 2017-10-19T11:44:31+07:00 ณัฐฐา หอมนาน nuttha.hom@gmail.com วาสินี วิเศษฤทธิ์ nuttha.hom@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์สำหรับพยาบาลโดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ร่วมวิจัยคือพยาบาลจำนวน 24 คนใช้วิธีการคัดเลือกแบบกำหนดคุณสมบัติเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่มและการสังเกต การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ 1) ระยะวิเคราะห์สถานการณ์รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล 2) ระยะร่วมกันพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิก 3) ระยะประเมินผลรวมระยะเวลาที่ศึกษา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการวิจัยพบว่าระยะที่ 1 มีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารด้านนโยบายไม่ทั่วถึงพยาบาลทุกระดับ, การเตรียมความพร้อมเป็นพยาบาลผู้นิเทศทางคลินิกไม่เพียงพอและขาดแนวทางการปฏิบัติและคู่มือการนิเทศที่พยาบาลมีส่วนร่วมพัฒนาขึ้น ระยะที่ 2 ร่วมกันพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกมีการวางแผน, ปรับทัศนคติ ทำความเข้าใจและสร้างข้อตกลงร่วมกัน, แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์, ร่วมกันสร้างคู่มือการนิเทศและนำไปทดลองใช้ ระยะที่ 3 ประเมินผลความพึงพอใจและทัศนคติของพยาบาลความเหมาะสมของเนื้อหาคู่มือแนวทางการปฏิบัติ ความยั่งยืนและสม่ำเสมอของการนิเทศทางคลินิก จากการนำรูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้พบว่าพยาบาลมีความพึงพอใจและมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อการนิเทศทางคลินิก</p><p>The Development Of Preventive Emergency Obstetric Clinical Supervision Model For Nurses</p><p>The qualitative research design aimed at developing a clinical supervision model to prevent obstetrical emergencies for nurses by employing participatory action research. The total subjects were 24 nurses selecting by criterion sampling. Data were collected by conducting in-depth interviews, group discussions, and observations. The study was divided into the following 3 stages: 1) situational analysis of nursing supervision models; 2) development of the clinical supervision model together and 3) performance assessment. The study was conducted over a period of 4 months and the data analysis method applied was content analysis. According to the research findings, In the first stage, the limitation were dissemination and communications concerning clinical supervision policy fail to cover nurses at every level, preparations for becoming nurse supervisors remain inadequate and participation of nurses in the development of supervision models is insufficient. The second stage, planning the development of the supervision model, adjustment of attitudes, understanding and creation of mutual agreements, exchanges of lessons learned from expert with experiences and creation of a practice guideline on clinical supervision and trial implementation. The third stage, assess of the satisfaction and attitudes of nurses, the sustainability of the content in the handbook on practice guideline, the sustainability and regularity of clinical supervision. Based on the trial implementation of the model developed, nurses were found to have satisfaction and good attitudes about clinical supervision.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101660 การปฏิบัติงานของพยาบาลผู้ประสานงานทางคลินิก ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง 2017-10-19T11:44:32+07:00 ศิริพร ศรีสุข areeday@yahoo.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี areeday@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การพยาบาลผู้ประสานงานทางคลินิก ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของ Martin Heidegger ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลผู้ประสานงานทางคลินิก จำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคำต่อคำ ร่วมกับการสังเกต การจดบันทึกภาคสนาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลไปพร้อมกับการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประสานงานทางคลินิก แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) เรียนรู้งานเป็นผู้ประสานงานทางคลินิก ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) เรียนการพยาบาลเฉพาะทาง 1.2) ฝึกทักษะการสื่อสารและ 1.3) เรียนรู้งานจากผู้มีประสบการณ์ 2) พัฒนามาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วย 6 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) เป็นผู้นำ การดูแล 2.2) ส่งแผนการดูแลให้ผู้ปฏิบัติ 2.3) ตรวจสอบการดำเนินการตามแผนงานที่กำหนด 2.4) ติดตามอาการหลังจำหน่ายกลับบ้าน 2.5) ประเมินผลลัพธ์การดูแลรักษา และ 2.6) พัฒนาต่อยอดเป็น R2R หรืองานวิจัย</p><p>Working As A Clinical Nurse Coordinator In A Private Hospital</p><p>The purpose of this study was to describe experiences of clinical nurse coordinators. The Heidegger’s hermeneutic phenomenology was applied as a research methodology. Ten clinical nurse coordinators willingly participated in the study. In-depth interviews with tape-record and field notes were used for data collection and analyzed by using content analysis of van Manen’s method. The findings of this study are consisted of 2 major themes and sub-themes as follows: 1) Learning specialized clinical diseases, including 1.1) Specialized nursing education; 1.2) Communication training; and 1.3) Learning from experienced practitioners; 2) Developing of patient care standards including 2.1) Being the care leader. 2.2) Bringing the care plan to the practitioner. 2.3) Monitoring the implementation of the planned work. 2.4) Following up the symptoms after discharge home. 2.5) Evaluating the results of care and 2.6) Conducting the R2R or research</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101673 ความเครียดของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต 2017-10-19T11:44:33+07:00 กฤดิญาดา เกื้อวงศ์ pollypicu@gmail.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี pollypicu@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายความเครียดของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์การดูแลต่อเนื่องในหอผู้ป่วยวิกฤตน้อยกว่า 3 ปี จำนวน 14 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกร่วมกับการบันทึกเทป การสังเกตและการจดบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลมาถอดเทปแบบคำต่อคำ และวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาความเครียดของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต มี 4 ประเด็น คือ 1) รู้สึกกดดันกับการทำงานของตนเอง 2) รู้สึกเครียดกับงานที่ได้รับมอบหมาย 3) ไม่มั่นใจว่าจะสื่อสารอย่างไรให้ทุกคนเข้าใจ และ 4) ร้องไห้เสียใจ คิดว่าผู้ป่วยจากไปเพราะตนเองดูแลไม่ดีจากการศึกษาครั้งนี้จะเห็นได้ว่า พยาบาลจบใหม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้เกิดความเครียด และยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต เนื่องจากพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตต้องมีความรู้และทักษะในการวิเคราะห์และตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันเหตุการณ์ ดังนั้นผู้บริหารการพยาบาลควรเตรียมความพร้อมสำหรับพยาบาลจบใหม่ให้ทราบถึงสภาพปัญหาและสถานการณ์จริงของชีวิตการทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤตและในระยะแรกควรปฏิบัติงานภายใต้การดูแลของพยาบาลพี่เลี้ยง</p><p>Stress of Newly Graduated Nurses Working at an Intensive Care Unit</p><p>The purpose of this study was to describe stress of newly graduated nurses working at an Intensive Care Unit by using qualitative research based on Hermeneutic phenomenology. Purposive sampling was used to select 14 nurse entrepreneurs as informants who have been being the newly graduated nurses and worked in ICU less than 3 years were included and data were collected by using in-depth interviews with tape-recordings, observation, and field notes. Data were transcribed verbatim and analyzed by using content analysis van Manen’s method. The results display that there were 4 characteristics stress of newly graduated nurses working at Intensive Care Units : 1) Feeling pressure with their jobs 2) Feeling stress with their job assignment 3) Low confident to effectively communicate with tem and 4) Crying and guilty of patient’s death by thinking about<br />careless . The study findings showed that the newly graduated nurses face with variant event causing stress and not ready to work at in ICU setting. Because nurses caring patient in ICU must have medical knowledge and skills in analyzing decision making to help their patients, accurately, rapidly, and timely, so nurse administrators should provide preparing the newly graduated nurses to know the condition of the problem, and the actual situation of working life in the ICU, in addition, the initial period of their work in the ICU should be under supervision of their mentors.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101676 ศึกษาความเหนื่อยล้าและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า จากการปฏิบัติงาน ของพยาบาลโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2017-10-19T11:44:34+07:00 อมรรัตน์ จันโยธา meuty_t@hotmail.com สุทธินันท์ ฉันท์ธนกุล meuty_t@hotmail.com เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์ meuty_t@hotmail.com สุคนธา ศิริ meuty_t@hotmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหนื่อยล้าและปัจจัยที่มีผลต่อความเหนื่อยล้าของพยาบาลโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ซึ่งมีจำนวนตัวอย่าง 216 คน ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลวิจัย และมีการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม (อุณหภูมิ แสง และเสียง) เพื่อประเมินปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นผลการศึกษาพบว่า พยาบาลส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษามีอายุเฉลี่ย 28.89 ± 6.25 ปี และระดับความเหนื่อยล้าส่วนใหญ่คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับเหนื่อยล้าเล็กน้อย 34.65 ± 22.65 ซึ่งอาการความเหนื่อยล้าส่วนใหญ่ที่พบมากที่สุดคือ รู้สึกอ่อนเพลีย49% รองลงมาคือ ต้องการหลับพักผ่อน 32% และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเหนื่อยล้า คือ การได้รับอบรมหลักสูตรเฉพาะทาง (p-values = 0.014) ภาวะเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติงาน (p-values = 0.045) การเดินมาปฏิบัติงาน (p-values = 0.009) และ มีปัญหากับผู้ป่วยและญาติ (p-values = 0.023) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะของการศึกษานี้เมื่อพยาบาลมีภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น มีภาวะเจ็บป่วยเกิดขึ้นขณะปฏิบัติงานมาปฏิบัติงานโดยการเดิน และมีปัญหากับผู้ป่วยและญาติ จะส่งผลให้พยาบาลมีความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้ พยาบาลควรได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งต่อตนเอง ครอบครัวและผู้มารับการบริการ</p><p>Fatigue And Factors Related To Fatigue Among Registered Nurses In A Tertiary Hospital</p><p>This cross-sectional study aimed to study fatigue and factors related to fatigue among 216 registered nurses (female nurses) who working in a tertiary hospital. The fatigue were interviewed using questionnaires for the basic data for measuring fatigue include sound level meter, lux meter and thermometer for measuring environment factors The results found that average age of this group was 28.89 ± 6.26 years and the mean of fatigue was 34.65 ± 22.65. The most symptoms of fatigue were weary, sleepy and drowsy respectively. The association analysis showed that 4 variables were significantly related to fatigue; special course training (p-value = 0.014), illness in shift work (p-value = 0.045), transportations use to work by walk (p-value = 0.009) and conflict with patient and relatives (p-value = 0.023). In summary, it was found that training special course program, illness in shift work, conflict with patient and relatives and transportation use to work by walk were related to fatigue, this study suggested to the workers who has these factor should be rest before working.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101677 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมในการทำงานภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้าหอผู้ป่วย กับสมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร 2017-10-19T11:44:35+07:00 ภารวี อยู่วัฒนา giffyparawee@hotmail.com กัญญดา ประจุศิลป giffyparawee@hotmail.com <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมในการทำงาน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้าหอผู้ป่วย กับสมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลประจำการ จำนวน 309 คน จากโรงพยาบาลเอกชน 4 แห่ง ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลแบบสอบถามสิ่งแวดล้อมในการทำงาน แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้าหอผู้ป่วย และแบบสอบถามสมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญทางการบริหารการพยาบาล และหาค่าความเที่ยงโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ 0.95, 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า1. สมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับดี ( = 3.84, SD = 0.47) 2. ปัจจัยส่วนบุคคลด้านความสามารถทางด้านภาษา สิ่งแวดล้อมในการทำงาน และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้าหอผู้ป่วย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชนกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .146, r = .488 และ .489 ตามลำดับ) ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ไม่มีความสัมพันธ์กับสมรรถนะการ พยาบาลข้ามวัฒนธรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร</p><p>Relationships Between Personal Factors, Workplace Environments, Transformational Leadership Of Head Nurses, And Transcultural Nursing Competencies Of Professional Nurses, Private Hospitals, Bangkok Metropolis</p><p>The purposes of this research were to study the transcultural nursing competencies of professional nurses, and to examine the relationships between personal factors, workplace environments, transformational leadership of head nurses, and transcultural nursing competencies of professional nurses in private hospitals, Bangkok Metropolis. The samples were 309 professional nurses, randomly selected by simple random sampling technique. The research instruments were personal factors, workplace environments, transformational leadership of head nurses, and transcultural nursing competencies as perceived by professional nurses questionnaires. Content validity was established by a panel of experts. The Cronbach’s alpha reliability coefficients were 0.95, 0.98 and 0.97 respectively. The data were analyzed by using frequency, percentage, mean, standard deviation, Point biserial correlation coefficient and Pearson’s product moment correlation coefficient. The major findings were as follows: 1. Transcultural nursing competencies as perceived by professional nurses in private hospitals, Bangkok Metropolis were at the good level ( = 3.84, SD = 0.47)<br />2. There were positively significant relationships between language proficiency, workplace environments, transformational leadership of head nurses and transcultural nursing competencies as perceived by professional nurses, private hospitals, Bangkok Metropolis at .05 level (r= .146, r = .488 and r = .489 respectively). Personal factors consisting of educational level, work experience, and experience with patients from different cultures were not significantly related to transcultural nursing competencies as perceived by professional nurses, private hospitals, Bangkok Metropolis.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101678 ประสบการณ์ผู้ดูแลหลักมุสลิมในการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองการศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา 2017-10-19T11:44:37+07:00 มีด๊ะ เหมมาน newvirus2@gmail.com กิตติกร นิลมานัต newvirus2@gmail.com เยาวรัตน์ เยาวรัตน์ มัชฌิม newvirus2@gmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเฮอร์มินิวติกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักมุสลิมในการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง กลุ่มตัวอย่างเป็นเป็นผู้ดูแลหลักมุสลิมที่รับรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคองและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างน้อย 1 เดือน จำนวน 9 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคลและสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลักการของแวน มาเนนผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลหลักมุสลิมสะท้อนความหมายของการดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาแบบประคับประคอง ในหมวดของโลก 4 ใบ (four life-worlds) คือโลกของตนเอง (corporeality or lived body) ประกอบด้วย5 กลุ่มความหมาย คือ 1) เหนื่อยล้า 2) ภูมิใจที่ได้ดูแล 3) ทำตัวให้เข้มแข็งและพร้อมให้การช่วยเหลือ 4) ทำดีที่สุดแล้ว และ5) ศรัทธาองค์อัลเลาะห์ โลกของความสัมพันธ์ (relationalityor lived relation) ประกอบด้วย 4 กลุ่มความหมาย คือ 1) ดูแลบนพื้นฐานของความรักความผูกพัน 2) การตอบแทนบุญคุณ 3) ด้วยรักและผูกพัน และ 4) สะพานเชื่อมระหว่างพระเจ้ากับผู้ป่วยโลกของสถานที่ (spatiality or lived space) ประกอบด้วย 3 กลุ่มความหมาย คือ 1) บ้านมีความหมายและความสำคัญ 2) พระเจ้าอยู่ในใจทุกที่ และ 3) พระเจ้ากำหนดสถานที่ตาย และโลกของเวลา (temporality or lived time) ประกอบด้วย 2 กลุ่มความหมาย คือ 1) เวลามีค่าและมีความหมาย และ 2) เวลาของชีวิตลิขิตโดยองค์อัลเลาะห์ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยครั้งนี้คือพยาบาลควรให้การพยาบาลด้วยความเข้าใจในหลักปฏิบัติและหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้ป่วยและผู้ดูแล</p><p>The experiences of Muslim Primary Caregivers Caring for Patients with End-Stage Renal DiseaseReceiving Palliative Care : A Phenomenological study</p><p>This hermaneutic phenomenological qualitative research aimed to describe Muslim caregivers experience in caring for patients with end-stage renal disease receiving palliative care. Informants were nine primary caregivers who were aware of the terminal diagnosis and provided care for patients for at least one month. Data were collected using individual in-depth interviews and non-participant observation. The interview transcriptions were analyzed using the four life-worlds of van Manen’s approach. The findings of the study were reflected within four life-worlds. Lived body included the thematic categories of 1) being tired, 2) feeling proud to care, 3) making oneself strong and ready to care, 4) doing one’s best, and 5) having firm faith in Allah. Lived relations consisted of 1) taking care on the basis of love and bond, 2) repaying gratitude, 3) those surrounding the patients are important, and 4) being a bridge between God and the patient. Lived space included 1) the home is a meaningful and important place, 2) God is always in mind everywhere, and 3) God determined a place of death. Lived time comprised 1) time is precious and meaningful, and 2) life time is determined by Allah. The results of the study can be used as basic information for health care providers to develop a culturally sensitive practice guideline for caregivers to care for patients with end-stage renal disease receiving palliative care.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101679 การศึกษาความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล 2017-10-19T11:44:38+07:00 อภิฤดี พาผล Apiruedee@eau.ac.th ชนิดา รำขวัญ Apiruedee@eau.ac.th วิจิตรา ปิ่นน้อย Apiruedee@eau.ac.th <p>ปัญหาการหกล้มพบได้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้มหลายอย่างเช่น ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง การทรงตัวและการเดิน การศึกษาเชิงบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่จำหน่ายจากโรงพยาบาล เก็บข้อมูลที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสระบุรี ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จำนวน 114 ราย ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม Morse Fall Scale ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 27.2 มีความเสี่ยงต่อการหกล้มในระดับสูง ร้อยละ 31.6 มีความเสี่ยงต่อการหกล้มในระดับต่ำ และร้อยละ 41.2 ไม่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของการหกล้มของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโรคหลอดเลือดสมองหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล</p><p>A Study of Fall Risk in Stroke Patients after Hospital Discharge</p><p>Falls are common events among stroke patients after hospital discharge. Many risk factor for falls have been identified for stroke patients, such as muscle weakness, balance and deficits. This descriptive research aimed to assess the fall risk in stroke patients after hospital discharge. The samples were 114 patients who: followed up at the out- patient departments, Saraburi Hospital. Data were collected between May 2016 and March, 2017. Purposive sampling was employed. The study instruments consisted of: 1) demographic data 2) Morse Fall Scale The findings showed that the majority of the stroke patients had high risk of falling (27.2%) and low risk of falling no risk of falling (31.6%), no risk of falling (41.2%). The results of this study can be used to provide care for protecting and reducing the risk of falls in stroke patients who were discharged from hospital.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101680 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก 2017-10-19T11:44:39+07:00 นุจรินทร์ โพธารส poothamail@gmail.com จินตนา วัชรสินธุ์ poothamail@gmail.com สุภาภรณ์ สุภาภรณ์ ด้วงแพง poothamail@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยการทำหน้าที่ของครอบครัวและปัจจัยความฉลาดทางสุขภาพต่อสมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะแรก กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะแรกที่มีค่าอัตราการกรองของไตระหว่าง 31 ถึง 90 ml/min/1.73 m2 จำนวน 275 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตอบเอง ได้แก่แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบวัดสมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก แบบวัดความฉลาดทางสุขภาพและแบบวัดการทำหน้าที่ของครอบครัว แต่ละแบบวัดมีค่าความเชื่อมั่นครอนบาคเท่ากับ .95, .80, and .83 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าการทำหน้าที่ของครอบครัวและความฉลาดทางสุขภาพ มีอิทธิพลทางบวกต่อสมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรก ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 54 โดยการทำหน้าที่ของครอบครัวและความฉลาดทางสุขภาพ มีอิทธิพลโดยตรงทางบวกต่อสมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p><p>Factors Influencing Self-Efficacy of Patients with Early Stages of Chronic Kidney Disease</p><p>The purpose of this study was to examine the effect of family functioning and health literacy on CKD self-efficacy among patients with early stages of CKD. The research samples were 275 patients who had an estimated glomerular filtration rate (eGFR) between 31 and 90 ml/min/1.73 m2. A cluster random sampling technique was used to obtain the participants. For research materials, four self-administered questionnaires including demographic data form, CKD Self-Efficacy Health Literacy Scale-14, and Chulalongkorn Family Inventory were used to collect the data. Their Cronbach’s alpha reliabilities were .95, .80, and .83, respectively. The data were analyzed by using descriptive statistics and multiple regression at statistical significance level, p &lt; .05. The result showed that family functioning and health literacy had direct positive effects on self-efficacy. Moreover, family functioning and health literacy explained 54% of total variance in self-efficacy among patients with early stage of chronic kidney disease.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101682 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อปริมาณน้ำนมแม่ที่พอเพียงและพฤติกรรมการปฏิบัติของมารดาเพื่อการคงอยู่ของนมแม่สำหรับทารกหลังได้รับการผ่าตัดช่องท้อง 2017-10-19T11:44:40+07:00 นพรัตน์ ละครเขต time2me@hotmail.com วีณา จีระแพทย์ time2me@hotmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของปริมาณน้ำนมแม่ที่พอเพียงและพฤติกรรมการปฏิบัติของมารดาเพื่อการคงอยู่ของนมแม่สำหรับทารกหลังได้รับการผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มตัวอย่างคือมารดาหลังคลอดที่มีทารกได้รับการรักษาทางศัลยกรรมด้วยวิธีการผ่าตัดช่องท้อง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ ความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และปัญหาสุขภาพของทารก กลุ่มละ 22 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เครื่องมือวิจัยได้แก่แผนการสอนโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติเพื่อการคงอยู่ของนมแม่และแบบบันทึกปริมาณน้ำนมแม่ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงของแบบประเมินสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติเพื่อการคงอยู่ ของนมแม่ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .85 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าซี สถิติทดสอบค่าที่ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการปฏิบัติเพื่อการคงอยู่ของนมแม่ของมารดาที่มีทารกได้รับการผ่าตัดช่องท้องกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงกว่า กลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. จำนวนมารดาที่มีปริมาณน้ำนมแม่พอเพียงสำหรับทารกหลังได้รับการผ่าตัดช่องท้อง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีจำนวนมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>The Effects of Promoting Breast Feeding Self-Efficacy Program on Sufficient of Breast Milk Supply And Maintenance of Lactation Behavior in Mothers of Newborn after Explore Laparotomy</p><p>This quasi - experimental research study was aimed to examine the effects of promoting breastfeeding self - efficacy program on the sufficiency of milk supply and the maintenance of lactation behavior in mothers of newborn after explored laparotomy. Subjects were postpartum mothers who had explored laparotomy babies. Subjects were assigned to the control and the experimental groups by matching mothers’ breastfeeding commitment and health problems of newborns. They were 22 subjects in each group. The control group received the routine nursing care, while the experimental group received the promoting breastfeeding self – efficacy program. Research instruments included the promoting breastfeeding self - efficacy program, personal questionnaire of mothers and newborns, breastfeeding self - efficacy questionnaire, maintenance of lactation<br />behavior questionnaire and breast milk volume record form. All instruments were tested for content validities. The questionnaire reliability of the breastfeeding self - efficacy and maintenance of lactation behavior were .85 and .80, respectively. Data were analyzed by descriptive statistics, Z- score, and independent t - test. Research findings were as follows: 1.The mean score of maintenance of lactation behavior in mothers who received self-efficacy program was higher than those who received routine nursing care at a significance level of .05. 2. The number of mothers who had sufficient milk supply in the group received self-efficacy program was higher than those who received routine nursing care at a significance level of .05.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101683 การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ 2017-10-19T11:44:41+07:00 นฤมล ศิริรัตนพงศ์ธร 29nutik@gmail.com ณัฐพ มานะ 29nutik@gmail.com พัสนันทร์พร ครุฑเมือง 29nutik@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ และเปรียบเทียบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ประจำหอผู้ป่วยอายุรกรรม (สามัญ พิเศษ วิกฤต) ศัลยกรรม (สามัญ พิเศษ วิกฤต) สูตินารีเวช กุมารเวชกรรม (สามัญ วิกฤต) หน่วยงานไตเทียม และห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 245 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน One-way ANOVA และ LSD (Least Significant Difference)ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติงานตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองด้านร่างกาย อยู่ในระดับบ่อยครั้ง ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยให้ได้รับสารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ รองลงมาคือ สังเกตและประเมินอาการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ส่วนด้านจิตใจ อยู่ในระดับบ่อยครั้ง ได้แก่ การปฏิบัติงานด้วยการเอาใจใส่ผู้ป่วยโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจ รองลงมาคือ การพูดจาสุภาพอ่อนโยนเคารพในความเป็นบุคคล และการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรด้วยการยิ้มและพูดจาอย่างเป็นกันเอง สำหรับการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ พบว่าพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยต่างกัน มีการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามการรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>Perception of Nurses about Palliative Care and End of Life in Naresuan University Hospital, Phitsanulok</p><p>The objectives of research were to study the level of the practice and to compare the perception of nurses about palliative care and end of life. The samples were 245 nurses in end of life care at wards: general medical, private medical, general surgical, private surgical, obstetrics and gynecology, pediatric, critical medical, critical surgical, hemodialysis department, and emergency room in Naresuan University hospital. The instrument used was questionnaire. The data were statistically analyzed by using percentage, average, standard deviation, One-way ANOVA, and LSD (Least Significant Difference). The results showed that the practice on the perception of nurses about palliative care on physical which were at frequent level were patient care for adequate fluid and nutrition and observe and evaluate the physical changes; moreover, on mental which were at frequent level were look after patient, speak politely, and friendly manner with smile and speak. The comparison of perception of nurses about palliative care and end of life found that ward was statistically significant differences at the .05 level.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101688 การดูแลผู้ป่วยของพยาบาลผู้ปฎิบัติการให้ยาเคมีบำบัดการวิจัยเชิงคุณภาพ 2017-10-19T11:44:42+07:00 บุณยดา วงค์พิมล areeday@yahoo.com อารีย์วรรณ อ่วมตานี areeday@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยของพยาบาลผู้ปฎิบัติการให้ยาเคมีบำบัด โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฎการณ์วิทยา ตามแนวคิดปรากฎการณ์วิทยาของ Heidegger โดยผู้ให้ข้อมูล คือพยาบาลผู้ปฎิบัติการให้ยาเคมีบำบัด จำนวน 11 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง ตามคุณสมบัติดังนี้ 1) เป็นพยาบาลผู้ปฎิบัติงานในหอผู้ป่วยเคมีบำบัด ตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป และ 2) ผ่านการอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด 10 วัน และผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะทางสาขาการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง 4 เดือน เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ร่วมกับการบันทึกเทป การสังเกต และการจดบันทึกในระหว่างการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาการดูแลผู้ป่วยของพยาบาลผู้ปฎิบัติการให้ยาเคมีบำบัดมี 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1)การดูแลที่ดี ต้องให้ยาเคมีอย่างปลอดภัย ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนให้ยาเคมีบำบัด 1.2) เฝ้าระวังอย่างเคร่งครัดพร้อมช่วยจัดการกับปัญหา 1.3) หากตัวยาฟุ้งกระจาย ต้องรีบไปแก้ไขดำเนินการ และ 1.4) ข้อมูลก่อนกลับบ้าน ต้องให้ซ้ำเน้นย้ำให้ทำได้ และ 2) การพยาบาลแบบองค์รวมต้องใช้ ดูแลไปพร้อมๆกัน ประกอบด้วย 2.1) ช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบาย2.2) เป็นกำลังใจ ยามท้อแท้และหมดหวัง และ 2.3) สิ่งใดยังค้างคาใจ พยาบาลช่วยให้สำเร็จได้ด้วยดีจากการศึกษาครั้งนี้ทำจะเห็นได้ว่า การเป็นพยาบาลผู้ปฎิบัติการให้ยาเคมีบำบัดต้องมีความรู้ความสามารถในด้านการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดและด้านการจัดการกับผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากยาเคมีบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>Caring For Patients Of Chemotherapy Nures : A Qualitative Study</p><p>The purpose of this study was to describe experiences of being a nurse who administer chemotherapy. Heidegger’s hermeneutic phenomenology was applied as a research methodology. Purposive sampling was used to select 11 nurses who administer chemotherapy as informants. They have been working at chemotherapy ward over 3 years. They also have trained in nursing care for chemotherapy patient program (10 days program) and program of nursing specialty in oncology nursing (4 months course). Data were ethically collected by using in-depth interview, observation and artifacts. Contents were analyzed by using content analysis of van Manen’s method. The findings regarding to this study were consisted of 2 major themes as follows 1) Providing safe administration of chemotherapy including 1.1) informing and instructing patients before chemotherapy administration, 1.2) monitoring chemotherapy reaction closly, 1.3) cleaning-up and containment of chemotherapy spills, and 1.4) informing how to take good care after chemotherapy; and 2) Applying holistic care for chemotherapy patients including 2.1) helping with comfort care, 2.2) providing psychological support, and 2.3) fulfilling the last wish. The research findings showed that nurses who administer chemotherapy required both knowledge and skill for caring the patient who get chemotherapy drug and dealing with side effect and complication of chemotherapy drug effectively.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101691 พฤติกรรมการเป็นสมาชิกขององค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน 2017-10-19T11:44:44+07:00 กฤษณา สุเทพากุล krissysuza@gmail.com กัญญดา ประจุศิลป krissysuza@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเป็นสมาชิกขององค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชนโดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารฝ่ายการพยาบาลระดับสูง ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นและระดับกลางผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มองค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ อาจารย์พยาบาล และพยาบาลระดับปฏิบัติการวิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสัมภาษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกขององค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามแต่ละข้อ ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบอีกครั้ง จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเป็นสมาชิกขององค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ประกอบด้วยพฤติกรรมการเป็นสมาชิกขององค์การ 6 ด้าน ดังนี้ 1) พฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือ9 ข้อ 2) พฤติกรรมการคำนึงถึงผู้อื่น 11 ข้อ 3) พฤติกรรมความอดทนอดกลั้น 7 ข้อ 4) พฤติกรรมการให้ความร่วมมือ 5 ข้อ5) พฤติกรรมการมีสำนึกในหน้าที่ 9 ข้อ 6) พฤติกรรมการพัฒนาตนเอง 5 ข้อ</p><p>Organizational Citizenship Behavior of Professional Nurse, Private Hospital</p><p>The purpose of the research was to study the organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital. The Delphi technique was applied. Participants were 20 experts consisting nursing director, nursing manager, human resources manager, nursing professional organization, nursing education professional and professional nurse. The Delphi technique consisted of 3 steps. Step 1, all experts were asked to described organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital. Step 2, the data were analyzed by using analysis to develop a rating scale questionnaire. All items in the questionnaire were ranked the level of organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital by a prior panel of experts. In step 3, the items were analyzed by using median and citizenship behavior of professional nurse in private hospital. Step 2, the data were analyzed by using analysis to develop a rating scale questionnaire. All items in the questionnaire were ranked the level of organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital by a prior panel of experts. In step 3, the items were analyzed by using median and interquartile range to develop a new version of questionnaire. The new questionnaire was sent to previous experts for confirming. Ranking items were analyzed by using median and interquartile again to summarize organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital. The organizational citizenship behavior of professional nurse in private hospital were classified into 6 aspects as follow 1) Altruism 9 items 2) Courtesy 11 items 3) Sportsmanship 7 items 4) Civic virtue 5 items 5) Conscientiousness 5 items 6) Self-development 5 items</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101694 ผลการพัฒนาสมรรถนะผู้ตรวจการพยาบาลนอกเวลาราชการ ด้านการนิเทศกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลสิงห์บุรี 2017-10-19T11:44:45+07:00 สังวาลย์ สกะมณี sangval@hotmail.com สัญญา โพธิ์งาม sangval@hotmail.com พิชา คนกาญจน์ sangval@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้ตรวจการพยาบาลนอกเวลาราชการด้านการนิเทศ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลสิงห์บุรี ภายใต้แนวคิดด้วยวิธีการเชิงระบบ ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา โอกาส การนิเทศทางการพยาบาล ขั้นตอนที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลด้วยการให้ผู้ตรวจการพยาบาลมีส่วนร่วมและเครื่องมือการวิจัย ขั้นตอนที่ 3 นำรูปแบบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ภายหลังทดลองใช้วัดความรู้ ทัศนคติของผู้ตรวจการพยาบาล สอบถามความพึงพอใจของผู้ตรวจการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานนอกเวลาราชการผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และทัศนคติของผู้ตรวจการพยาบาลนอกเวลาราชการหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ตรวจการพยาบาล และของพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการพยาบาลหลังการใช้รูปแบบ พบว่าอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด รูปแบบที่สร้างขึ้นมีขั้นตอนดำเนินการนิเทศ3 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมการ ผู้นิเทศศึกษาความรู้เรื่องการนิเทศและวางแผนการนิเทศโดยดัดแปลงจากรูปแบบของเคลียร์(CLEAR) 2) การดำเนินการ ผู้นิเทศ รับเวรและ ส่งเวร เยี่ยมตรวจทางการพยาบาล เยี่ยมตรวจทั่วไป เยี่ยมตรวจอุบัติการณ์และค้นหาความเสี่ยง 3) การควบคุม ผู้นิเทศรายงานการนิเทศ ติดตามและประเมินผลการนิเทศ ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศพบว่า รูปแบบการนิเทศที่สร้างขึ้นสามารถนำไปทำการนิเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพข้อเสนอแนะคือ ควรดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศ ฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาสมรรถนะและรองรับระบบการนิเทศทางการพยาบาลนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลสิงห์บุรีต่อไป</p><p>The Effect Of Nursing Supervisory Competency Development For Unofficial-Time Nursing Supervisor, Department Of Nursing, Singburi Hospital</p><p>The purposes of this study were to development of nursing supervisory competency for unofficial-time nursing supervisor, department of nursing, Singburi hospital. Concept of systematic was approached. There are three stages of this research; First stage is studying situation analysis of problems and opportunity in Nursing Supervisory. Second stage is developing and constructing nursing supervisory model and a research instruments before was tried in third stage. The result was found (1) Pre and post-test of nurse supervisors were significantly different at the<br />level of .05. (2) The mean of nurse supervisors and practice nurses of satisfaction was found to be high and highest. The development of nursing supervisory Model consists of 3 stages 1) Plan (nurses supervisors knowledge in supervision and planning adapted from CLEAR’s model), 2) Organize (nursing round, administration, incidence and risk management 3) Control, evaluation and report. The result of the development of nursing supervisory model were perfect process and smart manual for supervisory implementation. Suggestion Develop information technology and data for supporting of competency and unofficial - time nursing supervisor system of Singburi hospital.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101696 ผลของการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting ต่อคุณภาพการพยาบาลตามการรับรู้ของผู้ป่วย และความพึงพอใจ ในการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพ 2017-10-19T11:44:46+07:00 พจนีย์ ธีระกุล potchaneeteerakul@gmail.com กัญญดา ประจุศิลป potchaneeteerakul@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการพยาบาลก่อนและหลังการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting และศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ต่อการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting ของหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลอานันทมหิดล กลุ่มประชากรได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงจำนวน 8 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ป่วยหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มก่อนทดลองจำนวน 20 คน และกลุ่มหลังทดลองจำนวน 20 คนโดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามคุณภาพการพยาบาลตามการรับรู้ของผู้ป่วย และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting โดยผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94 และ.96 และตรวจสอบค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ .93 และ.94 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที่ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการพยาบาลตามการรับรู้ของผู้ป่วย หลังการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting ดีกว่าก่อนการใช้แบบบันทึก (p-value = .05) 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลอานันทมหิดล ต่อการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลแบบ Focus charting อยู่ในระดับมาก ( = 3.89, SD = .690)</p><p>Effects Of The Focus Charting Nursing Documentation On Quality Of Nursing Perceived By Patients, And Professional Nurses’ Satisfaction</p><p>The purposes of this quasi-experimental research were to compare quality of nursing between before and after using the focus charting documentation and study the level of the professional nurses’ satisfaction in female medicine ward, AnandaMahidol Hospital. The population are 8 professional nurses and the sample are 40 patients devided in 2 groups, 20s before and 20s after by using a purposive sampling technique. Research instruments were developed by the researcher consist of Quality of nursing perceived by the patient questionnaire and Professional nurses’ satisfaction questionnaire. The content validity index were .94 and .96and the reliabillityby cronbach’s alpha coefficient were .93 and .94 respectively. Data were analyzed by using frequency, percentage, mean, standard deviation and t-test. Major findings of the study were as followed 1. The quality of nursing perceived by patients after using the focus charting documentation is better than before significantly. (p value = .05) 2. The professional nurses’satisfaction after using the focus charting documentation is at the good level. ( = 3.89, SD = .690)</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101698 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาปัจจัยเชิงลึกบ้านคลองโยง หมู่ที่ 1 2017-10-19T11:44:47+07:00 ยุภา พผา yupa6510@gmail.com สุวิมล แสนเวียงจันทร์ yupa6510@gmail.com ทัศนีย์ พฤกษาชีวะ yupa6510@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยคุณภาพ (Mixed model) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ บ้านคลองโยง หมู่ 1 และปัจจัยเชิงลึกที่มีผลต่อผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป สามารถช่วยเหลือตนเองได้ อาศัยอยู่บ้านคลองโยง หมู่ที่ 1 จำนวน 70 คนเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ไม่มีโครงสร้างผู้ที่มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ระดับดี จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย มีดังนี้ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ระดับดี เมื่อวิเคราะห์รายด้านพบว่าการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โภชนาการและความรับผิดชอบต่อสุขภาพ อยู่ระดับดี กิจกรรมทางกาย และการจัดการความเครียดอยู่ระดับปานกลาง และปัจจัยเชิงลึกที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในผู้ที่มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ระดับดี พบประเด็นสำคัญ ได้แก่ ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของผู้ที่มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดี ความเชื่อและการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดี งานอาชีพและรายได้ที่ไม่เกษียณ การมีครอบครัวที่ดี การมีแรงสนับสนุนที่ดีและการอาศัยอยู่กับธรรมชาติมาตลอดชีวิต</p><p>Factors Effecting Health Promotion Behavior in Elderly : In-Depth Factors Study in Ban Khlong Yong Moo 1</p><p>This research was mixed model of quantitative and qualitative research. The purpose of this study was to study health promotion behaviors among elderly and the in-depth factors effecting elderly health promotion behavior. The sample for quantitative study was 70 elderly aged 60 years or older, can help themselves and lives in Ban Khlong Yong Moo 1, the data were collected by questionnaire, data were analyzed by using frequency, percentage, mean, standard deviation. The qualitative data were collected by interviewing; using unstructured interview questionnaires, the key informants were with 7 elderly health promoting behaviors is good level, data analyzed by content analysis. The results are as follows. Health promotion behavioral of older people overall are good. When analyzing each side, it was found that Spiritual development, Interpersonal relationship, Nutrition and Responsibility for health are good level. Physical activity and stress management are moderate level. The in-depth factors affect the health promoting behaviors of the elderly in those with good level of health promoting behaviors. Find key point include the characteristics feature of people with good health promoting behaviors, beliefs and practices based on the teachings of Buddhism, the lifestyle contribute to health promotion behaviors, career and non-retirement income, to have good family, to have good support and living with nature for life.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101700 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของสตรีข้ามเพศหลังผ่าตัดแปลงเพศ 2017-10-19T11:44:48+07:00 กษมา มาตรศรี kasamagraze@gmail.com ปรีย์กมล รัชนกุล kasamagraze@gmail.com อติวุทธ กมุทมาศ kasamagraze@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของสตรีข้ามเพศหลังผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เป็นสตรีข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงมาแล้ว 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 20 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และบันทึกเทปวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการศึกษาพบว่า สตรีข้ามเพศส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร่างกายทั่วไป ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การบริโภคอาหาร 2) การออกกำลังกาย 3) การหลีกเลี่ยงสารเสพติด แอลกอฮอล์และบุหรี่ 4) การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพทางเพศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การดูแลอวัยวะสืบพันธุ์ 2) การขยายช่องคลอด 3) การขมิบช่องคลอด 4) การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์5) การใช้ฮอร์โมนเพศ ด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพจิตใจ อารมณ์และจิตวิณญาณ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่1) การสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์ให้เข้มแข็ง 2) การจัดการตนเองและการคงความเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์และด้านพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านสังคมและการปรับตัว ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การวิธีการปรับตัวและผลจากการปรับตัว 2) การคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพ จากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของสตรีข้ามเพศหลังผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงสรุป พยาบาลสามารถใช้ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานในการส่งเสริมให้ความรู้สำหรับสตรีข้ามเพศหลังผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการวางแผนทางการพยาบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้คำแนะนำและติดตามผลของการดูแลสุขภาพหลังผ่าตัดแปลงเพศของสตรีข้ามเพศต่อไป</p><p>The Health Care Behaviors Of Male-To-Female Transsexual Persons After Sex Reassignment Surgery</p><p>This qualitative descriptive research was conducted to examine the health behavior of male-to-female transsexual persons that have undergone sex reassignment surgery for six months or more. Purposive sampling was used to select 20 subjects that met the criteria of being male-to-female transgender that have undergone sex reassignment surgery in the past six months. Data were collected using audio-taped in-depth interviews, and were analyzed using content analysis. The study indicated that the healthcare behaviors of male-to-female transsexual persons that have<br />undergone sex reassignment surgery in the past six months contributed to four major behaviors; namely, general health behaviors, sexual health behaviors, mental healthcare behaviors, and social healthcare and adaptation behaviors. First, the general health behaviors consisted of four main areas: 1) food consumption; 2) exercise; 3) avoiding substance abuse of alcohol and cigarettes; and 4) personal hygiene care. Secondly, the sexual health behaviors comprised five main areas: 1) gynecological care; 2) vaginal enlargement; 3) vaginal contraception; 4) sexually-transmitted disease prevention; and 5) hormonal use by transsexual persons. Thirdly, the mental healthcare behaviors were defined as emotional and spiritual healthcare behaviors consisting of two main points: 1) the strengthening of mental and emotional well-being and 2) caring for themselves as women. Lastly, the social healthcare and adaptation behaviors consisted of two main areas: 1) adaptation and outcomes after sex reassignment surgery and 2) preservation of relationships. In summary, the results of this study can be used as basic information to promote knowledge of<br />healthcare for male-to-female transsexual persons after sex reassignment surgery. In addition, the results could help healthcare providers have a better understanding of transsexual persons. It is also useful for short-term and long-term nursing planning to provide advice and follow-up on the healthcare of post transsexual persons.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101701 ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสานต่อทักษะการจัดการ กับความเครียดของมารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัม 2017-10-19T11:44:50+07:00 เสาวภาคย์ ทัดสิงห์ saowaphck30@gmail.com ชมชื่น สมประเสริฐ saowaphck30@gmail.com พนิดา ศิริอำพันธ์กุล saowaphck30@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสานต่อทักษะการจัดการความเครียดของมารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ มารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัม จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสาน จำนวน 8 สัปดาห์กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทักษะการจัดการกับความเครียดของมารดาเด็กออทิสติกสเปกตรัม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .83 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที่ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการจัดการกับความเครียดของมารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัมของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสาน (M = 71.77, SD = 9.39) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสาน (M = 37.93, SD = 5.57) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 15.90, p&lt;.001) และผลต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการจัดการกับความเครียดของมารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสานระหว่างกลุ่มทดลอง (<strong>D1 </strong>= 33.84) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (<strong>D2 </strong>= 1.93) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 14.60, p&lt; .001) สรุป โปรแกรมการจัดการความเครียดแบบผสมผสานช่วยเพิ่มทักษะการจัดการกับความเครียดของมารดาเด็กออทิสติกสเปกตรัมได้อย่างมีประสิทธิผล จึงควรนำมาประยุกต์ใช้กับการพยาบาลตามปกติ เพื่อให้มารดาเด็กออทิสติก สเปกตรัมมีสุขภาพจิตที่ดี นำมาสู่การมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ต่อไป</p><p>The Effects Of An Integrated Stress Management Program On The Stress Management Skills Of Mothers Of Children With Autism Spectrum Disorder</p><p>The objective of quasi-experimental research method was to study the result of the effects of an integrated stress management program on the stress management skills of mothers of children with autism spectrum disorder. The samples included 60 mothers of children with autism spectrum disorder were divided into the experimental and control group, 30 in each group. The experimental group participated in the integrated stress management program for 8 weeks. The control group received the regular care intervention. Data collection were using by the stress management skills questionnaire of mothers of children with autism spectrum disorder. The reliability was .83. Data analysis were percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings revealed the following: The stress management skill mean score of experimental group after receiving the integrated stress management program (M = 71.77, SD = 9.39) was higher than the mean score for the pretest score before receiving the program (M = 37.93, SD = 5.57) with a statistical significance (t = 15.90, p&lt;.001) The mean difference between the pre-test and post-test mean score on stress management skills receiving after the integrated stress management program of the experimental group (D1 = 33.84) was higher statistically significant than the mean difference of the control group (D2 = 1.93) (t = 14.60, p&lt; .001). In conclusion, the integrated stress management program (ISMP) is effective to build the stress management skills of mothers of children with autism spectrum disorder. Therefore, healthcare providers could be designed integrated stress management programs to prevent stress and promote mental health of mothers of children with autism spectrum disorder</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101704 ภาพลักษณ์พยาบาลไทยในสื่อออนไลน์: กรณีศึกษาเว็บพันทิปดอทคอม 2017-10-19T11:44:51+07:00 รุจา ภู่ไพบูลย์ ruja.phu@mahidol.ac.th ยุวดี เกตุสัมพันธ์ ruja.phu@mahidol.ac.th ภูริพันธ์ ภู่ไพบูลย์ ruja.phu@mahidol.ac.th <p>สื่อออนไลน์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายภาพลักษณ์ของพยาบาลไทยที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย (เว็บไซด์พันทิป.คอม) ระหว่าง ปี พ.ศ. 2547-2558 เป็นการศึกษาเชิงเอกสาร จากขอ้ มลู การตอบกระทู้เกี่ยวข้องกับพยาบาลในเว็บไซด์พันทิป .คอม กลุ่มประชากรที่ได้รับการคัดเลือกตามเงื่อนไขเกี่ยวกับภาพลักษณ์พยาบาลมีทั้งสิ้น 4 กระทู้ และมีผู้เข้ามาตอบ 150 ความคิดเห็น จากการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาสามารถจัดหมวดหมู่ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพยาบาลที่ปรากฏในกระทู้สนทนา พบว่ามีการแสดงความคิดเห็นเชิงลบมากที่สุด ร้อยละ 45.3 อันดับรองลงมาคือตอบกระทู้เชิงบวก ร้อยละ 40 และอันดับสุดท้ายคือแสดงความคิดเห็นต่อกระทู้ที่กล่าวทั้งในเชิงบวกและลบในกระทู้เดียวกัน ร้อยละ 14.7 โดยลักษณะการตอบกระทู้เชิงบวกได้แก่ 1. การทำงานดี ทำงานร่วมกับแพทย์ 2.การเป็นผู้ให้ มีใจรัก 3.ความเสียสละในการทำงาน4.การทำงานมืออาชีพ และ 5.การมีงานทำ มั่นคง ส่วนการตอบกระทู้เชิงลบ ได้แก่ 1.พักผ่อนน้อย เสี่ยงภัย 2.ไม่มีเวลาให้ครอบครัว 3. ดุ พูดไม่ดี 4.อาชีพและรายได้ ไม่ก้าวหน้า และ 5.ขาดโอกาสในการเปลี่ยนการทำงาน และมีข้อเสนอแนะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการ ประชาสัมพันธ์วิชาชีพ ข้อมูลวิชาการ ข่าวสาร และการบริการการพยาบาล เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์และศึกษาสื่อสังคมประเภทอื่นที่มีผลต่อภาพลักษณ์พยาบาลในอนาคต</p><p>Images of Thai Nurses in Online Media: A Case Study of Pantip.com</p><p>Online media is commonly used for information exchange in Thailand. This documentary research is aimed to explore the images of nurses on “Pantip.com”, which is the most popular website in the country between 2004-2015. After selected the 4 topics on Weblog related to nursing profession according to the criteria for selection, there were 150 responses to those 4 topics in the website. The results from content analysis reflected the 3 categories of nurse images consisted of the positive view for 45.3%, negative view for 40% and both positive and negative views for 14.7%. The positive responses included 1.Good collaborative work with physicians, 2. Giving with passion, 3. Scarify, 4. Professional work, and 5. Secure job. The negative responses were 1. Risky and less restful work, 2. No time for family,3.Verbally aggressive, 4. Non-progress profession and pay for salary and 5. Less opportunity for alternative works. The recommendation includes the future using of online media for enhancing nursing images for advertising nursing profession, distribute academic information, and inform public of nursing practice, which will enhance nursing image among the public. Further study in other social medias in the future is recommended.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101706 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานกับความเหนื่อยหน่าย ของพยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปทุมธานี 2017-10-19T11:44:52+07:00 กามัน เจ๊ะอารง kjearong@gmail.com ชญานิกา ศรีวิชัย kjearong@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาระดับความเหนื่อยหน่ายของพยาบาลวิชาชีพ (2) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานกับความเหนื่อยหน่ายของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปทุมธานี ทั้งหมด 7 แห่ง จำนวน 219 คน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แบบสอบถามปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน (2) แบบวัดความเหนื่อยหน่าย Maslach and Jackson มีค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟ่า ซึ่งมีค่าเท่ากับ .89, .84 เก็บรวบรวมรวบข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ. 2558 ได้นำมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผ่านโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป ใช้ความเชื่อมั่นที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 219 คน มีอายุเฉลี่ย 37.89 ปี (SD = 8.43) ค่าเฉลี่ยความเหนื่อยหน่ายในการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (SD = .36) ความรู้สึกลดความเป็นบุคคลอยู่ในระดับน้อย (SD = .64) ความรู้สึกอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง (SD = .56) ความรู้สึกลดความสำเร็จส่วนบุคคลอยู่ในระดับมาก (SD = .45) เมื่อทดสอบสมมติฐานใช้สถิติการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเหนื่อยหน่ายในการทำงาน ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .188, p&lt;.01)</p><p>Relationship between Working Environment Factors and Burnout of Nurses, Community Hospital of Pathumtani Province</p><p>This Survey research aimed (1) to study level of burnout among nurses (2) to find relationship between working environment factors and burnout of nurses. The samples composed of 219 nurses from 7 community hospitals, Pathumtani Province that calculated by Krejcie and Morgan formula. The Instruments (1) working environment questionnaire (2) Maslach and Jackson burnout inventory (MBI). Data were collected during November to October 2015. Research data were analyzed by using frequency, percentage, mean and standard deviation by Statistical Package (α = .05).<br />This study revealed Level of burnout among nurses is middle (SD = .36), level of emotional exhaustion is low (SD = .64), level of depersonalization is middle (SD = .56), level of reduced personal accomplishment is high (SD = .45). Reveled positive signification correlation between working environment factors and burnout of nurses (r = .188, p&lt;.01) by Pearson’s product – moment correlation coefficient.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101708 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วย วัณโรคปอดที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2017-10-19T11:44:54+07:00 ขวัญใจ มอนไธสง jkummabutr@gmail.com จีราภรณ์ กรรมบุตร jkummabutr@gmail.com วนลดา ทองใบ jkummabutr@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพยากรณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคปอดที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคปอด 212 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ = 72.55, SD = 8.62) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นวัณโรค (r = .241) การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค (r = .197) สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติเพื่อป้องกันวัณโรค (r = .191) การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันวัณโรค (r = .169) และความสัมพันธ์กับผู้ป่วย (r = -.136) ตัวแปรต้นร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคได้ ร้อยละ 15.70(R2 = .157, F = 3.099, p&lt; .05) ปัจจัยที่สามารถทำนายได้ คือ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค (ß = .178, p&lt;.05)และสิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรควัณโรค (ß = .137, p&lt;.05)ผลการวิจัยสามารถนำไปพัฒนาการดูแล โดยเน้นการรับรู้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค การให้คำแนะนำในการป้องกันวัณโรค ด้านการเรียนการสอนพยาบาลควรให้มีการเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคที่เหมาะสมในกลุ่มผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค</p><p>The Factors Predicting Tuberculosis Preventive Behaviors Among The Tuberculosis Contacts In The Bangkok Area And Perimeter</p><p>The purposes of this predictive descriptive research were to examine the factors influencing tuberculosis preventive behaviors among tuberculosis contacts in the Bangkok area and perimeter. A total of 212 tuberculosis contacts were included. Data were collected by using the questionnaire. Data were analyzed using descriptive statistics, Pearson’s correlation coefficient, and multiple regression analysis. The results revealed that the tuberculosis contacts = 72.55, SD = 8.62). Perceived susceptibility of tuberculosis infection (r = .241), perceived severity of tuberculosis (r = .197), cues to action for tuberculosis prevention (r = .191), perceived benefit of tuberculosis prevention (r = .169), and close relative variable (r = -.136) had the statistically significant correlations with tuberculosis preventive behaviors. All of variables to-gether explained 15.70% of the variance in tuberculosis preventive behaviors (R2 = .157, F = 3.099, p&lt;.05). The factors with the influence as predictive factors were perceived susceptibility to tuberculosis infection (ß = .178, p&lt;.05), followed by cues to action for tuberculosis prevention (ß = .137, p&lt;.05). The findings can be applied to develop the tuberculosis care, promoting the perceived susceptibility to tuberculosis infection, and health education for tuberculosis prevention, and used for nursing education to promote the tuberculosis preventive behaviors among tuberculosis contacts.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101709 การเสริมสร้างกระบวนการฟื้นคืนสภาพด้วยกลุ่มบำบัดที่เน้นการหาทางออกในเยาวชนชายไทยที่ใช้สารเสพติดการศึกษานำร่อง 2017-10-19T11:44:54+07:00 สาวิตรี หลักทอง nujjaree@buu.ac.th นุจรี นุจรี ไชยมงคล nujjaree@buu.ac.th ภรภัทร เฮงอุดมทรัพย์ nujjaree@buu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองร่วมกับการติดตามผลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างกระบวนการการฟื้นคืนสภาพในเยาวชนชายไทยที่ใช้สารเสพติดด้วยกลุ่มบำบัดที่เน้นการหาทางออก กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 8 คน เป็นเยาวชนชายไทยที่ใช้สารเสพติดในโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง จังหวัดชลบุรี เครื่องมือวิจัยได้แก่แบบวัดกระบวนการฟื้นคืนสภาพ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .74 กลุ่มตัวอย่างได้เข้าร่วมกลุ่มบำบัดที่เน้นการหาทางออกเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ๆ ละ 1 ครั้งๆ ละ 60-90 นาที ร่วมกับกิจกรรมตามปกติของโรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนาและสถิตินอนพาราเมตริก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของกระบวนการฟื้นคืนสภาพในระยะหลังการเข้าร่วมกลุ่มบำบัดและระยะติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่าในระยะก่อนเข้าร่วมกลุ่มบำบัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการศึกษานี้มีข้อเสนอแนะว่ากลุ่มบำบัดที่เน้นการหาทางออกน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อสร้างเสริมและคงสภาพของกระบวนการฟื้นคืนสภาพในเยาวชนชายไทยที่ใช้สารเสพติด</p><p>Enhancing Recovery Process using Solution-Focused Group Therapy in Thai Male Youth Substance Abusers: A Pilot study</p><p>A quasi-experimental design with one-group pretest-posttest with follow-up study aimed to determine the effect of enhancing recovery process in Thai male youth substance abusers by using Solution-Focused Group Therapy (SFGT). Purposive sampling for the pilot study was used to recruit eight Thai male youths with substance abuse in Wiwat Pollamuang school, Chon Buri province. A Thai version of the Recovery Process Inventory (RPI) was developed with Cronbach’s alpha of .74. The participants participated in a weekly SFGT for six weeks, 60-90 minutes per week and received the usual activity of the school. Descriptive statistics and two nonparametric tests were used to analyze the data. Results revealed that the participants had significantly higher RPI scores at posttest and follow-up periods than pretest. These findings indicate that SFGT may be an appropriate alternative way to enhance and maintain recovery process among Thai male youths with substance abuse.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101713 การพัฒนารูปแบบการบันทึกทางการพยาบาล ในหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมุทรสาคร 2017-10-19T11:44:55+07:00 อุดมพร คำล้ำเลิศ Udomporn.j@gmail.com อารี ชีวเกษมสุข Udomporn.j@gmail.com รัชนี นามจันทรา Udomporn.j@gmail.com วิไล กุศลวิศิษฎ์กุล Udomporn.j@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบันทึกทางการพยาบาลในหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมุทรสาคร 2) พัฒนารูปแบบการบันทึกทางการพยาบาล และ 3) เปรียบเทียบผลของการใช้รูปแบบการบันทึกที่พัฒนาขึ้นก่อนและหลังการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งได้จากการคัดเลือกอย่างเจาะจง ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลทารกแรกเกิด จำนวน 15 คน และ 2) แบบบันทึกทางการพยาบาลของผู้ป่วยก่อนและหลังพัฒนาอย่างละ 30 แฟ้ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ1) โครงการอบรมพยาบาลวิชาชีพและแบบทดสอบความรู้เรื่องการบันทึกทางการพยาบาล 2) รูปแบบบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น 3) แบบตรวจสอบคุณภาพของการบันทึกทางการพยาบาล และ 4) แบบสอบถามการรับรู้คุณค่าของการใช้รูปแบบการบันทึกทางการพยาบาล เครื่องมือวิจัยได้ผ่านการหาความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยงได้ค่าความเที่ยงของแบบตรวจสอบคุณภาพของการบันทึกทางการพยาบาลซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ความครอบคลุมตามกระบวนการพยาบาล ความถูกต้องตามหลักการบันทึกและความต่อเนื่องของการบันทึกเท่ากับ 0.95, 0.95, และ0.89 ตามลำดับ และความเที่ยงของแบบสอบถามการรับรู้คุณค่าของการใช้รูปแบบการบันทึกทางการพยาบาลเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Mann-Whitney U test และสถิติทดสอบทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ปัญหาการบันทึกทางการพยาบาลที่พบ ได้แก่ (1) วิธีการบันทึกไม่ครอบคลุมตามกระบวนการพยาบาล บันทึกไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และไม่ต่อเนื่อง (2) แบบบันทึกไม่เหมาะสมทำให้บันทึกไม่ครอบคลุม และไม่สอดคล้องตามกระบวนการพยาบาล ไม่ครอบคลุมปัญหาของผู้ป่วยแบบองค์รวม และ มีแบบฟอร์มที่มีการบันทึกซ้ำซ้อน (3) ไม่มีคู่มือการใช้รูปแบบบันทึกทางการพยาบาลสำหรับใช้เป็นแนวทางการการบันทึกและตัวอย่าง 2) รูปแบบการบันทึกทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย วิธีการบันทึกและแบบบันทึกตามกระบวนการพยาบาล และคู่มือการใช้รูปแบบการบันทึกทางการพยาบาลที่เอื้อต่อการบันทึกอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยแบบองค์รวมและอย่างต่อเนื่อง และ 3) ค่าเฉลี่ยของคะแนนคุณภาพของการบันทึกทางการพยาบาลและการรับรู้คุณค่าของการรูปแบบการบันทึกทางการพยาบาลโดยรวมหลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนารูปแบบบันทึกทางการพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p><p>The Development of a Nursing Record Model in a NeonatalIntensive Care Unit of Samutsakhon Hospital</p><p>The purposes of this research and development were: 1) to explore the problems of a nursing record model at a Neonatal Intensive Care Unit at Samutsakhon Hospital, 2) to develop a nursing record model, and 3) to compare the effects of using the developed record model in terms of quality of nursing record and nurses’ perceived value of the record model before and after the development. The samples were selected by purposive sampling including 2 groups: 1) fifteen professional nurses who worked at the neonatal intensive care ward and 2) nursing records of before (30 records) and after (30 records) implementation. Research tools consisted of 1) a training project and a knowledge test of nursing records, 2) the developed nursing records model, 3) an audit checklist for quality of nursing record, and 4) questionnaires on value perception of the nursing records model. All tools were tested for validity and reliabilities. The reliabilities of quality of nursing records which included three sections (nursing process completeness, accuracy of charting, and continuity of charting) were 0.95, 0.95, and 0.89 respectively. The reliability of value perception on the records model was 0.97. Data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, Mann-Whitney U test, and t-test. The major findings were as follows. 1) The problems of the nursing records consisted of (1) the charting method was not based on nursing process, incorrect, incomplete, and discontinuous. (2) The current forms were inappropriate, so the records did not cover or correspond to the nursing process; and patients’ holistic problems were incomprehensive. Moreover, some other forms recorded the same things. (3) There was no charting manual to guide and give examples. 2) The developed nursing records model comprised charting procedures, forms, and a manual. Nurses could document immediately, completely, holistically to patients’ needs, and continuously. Finally, 3) the mean scores of the quality of nursing records and the nurses’ perception on the value of the records model after developing were significantly higher than before (p &lt;0.01).</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101716 การรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพต่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อม การปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 2017-10-19T11:44:58+07:00 ณัชชามน เดือนแจ้ง nutchamon45@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ การรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพต่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวทางการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ให้ข้อมูลคือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 9 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพ มีการรับรู้ในเรื่องของการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่มองเห็นในภาพรวมและภาพกว้าง ทั้งในส่วนของสถานที่ทำงาน เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกในการทำงาน สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี การมีผู้นำและเพื่อนร่วมงานที่ดีที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ การให้เกียรติซึ่งกันและกันการให้การยอมรับและการให้รางวัล การมีโอกาสได้พัฒนาตนเองทั้งในส่วนของการประชุมวิชาการ การฝึกอบรม และการศึกษาต่อ รวมถึงรับรู้ในเรื่องนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานในการพัฒนาเพื่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง ควรได้รับการพัฒนาในเรื่อง การสร้างสัมพันธภาพที่ดีและการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพให้มากขึ้น การจัดโครงสร้างการบริหารงานด้านต่างๆในโรงพยาบาลที่ให้พยาบาลมีส่วนร่วมและเป็นผู้นำทีม มีการพิจารณาขั้นตอนและวิธีการในการให้รางวัลที่สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในภาพรวมขององค์กร มีการวางระบบและกลไกในเรื่องร้องเรียนและการให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะมีการวางระบบการบริหารจัดการที่ครบวงจรในด้านเครื่องมือแพทย์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่มีความสำคัญและจำเป็น และมีการวางนโยบายในเรื่องของการสร้างสมดุลชีวิตและการทำงานที่มีผลดีต่อสุขภาพ มีการทบทวนเชิงระบบในการพัฒนาบุคลากร ทั้งด้านความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางเดินวิชาชีพ และทางการศึกษาอบรม รวมถึงการวางนโยบายและระบบที่สำคัญ ในการนำไปสู่การดำเนินการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดีที่เป็นรูปธรรมต่อไป</p><p>Perception of Professional Nurses on Promoting Positive Practice Environment of Nursing Department at Thawung Hospital Lopburi Province</p><p>This research was qualitative study. The purpose is to study and collect a preliminary data on the perception of professional nurses toward promoting positive practice environment of nursing department at Thawung hospital Lopburi province. The research instrument was a focus group. It was participated voluntarily by nine professional nurses. The data were analyzed by using content analysis. The finding was as followings, the participating professional nurses recognize the promoting positive practice environment in both overall and wide image. This means promoting on their workplace, medical equipment and good environment that facilitate and support their works and health. Also, leaders and colleagues keep an open mind on any suggestions, respect to each other both in acceptance and rewards. Furthermore, the promotion also includes an opportunity on self-development either during meeting, training or higher education that nurses should acknowledge policy of occupational health and safety at workplace. To develop on promoting positive practice environment, nursing department of Thawung hospital should get a development about building relationships and giving a respect to each other and multidisciplinary. Organization structure management in hospital should allow nurses be a part of team as a leader to consider personnel of value and pride rewards procedure. For example, setting complaint and suggestion system. Furthermore, the management system should provide completely important and necessary medical equipment; also have a policy of good work-life balance. In addition, the hospital should re-consider systematically in developing nurses both in future career path and education including the policy of positive practice environment due to concrete result.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101718 การรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพต่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อม การปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 2017-10-19T11:45:00+07:00 ณัชชามน เดือนแจ้ง nutchamon45@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ การรับรู้ของพยาบาลวิชาชีพต่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวทางการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ให้ข้อมูลคือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 9 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพ มีการรับรู้ในเรื่องของการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่มองเห็นในภาพรวมและภาพกว้าง ทั้งในส่วนของสถานที่ทำงาน เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกในการทำงาน สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี การมีผู้นำและเพื่อนร่วมงานที่ดีที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ การให้เกียรติซึ่งกันและกันการให้การยอมรับและการให้รางวัล การมีโอกาสได้พัฒนาตนเองทั้งในส่วนของการประชุมวิชาการ การฝึกอบรม และการศึกษาต่อ รวมถึงรับรู้ในเรื่องนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานในการพัฒนาเพื่อการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดี กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลท่าวุ้ง ควรได้รับการพัฒนาในเรื่อง การสร้างสัมพันธภาพที่ดีและการให้เกียรติซึ่งกันและกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพให้มากขึ้น การจัดโครงสร้างการบริหารงานด้านต่างๆในโรงพยาบาลที่ให้พยาบาลมีส่วนร่วมและเป็นผู้นำทีม มีการพิจารณาขั้นตอนและวิธีการในการให้รางวัลที่สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในภาพรวมขององค์กร มีการวางระบบและกลไกในเรื่องร้องเรียนและการให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะมีการวางระบบการบริหารจัดการที่ครบวงจรในด้านเครื่องมือแพทย์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่มีความสำคัญและจำเป็น และมีการวางนโยบายในเรื่องของการสร้างสมดุลชีวิตและการทำงานที่มีผลดีต่อสุขภาพ มีการทบทวนเชิงระบบในการพัฒนาบุคลากร ทั้งด้านความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางเดินวิชาชีพ และทางการศึกษาอบรม รวมถึงการวางนโยบายและระบบที่สำคัญ ในการนำไปสู่การดำเนินการสร้างเสริมสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ดีที่เป็นรูปธรรมต่อไป</p><p>Perception of Professional Nurses on Promoting Positive Practice Environment of Nursing Department at Thawung Hospital Lopburi Province</p><p>This research was qualitative study. The purpose is to study and collect a preliminary data on the perception of professional nurses toward promoting positive practice environment of nursing department at Thawung hospital Lopburi province. The research instrument was a focus group. It was participated voluntarily by nine professional nurses. The data were analyzed by using content analysis. The finding was as followings, the participating professional nurses recognize the promoting positive practice environment in both overall and wide image. This means promoting on their workplace, medical equipment and good environment that facilitate and support their works and health. Also, leaders and colleagues keep an open mind on any suggestions, respect to each other both in acceptance and rewards. Furthermore, the promotion also includes an opportunity on self-development either during meeting, training or higher education that nurses should acknowledge policy of occupational health and safety at workplace. To develop on promoting positive practice environment, nursing department of Thawung hospital should get a development about building relationships and giving a respect to each other and multidisciplinary. Organization structure management in hospital should allow nurses be a part of team as a leader to consider personnel of value and pride rewards procedure. For example, setting complaint and suggestion system. Furthermore, the management system should provide completely important and necessary medical equipment; also have a policy of good work-life balance. In addition, the hospital should re-consider systematically in developing nurses both in future career path and education including the policy of positive practice environment due to concrete result.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101721 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการควบคุมภาวะเมตาบอลิกซินโดรม และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากรตำรวจ 2017-10-19T11:45:00+07:00 พรรณิภา บุญเทียร pannipa.sue@mahidol.ac.th จงจิต เสน่หา pannipa.sue@mahidol.ac.th วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล pannipa.sue@mahidol.ac.th จงกลวรรณ มุสิกทอง pannipa.sue@mahidol.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการควบคุมภาวะเมตาบอลิกซินโดรม และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากรตำรวจ จำนวน 62 คน จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีความคล้ายคลึงของกลุ่มอาการเมตาบอลิกเดียวกัน ได้กลุ่มทดลอง 31 คนกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมไม่ได้รับโปรแกรมและดำเนินชีวิตปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง คู่มือความรู้เพื่อจัดการภาวะเมตาบอลิกซินโดรมด้วยตนเอง รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว พฤติกรรมการควบคุมภาวะเมตาบอลิกซินโดรม และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVI= .86 และ Cronbach’s alpha.76) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาการทดสอบ independent t-test และ paired t-test ผลการวิจัยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมภาวะเมตาบอลิกซินโดรมของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ค่าดัชนีมวลกายและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01จากการศึกษานี้ พยาบาลควรจะนำไปโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองไปส่งเสริมพฤติกรรมการควบคุมภาวะเมตาบอลิกซินโดรมต่อไป</p><p>The Effect of a Self-Management Support Program on Body Mass Index, Behaviors in Controlling Metabolic Syndrome and Risks of Cardiovascular Disease among Police Personnel</p><p>This study is a quasi-experimental two groups pre-post test design. The research was designed to study the effect of a self-management support program on body mass index, behaviors in controlling metabolic syndrome and risks of cardiovascular disease among police personnel. The sample consisted of 62 persons matched pair the sample from same metabolic level then randomly assigned to the experimental and control group,31 subject each group. The experimental group was designed to join the self-management support program for 12-week period, while the control group received general health care. The instrument used in this study consisted of the self-management support Program, personal data, behaviors in controlling metabolic syndrome and risks of cardiovascular Disease among Police personnel (CVI= .86 ,Cronbach’s alpha.76) .Data was analyzed using descriptive statistics independent t-test and paired t-test.The result showed that after implement program, the experimental group had significant higher mean score of behaviors in controlling metabolic syndrome than those of the control group (p&lt;.01). Body mass index and risks of cardiovascular disease of the experimental group was significantly lower than those the control group. (p&lt;.01). From the findings, nurses should adopt self-management support program that controlling metabolic syndrome in the future.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101722 ผลของโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอาการทางลบ 2017-10-19T11:45:01+07:00 น้ำทิพย์ ไกรทอง tiffy_ckr@hotmail.com รัชนีกร อุปเสน tiffy_ckr@hotmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอาการทางลบก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอาการทางลบระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง 3) แบบวัดความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคจิตเภท 4) แบบประเมินอาการทางลบ โดยเครื่องมือทั้ง 4 ชุด ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ .81 .92 และ .75 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้1. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอาการทางลบ หลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .052. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอาการทางลบ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสนับสนุนและให้ความรู้สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>The Effect Of Educative And Supportive Program On Self-Care Behaviors Of Schizophrenic Patients With Negative Symptoms In Community</p><p>The purposes of this quasi-experimental research were to compare self-care behaviors of schizophrenic patients with negative symptoms in community before and after their participation in the educative and supportive program and to compare the self-care behaviors of schizophrenic patients with negative symptoms in community who participation in the educative and supportive program and those who participated in regular nursing care. Forty samples were schizophrenic patients, 20 patients were randomly<br />assigned into experimental group and the others were control group , who met the inclusion criteria. The experimental group received the educative and supportive program while control group received regular nursing care. Research instruments were: 1) The educative and supportive program, 2) Self-care behaviors questionnaire, 3) A test of knowledge about schizophrenia, and 4) The negative syndrome scale. These instruments were tested for content validity by five experts .The reliability of scales were .81 .92 and .75, respectively. Data was analyzed using descriptive, and t-test statistic. Major findings were as follows: 1. The self-care behaviors of schizophrenic patients with negative symptoms in community who participated in the educative and supportive program was significantly higher than those before the experimental, at the .05 level. 2. The self-care behaviors of schizophrenic patients with negative symptoms in community who participated in the educative and supportive program was significantly higher than those of patients who participated in regular nursing care, at the .05 level.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101724 การพัฒนาหลักสูตรเสริมประสบการณ์เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของชีวิตสำหรับนักศึกษาพยาบาล 2017-10-19T11:45:02+07:00 วราภรณ์ ยศทวี waraporn@unc.ac.th เสริมศรี ไชยศร waraporn@unc.ac.th วีณา วโรตมะวิชญ waraporn@unc.ac.th พงษ์ศักดิ์ แป้นแก้ว waraporn@unc.ac.th <p>การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาหลักสูตรและศึกษาผลการใช้หลักสูตรเสริมประสบการณ์เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของชีวิตสำหรับนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ จำนวน 36 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรตามกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพความต้องการหลักสูตร ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบและสร้างหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3 การนำหลักสูตรไปใช้ ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลหลักสูตร เครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรเสริมประสบการณ์เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของชีวิตสำหรับนักศึกษาพยาบาล 2) แบบวัดความตระหนักในคุณค่าของชีวิต 3) แบบสังเกตและบันทึกพฤติกรรมความตระหนักในคุณค่าของชีวิต 4) แบบบันทึกสะท้อนคิดการเรียนรู้ประจำวัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย พบว่า1. หลักสูตรเสริมประสบการณ์เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของชีวิตสำหรับนักศึกษาพยาบาลมีองค์ประกอบของหลักสูตร 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) แนวคิดและหลักการของหลักสูตร 2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 3) โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ 5) การวัดและประเมิน ผลการเรียนรู้ 6) การประเมินผลหลักสูตร ออกแบบเป็น 5 หน่วยการเรียน ได้แก่ 1) การรู้จักตนเอง 2) การศรัทธาในความดี 3) การเห็นคุณค่าตนเอง 4) การเข้าใจชีวิตและรู้จักคิดเข้าใจผู้อื่น 5) การรับรู้และเข้าใจความทุกข์ แต่ละหน่วยประกอบด้วยแผนการเรียน 3 แผน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ครั้งละ 1 แผนใช้เวลา 2 ชั่วโมง รวม 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง กิจกรรมการเรียนการสอนเน้นความหลากหลายและการแสดงออกของผู้เรียนโดยทุกหน่วยมีกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมสวดมนต์และทำสมาธิ 2) การฟังอย่างลึกซึ้ง 3) การสะท้อนความคิดและ 4) การเขียนบันทึกการเรียนรู้ประจำวัน ซึ่งอาจารย์และนักศึกษาที่เข้าร่วมจัดการเรียนรู้มีความเห็นว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมที่จะใช้พัฒนานักศึกษาให้มีความตระหนักในคุณค่าของชีวิต เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ 2. นักศึกษาพยาบาลทุกคนแสดงพฤติกรรมตระหนักในคุณค่าของชีวิตระหว่างการเรียนแต่ละหน่วย และมีพฤติกรรมที่บางคนแสดงมากกว่า 2 ครั้ง ได้แก่ การอธิบายเหตุผลของการเลือกสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนตนเป็นความคิดและภาพวาด การยกตัวอย่างความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ การแสดงเหตุผลในความเชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ การแสดงว่าตนเองมีความสุขเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น การเข้าใจพฤติกรรมของผู้เผชิญความทุกข์หนัก และสามารถช่วยเหลือผู้เผชิญความทุกข์ทางใจได้ พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความตระหนักในคุณค่าของชีวิตของนักศึกษาพยาบาลโดยรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p><p>Development of Enrichment Curriculum to Cultivate Awareness in Values of Life for Nursing Students</p><p>The purposes of this research were to develop the enrichment curriculum for cultivating nursing students’ awareness in values of life and to study the results of its implementation. 36first-year nursing students, studying in the second semester of the 2016 academic year at Boromarajonani College of Nursing,Uttaradit, were randomly sampled. This study was conducted in accordance with the four steps of the curriculum development process: Step1 Study and analysis of situations and needs; Step2 Curriculum design and construction; Step 3 Curriculum implementation; Step 4 Curriculum Evaluation. Researcher-constructed instruments included: 1) The enrichment curriculum for cultivating nursing students’ awareness in values of life, 2) A value-of-life awareness measurement scale 3) A behavior observation and recording form, 4) A recording form for daily reflection of learning. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, together with content analysis. The findings were as follows: 1. The constructed enrichment curriculum for cultivating nursing students’ awareness in values of life consisted of six components: 1)Key curriculum concepts and principles, 2) Curriculum objectives, 3) Curriculum content structure 4) Organization of learning activities and materials 5) Measurement and evaluation of learning 6 )Curriculum evaluation.Five learning units were planned: 1) Self awareness 2) Faith in goodness 3) Realization of self values 4)Understanding life and understanding others 5) Perception and understanding of sufferings. Each learning unit was composed of three learning plans. A two-hour period was spent for each plan which made the total of 30 hours within 15 learning periods. Instructional activities emphasized variety and students’ performance especially through the four principal activities arranged in all units i.e. meditation, deep listening, reflection, and daily recording of learning. Each unit also had its own particular learning activities. In the beginning stage, some students had troubles with some activities which need practicing such as the four principal ones in particular. With close guidance from instructors, however, students increasingly performed better. Both participated instructors and students reported that the constructed course was appropriate for developing students’ awareness in values of life and enabling them to understand themselves and others. 2. While learning in each unit, all students manifested awareness in values of life, some with a few times more than others; for instance, explaining the reasons for choosing their self symbols through ideas and drawings, giving examples of beliefs in rituals and faith , giving reasons for the beliefs in supernatural power, telling how happy they were when helping others, expressing understanding of severe sufferers’ behaviors , and helping them from mental distress. The comparison of the pre-test and post test mean scores revealed that the post-test mean score of students’ awareness in values of life in general was higher than the pre-test one at the statistically significance level of .01</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101726 ผลการดำเนินงานหมู่บ้านไอโอดีน จังหวัดนครสวรรค์ 2017-10-19T11:45:04+07:00 ทัศพร ชูศักดิ์ tsp2548@hotmail.com <p>โรคขาดสารไอโอดีนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประชาชน มีผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลการดำเนินงานหมู่บ้านไอโอดีน บ้านวังเตียน ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้จากการเลือกพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจงโดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้นำชุมชน จำนวน 31 คน และกลุ่มแม่บ้าน จำนวน 101 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบบันทึกการตรวจคุณภาพเกลือ และแบบสอบถาม จำนวน 2 ชุด สำหรับกลุ่มผู้นำชุมชนและกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งมีค่าความเที่ยง ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87 และ 0.83 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบด้วยค่าที ชนิด 2 กลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา พบว่า ก่อนดำเนินการหมู่บ้านไอโอดีน ครัวเรือนมีการบริโภคเกลือคุณภาพ ร้อยละ 67.8 หลังดำเนินการหมู่บ้านไอโอดีนครัวเรือนมีการบริโภคเกลือคุณภาพ ร้อยละ 97.2 กลุ่มผู้นำชุมชนมีความรู้การปฏิบัติ และความพึงพอใจ เรื่องการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มแม่บ้านมีความรู้ การรับรู้ และการปฏิบัติ เรื่องการควบคุมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p><p>The Effect of Performance Village Iodine, Nakhon Sawan Province.</p><p>Iodine Deficiency Disorders is a major public health problem to the people. Iodine Deficiency Disorders affects to development of quality of life in children and youth. This research was participatory action research which investigated the effectiveness of performance village iodine Ban Wangtian, Samrongchai sub-district, Phisalee district, Nakhon Sawan province by purposive sampling. The target groups of this research were 31 community leader and 101 housekeeper group. The material used in data collection were salt quality data form an interview questionnaire which include two sets. The reliability was 0.87 and 0.83 respectively. The statistical analysis was; 1) The percentage, mean, and standard deviation were used in terms of descriptive statistics and 2) The paired t – test was used for analytical statistics. Result show that the behavior consumption of iodine supplements in areas was high. The test of knowledge in community leader found that the performance was and satisfaction was. Preventive of IDD was significantly high level in community leader. In addition, knowledge of housekeeper group found that the perception was and the performance was .For preventive of IDD was significantly high level in all differences.</p> ##submission.copyrightStatement## //tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/101729 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีจอตาเสื่อมจากอายุ 2017-10-19T11:45:05+07:00 กนกอร พูนเปี่ยม kanokorn.p.cu@gmail.com ศิริพันธุ์ สาสัตย์ kanokorn.p.cu@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ อายุ ระดับการมองเห็น การสนับสนุนทางสังคม ภาวะซึมเศร้าและการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิงและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคจอตาเสื่อมจากอายุ ที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกจักษุ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)และโรงพยาบาลตำรวจ คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพชีวิต แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการซึมเศร้าและแบบสอบถามการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบสอบถามคุณภาพชีวิต ได้ค่า CVI = 0.96 แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมได้ค่า CVI = 1.00 ตรวจสอบความสอดคล้องภายในโดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าเท่ากับ .981 .912 .840 และ .902 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) Eta และ Spearman’rho โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p><p>Factors Related To Health Related Quality Of Life In Older Persons With Age-Related Macular Degeneration</p><p>This descriptive correlational research was aimed to study the health-related quality of life in older persons with age-related macular degeneration and to study the relationships between sex, age, visual acuity, social support, depression and activity of daily living of older persons with age-related macular degeneration. Subject consisted of 120 older persons with age-related macular degeneration at retina clinic in Mettapracharak (Watraikhing) Hospital and Police General Hospital, and were selected by using multi-stage sampling technique. Research instruments were demographic questionnaires, Thai Visual Function Questionnaire 28, social support, Thai Geriatric Depression Scale and Barthel ADL index which were tested for content validity and reliability. Cronbach’s alpha coefficient of Thai Visual Function Questionnaire 28, social support, Thai Geriatric Depression Scale and Barthel ADL index were .981 .912 .840 and .902 respectively. The data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation and Pearson’s Product Moment Eta and Spearman’rho Correlation Coefficient.</p> ##submission.copyrightStatement##