THE EFFECTS OF CIRC TECHNIQUE TO ENHANCE ENGLISH READING AND WRITING ABILITIES AND SOCIAL SKILLS AMONG GRADE 11 STUDENTS

Main Article Content

วศิน ปังสุวรรณ นิธิดา อดิภัทรนันท์ วิไลพร ธนสุวรรณ

Abstract

        The purposes of this study were 1) to compare the students’ English reading ability before and after being taught through CIRC technique, 2) to study the students’ English writing ability after being taught through CIRC technique, and 3) to compare the students’ social skills before and after being taught through CIRC technique. The target group was Grade 11 Students who studied English reading and writing at Maesaiprasitsart school, Chiang Rai province in the first semester of the academic year 2016. The research instruments consisted of seven CIRC technique learning plans, an English reading ability test, an English writing ability evaluation form and test, and a social skills questionnaire which were administered to the students before and after the experiment. The data were analyzed for mean, standard deviation, percentage and t-test dependent.


          The findings were as follows:


  1. The Grade 11 students’ English reading ability improved after being taught by using CIRC technique.

  2. The Grade 11 students’ English writing ability met the pre-set criteria after being taught by using CIRC technique.

  3. The Grade 11 students’ social skills improved after being taught by using CIRC technique.

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

Section
บทความวิจัย

References

กัญญา ทิพย์ลาย. (2545). การสร้างแบบฝึกการเขียนสรุปความจากบทร้อยแก้วสำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แผนผังความคิด. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ.
ปนัดดา ประพันธ์กูล. (2556). การใช้การเรียนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความสามารถ
ทางการฟัง พูดภาษาอังกฤษ และทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.
เชียงใหม่ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พิมพร พยุหะ. (2557). การใช้การอ่านแบบจิ๊กซอว์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน การเขียน
สรุปความภาษาอังกฤษ และทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. เชียงใหม่ :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ภักษร หรุ่นเลิศ. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดย
ใช้โครงสร้างเรื่องเล่า กับการสอนโดยวิธีการแปล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนสายน้ำผึ้ง กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอน
วิชาภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์. (2548). ทำไมเมืองไทยถึงไร้มาตรฐานทางภาษาต่างชาติ. กรุงเทพฯ:
บริษัทอมรินทร์ บุ๊คเซนเตอร์ จำกัด.
ภาวดี จิตตามัย. (2548). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษด้านการอ่าน
และการเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกัน
เทคนิค CIRC และจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps. กรุงเทพฯ : บัณฑิต
วิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร.
รุ่ง แก้วแดง. (2541). ปฏิวัตการศึกษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
วรพรรณ สิทธิเลิศ. (2537). ผลของการสอนโดยวิธี ซี ไอ อาร์ ซี ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจ
ภาษาอังกฤษ และความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในชั้นเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 5. เชียงใหม่ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ศรินยา ขัติยะ. (2544). การใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านและ
ทักษะทางสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4. เชียงใหม่ : คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สมุทร เซ็นเชาวนิช. (2542). เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ : สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมเกียรติ อ่อนวิมล. (2558). ค่านิยมหลัก 12 ประการของ คสช. กับผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21.
สืบค้นจาก http://www.thaivision.com/in-my-opinion/-12-21.
Kirkland, M.R. & Saunders, M.A.P. (1991). Maximizing Student Performance in Summary
Writing : Managing cognitive load. TESOL quarterly, 25 (1), 105-121.
Panawas, S. (2006). Interactive Approaches to English Reading. Faculty of
Humanities and Social Sciences. Suan Dusit Rajabhat University.
Stevens, Madden, Slavin & Farnish. (1987). Cooperative integrated reading and
composition : Two field experiments. Report No. 10. Center for research on
Elementary & Middle Schools. The Johns Hopkins University: Baltimore.