Chophayom Journal https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom <p>วารสารช่อพะยอม เป็นวารสารในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จัดทำโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาวิชาสังคมวิทยา สาขาศิลปศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม- พฤษภาคม ฉบับที่ 2 เดือนมิถุนายน - ตุลาคม ฉบับที่ 3 เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม</p> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม en-US Chophayom Journal 1513-5462 ปกใน https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126484 <p>ปกใน</p> กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 1 1 กองบรรณาธิการ https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126485 <p>กองบรรณาธิการ</p> กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 2 4 บทบรรณาธิการ https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126486 <p>บทบรรณาธิการ</p> รังสรรค์ สิงหเลิศ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 5 5 สารบัญ https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126487 <p>สารบัญ</p> กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 7 14 รูปแบบการเสริมสร้างความสุขในการทํางาน ของนักสืบสวนสอบสวน ในการปราบปราม การทุจริต สํานักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม Work Happiness Enhancement Model of Anti-Corruption Investigator at Office of Public Sector Anti-Cor https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126432 <div>บทคัดย่อ</div> <div>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทํางาน ของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริต สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม&nbsp;2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการทํางาน ของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริต&nbsp;สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบและยืนยันรูปแบบการเสริมสร้างความสุขในการทํางานของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริตสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสุขในการทํางานของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.46, SD = 0.71) และรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ทั้ง 3 ด้าน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทํางานของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริต ได้แก่ ปัจจัยด้านความสําเร็จในการทํางาน ด้านสภาพแวดล้อมในการทํางาน ด้านความรักในงาน สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสุขในการทํางาน</div> <div>ได้ร้อยละ 79.80 (R2 เท่ากับ 0.798) อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 รูปแบบ และการยืนยันรูปแบบ&nbsp;เสริมสร้างความสุขในการทํางาน ของนักสืบสวนสอบสวนในการปราบปรามการทุจริต สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรมที่เหมาะสมจะต้องมีการเสริมสร้างความรักในงานโดยการสร้างความชํานาญ ในวิชาชีพ และควรแยกงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กับงานไต่สวนข้อเท็จจริงออกจากกันอย่างชัดเจน จะต้องมีการเสริมสร้างความสําเร็จในการทํางาน ซึ่งควรมีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรของสํานักงาน&nbsp;ป.ป.ท. และมีการอบรมบุคลากรอย่างสมํ่าเสมอ จะต้องมีการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทํางานโดยมีที่ตั้งสํานักงานเป็นของตนเองอย่างแท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบประมาณ จะต้องมีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสถานที่ทํางานโดยมีการจัดกิจกรรมสัญจรเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในหน่วยงานจะต้องมีการเสริมสร้าง ผู้นําองค์กรโดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรสร้างความใกล้ชิดกับบุคลากรในระดับปฏิบัติและมีการกระจายอํานาจในการบริหารงานอย่างเป็นธรรม และจะต้องมีการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการทํางานโดยการจัดสรรค่าตอบแทนหรือเงินประจําตําแหน่งอย่างเท่าเทียม นําหลักคุณธรรมมาใช้ในการพิจารณาความดีความชอบ และการเลื่อนระดับ อันจะนําไปสู่การทํางานอย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้การทํางานที่มีประสิทธิผลและทําให้การปฏิบัติงานในการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ มีประสิทธิภาพต่อไป คําสําคัญ : ความสุขในการทํางาน, นักสืบสวนสอบสวน</div> <div> <div class="page" data-page-number="2" data-page-label="16" data-loaded="true"> <div class="textLayer"> <div>ABSTRACT</div> <div>The purpose of this research were (1) To study the work happiness levels of working&nbsp;of Anti-Corruption Investigator at Office of Public Sector Anti-Corruption Commission, Ministry of&nbsp;Justice. (2) To study the influence factors affecting work happiness of Anti-Corruption Investigator&nbsp;at Office of Public Sector Anti-Corruption Commission, Ministry of Justice. (3) To created a model&nbsp;to enhance the happiness of working of Anti-Corruption Investigator at Office of Public Sector&nbsp;Anti-Corruption Commission, Ministry of Justice.&nbsp;The work happiness level of working were as followed, the overall were medium level&nbsp;mean score (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.46,SD = 0.71) and the medium level had 3 items.There were 4 factors affected&nbsp;to the work happiness there were ; success at work, environment at work, the love of work and&nbsp;relationships in the work. At 0.5 significant level, R2 = 0.798. A model and confirmed model to&nbsp;enhance the happiness of working consist of appropriated 6 factors there were ; the love of work&nbsp;, success at work , environment at work, relationships in the workplace, leadership and quality</div> <div>of life at work. Therefore, The Office of Public Sector Anti-Corruption Commission, Ministry&nbsp;of Justice should bring these factors together to make a policy for increase efficiency. And&nbsp;effectiveness of work. Including improvements to enhance the happiness of working. As a result,&nbsp;the operation in the Anti-Corruption Investigator at Office of Public Sector Anti-Corruption&nbsp;Commission, Ministry of Justice, effective next.</div> <div>Keywords :&nbsp;Happiness in work, Investigators</div> </div> </div> <div class="page" data-page-number="3" data-page-label="17" data-loaded="true">&nbsp;</div> </div> เจนรบ พละเดช ภักดี โพธิ์สิงห์ เสาวลักษณ์ โกศลกิตติอัมพร สัญญา เคณาภูมิ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 15 26 แผนยุทธศาสตร์การค้ามันสําปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนแผนยุทธศาสตร์การค้ามันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน The Thai Tapioca Chip Trading Strategic Plan to China https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126435 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน2)วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเส้นของไทย3)สร้างแผนยุทธศาสตร์การค้ามันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนวิธีการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ&nbsp;คือระยะที่ 1 เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกมันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนและสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเส้นไทย ระยะที่ 2เพื่อสร้างแผนยุทธศาสตร์การค้ามันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนและระยะที่ 3 เพื่อประเมินและยืนยันแผนยุทธศาสตร์การค้ามันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สังเคราะห์ขึ้นจากการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า<br>1. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อปริมาณยอดขายมันสำปะหลังเส้น ได้แก่ ปัจจัยด้านราคาขาย ปัจจัยด้านความนิยมในตัวสินค้า ปัจจัยด้านจำนวนยอดการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า ปัจจัยด้านการเติบโตของกิจการของลูกค้าและปัจจัยด้านราคาสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน<br>2. สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเส้นไทยที่สำคัญในแต่ละด้านคือ ด้านจุดแข็งพบว่า&nbsp;ประเทศไทยมีผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ด้านจุดอ่อนพบว่า&nbsp;คุณภาพมันสำปะหลังเส้นไทยในภาพรวมค่อนข้างตํ่า รวมถึงต้นทุนด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างสูง ด้านโอกาสพบว่า&nbsp;ประเทศจีนมีโอกาสนำ เข้ามันสำปะหลังเส้นมากขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ต้องใช้ใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบของจีนมีการขยายตัวและเติบโตต่อเนื่อง ด้านอุปสรรคพบว่าตลาดมันสำปะหลังเส้นของไทยมีเพียงประเทศจีนตลาดเดียวทำให้ผู้ประกอบการไทยขาดอำนาจต่อรองและมีโอกาสที่ผู้นำเข้าจะเข้ามาเปิดจุดรับซื้อและส่งออกด้วยตนเอง&nbsp;3. แผนยุทธศาสตร์การค้ามันสำปะหลังเส้นของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน มี 4 ยุทธศาสตร์ 17&nbsp;มาตรการ ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้ามันสำปะหลังเส้นของอาเซียน 4 มาตรการ&nbsp;2) ยุทธศาสตร์ทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 6 มาตรการ 3) ยุทธศาสตร์สร้างเสถียรภาพและเพิ่มความได้เปรียบของมันสำปะหลังเส้นไทย 5 มาตรการ และ 4) ยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาจีน 2 มาตรการ&nbsp;คำสำคัญ : แผนยุทธศาสตร์, การค้ามันสำปะหลังเส้น</p> <p>ABSTRACT<br>The objectives of this research are to: 1) examine factors affecting the export quantity&nbsp;of Thai tapioca chips to China, 2) analyze the environments of Thai tapioca industry, and 3)&nbsp;createThai tapioca chip trading strategic plan to China. The research process is divided into three&nbsp;phases.The first one is to examine factors determining the export quantity of tapioca chips to&nbsp;China, and to study the environments of Thai tapioca industry.The next phase is to create Thai&nbsp;tapioca chip trading strategic plan to China.Finally, the last phase is to evaluate the possibility&nbsp;and reaffirm Thai tapioca chip trading strategic planto China created in the second phase.&nbsp;The research results areas follows:&nbsp;1. The factors affecting the sales volume of tapioca chips arethe price of tapioca chips,&nbsp;the product preferences, the number of customers’ purchasing orders, the growth of customers’&nbsp;companies, and the price of substitute products.&nbsp;2. The important environmentsof Thai tapioca chip industry show that in terms of the&nbsp;strength, Thailand has capacity to produce tapioca chips sufficiently for domestic use and export.&nbsp;However, the weakness is the low quality of Thai tapioca chips, including the higher relevant cost.&nbsp;In terms of opportunity, the research found that China tends to import more tapioca chips due&nbsp;to the continuous growth of the Chinese industries which use them as raw materials. Nevertheless,<br>the threat for Thai tapioca chip industry is that they rely only on the Chinese market, resulting in&nbsp;the lack of bargaining powerThere is also the possibility that Chinese importers will come to buy&nbsp;and export by themselves.&nbsp;3. The Thai tapioca chip trading strategic plans to China consist of four strategies and&nbsp;17 measures which are; 1) four measures to push forward Thailand to be a tapioca trading center&nbsp;of ASEAN, 2) six measures to review and improve relevant policies, 3) five measures to stabilize&nbsp;and increase the advantage of Thai tapioca chips, and 4) two measures to reduce dependence&nbsp;on Chinese market.&nbsp;Keywords : Strategic Plan, Tapioca Chip Trading</p> ชาญวิทย์ เรืองชัยทวีสุข วัชรินทร์ สุทธิศัย เสาวลักษณ์ โกศลกิตติอัมพร ทรงศักดิ์ จีระสมบัติ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 27 36 รูปแบบการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 Public Service Development Model of Local Administrative Organizationin Upper North-Eastern Provincial Cluster 1 https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126437 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะและเพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 218 แห่ง&nbsp;สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ สมการเชิงโครงสร้าง ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม&nbsp; &nbsp;เทคนิคเดลฟาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน ฐานนิยม และค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า<br>ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เรียงจากสูงไปหาตํ่า ได้แก่ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการที่ดี ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัจจัยด้านการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ปัจจัยด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยด้านสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ ปัจจัยด้านทรัพยากรการบริหาร ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการพัฒนาการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้แก่การพัฒนาภาวะผู้นำ การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาระบบงบประมาณและการคลัง การพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ การพัฒนาบุคลากร</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of the research were to study factors affecting the effectiveness of public&nbsp;services and to create thepublic service development model of local administrative organizationin&nbsp;Upper North-Eastern Provincial Cluster 1. The research methodology was divided into two&nbsp;phases.&nbsp;Phase 1was a study of factors affecting the effectiveness of public services of local&nbsp;administrative organization. The samples used in the study were 218 local administrative organizations.&nbsp;The instruments used in the study were rating scale questionnaires. The statistics used&nbsp;for data analysis were frequency, percentage, average, and standard deviation. The statistics used&nbsp;to test hypotheses, including correlation and analysis of Structural Equation Model.&nbsp;Phase 2 was a construction of thepublic service development model of local administrative&nbsp;organizationin Upper North-Eastern Provincial Cluster 1. The instruments used in the&nbsp;study were questionnaires using the Delphi technique. The statistics used for data analysis, median,&nbsp;modeand Interquartile Range.&nbsp;The results of the study were:&nbsp;Factors that influence the effectiveness of the public service including good governance<br>factor, people participation factor, Result Based Management factor, Strategic Planning factor,&nbsp;official’s competency factor, resource management factor, official’s motivation factor and Transformational<br>Leadership factor.&nbsp;The Public Service Development Model of Local Administrative Organization in Upper<br>North-Eastern Provincial Cluster 1 found thatthere wereLeadership Development, Public participation<br>Development, Budget and Finance Development, Strategic Management Development, Result&nbsp;Based Management Practice, Staff Competency Development.</p> ต่อลาภ อรัญวารี สัญญา เคณาภูมิ เสาวลักษณ์ โกศลกิตติอัมพร รังสรรค์ สิงหเลิศ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 37 46 ตัวแบบพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ Model Development for Improving the Performance Efficiency of Sub-district Municipalities in the Roy-Kaen-Sarn-Sin Provincial Group https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126441 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล 3) เพื่อสร้างตัวแบบพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล โดยทำการศึกษากลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ การวิจัยระยะที่ 1 ศึกษาระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานและปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล เป็นการวิจัยผสมผสานวิธีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้บริหาร ตัวแทนสมาชิกสภาเทศบาลตัวแทนปลัดเทศบาล ตัวแทนผู้อำนวยการกองคลัง ตัวแทนผู้อำนวยการกองช่าง และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน&nbsp;249 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์อิทธิพลเส้นทาง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การสร้างตัวแบบเชิงยืนยันของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผล<br>การปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล และระยะที่ 3 การยืนยันตัวแบบเชิงยืนยันของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบล โดยผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องตาม Expert Verified จำนวน 20 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br>ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ระดบั ประสทิ ธผิ ลการปฏิบตั งิ านของเทศบาลตาํ บลกลมุ่ พฒั นาจงั หวัดรอ้ ยแกน่ สารสินธุ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้คือ ด้านคุณภาพการให้บริการ ด้านประสิทธิผลของการปฏิบัติงาน ด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ และด้านการกำกับดูแลและการพัฒนาองค์การ ตามลำดับ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ได้แก่ ปัจจัยภายในองค์การ มากที่สุดคือ วัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิภาพ สมรรถนะการบริหารจัดการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ ปัจจัยด้านบุคลากรมากที่สุดคือ สมรรถนะผู้นำองค์กร ความรู้ ความสามารถของบุคลากร แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของบุคลากร การสนับสนุนจากผู้บริหาร ความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน ตามลำดับ และปัจจัยภายนอกองค์การมากที่สุดคือ การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับ นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตัวแปรดังกล่าวสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการการพัฒนาขีดสมรรถนะบุคลากรสายวิชาการได้ร้อยละ 97.20 (R2 = 0.972 , F = 854.704) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ตัวแบบพัฒนาประสิทธิผลการดำเนินงานของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กระบวนการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน 2) การพัฒนาองค์การให้มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย และ 3) การยกระดับความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน&nbsp;คำสำคัญ : ตัวแบบพัฒนา, เทศบาลตำบล, ประสิทธิผลการปฏิบัติงาน</p> <p>ABSTRACT<br>The aims of the research were to assess job performance efficiency of sub-district&nbsp;municipalities; to analyze the causal factor affecting the job performance efficiency and to&nbsp;establish a development model for accounting for job performance efficiency of sub-district&nbsp;municipalities in the Roi-Kaen-Sarn-Sin Provincial Cluster. The research was divided into three&nbsp;phases. Phase 1: The research focused on assessing the job performance efficiency and analyzing&nbsp;causal factors contributing the job performance efficiency of the sub-district municipalities. The&nbsp;mixed research method was used for the study. The samples were 2,400 representatives consisting&nbsp;of executives, municipality members, municipal clerks, directors of the finance division, directors&nbsp;of the technician division, and people from 249 municipalities. The data analysis was computed&nbsp;by the descriptive statistics and Path Analysis was employed for data analysis. In-depth interview<br>was used for the qualitative research, of which the targeted purposive sampling was 12 persons&nbsp;consisting of experts and related academics. The content analysis was used for the study. Phase&nbsp;2: The research took a focus on designing the model of the job performance efficiency. Phase 3:&nbsp;The research dealt with affirming the model of the job performance efficiency of sub-district&nbsp;municipalities by 20 verification experts. The data analysis was computed by the descriptive&nbsp;statistics.&nbsp;Results of the research were as follows: 1) The overall job performance efficiency of&nbsp;sub-district municipalities in the Roi-Kaen-Sarn-Sin Provincial Cluster was at a high level in the&nbsp;following descending fashion: the service quality, efficiency of the job performance, effectiveness<br>of the job performance, as well as monitoring and developing of the organization respectively 2)&nbsp;In addition, the factors affecting the job performance efficiency of the sub-district municipalities&nbsp;in the Roi-Kaen-Sarn-Sin Provincial Cluster were internal factors of the organization, of which the&nbsp;highest rated factors could be listed in descending way: effective organizational culture, management&nbsp;competency, regular human resource development and continuous evaluation respectively.&nbsp;Five high rated items of the factors were competency of leaders, knowledge and abilities of&nbsp;the municipality personnel, achievement motivation of the personnel, executives’ support and&nbsp;responsibilities respectively. Regarding the external factors, the three high rated items of the factors&nbsp;were accountability controlled by the public organization, public policies and public participation.&nbsp;The variables predicted the variance of the job performance efficiency of sub-district municipalities&nbsp;in the Roi-Kaen-Sarn-Sin Provincial Cluster was statically significant 97.20%&nbsp;(R2 = 0.972 , F = 854.704) at the .05 level and 3) The model for developing the job performance&nbsp;efficiency of the sub-district municipalities in the Roi-Kaen-Sarn-Sin Provincial Cluster consisted of&nbsp;three components: 1) a process of the public service system, 2) excellence and competencybased&nbsp;organization development, 3) upgraded transparency and confidence in public&nbsp;administration.&nbsp;Keywords : Model for Development, Sub-District Municipalities, Job Performance&nbsp;Efficiency</p> พุทธพงศ์ ผางจันทร์ดา สัญญา เคณาภูมิ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 47 58 รูปแบบพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ Model Developed Core Competencies of the Executive Department of the Wholesale Quintessential Roiy Khan Sara Sin https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126443 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ เพื่อสร้างรูปแบบพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ และเพื่อยืนยันรูปแบบพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ โดยศึกษาในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ วิธีการดำเนินการดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารห้างค้าส่งในในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ โดยการสุ่มแบบอย่างง่าย (Simple random sampling) จำนวน 136 คน จากการคำนวณของตารางของ เคซี่ และมอร์แกน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ การวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation<br>Modeling : SEM) ระยะที่ 2 เพื่อสร้างรูปแบบพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์&nbsp;และ ระยะที่ 3 ยืนยันรูปแบบพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ และะทำการตรวจสอบยืนยันรูปแบบ โดยวิธีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship)&nbsp;จำนวน 15 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย&nbsp;ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ โดยเรียงลำดับค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลจากมากไปหาน้อย คือ คุณลักษณะส่วนบุคคล ( ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.39) แรงจูงใจ (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.29) บุคลิกภาพ (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.27) ทักษะ (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.22) การสื่อสาร (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.17)ความรู้ (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ -0.11) ประกอบกับปัจจัย พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหาร และอัดตมโนทัศน์ ที่มีอิทธิพลทางอ้อม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารห้างค้าส่งในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : สมรรถนะหลักผู้บริหาร รูปแบบพัฒนา ห้างค้าส่ง</p> <p>ABSTRACT<br>This research aims to study the factors that affect the performance of the executive&nbsp;Department of the Wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin to create a model of the core&nbsp;competencies of the executive Department of the Wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin.&nbsp;The study also confirms the model developed core competencies of the executive department&nbsp;of the wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin, the Khon Kaen, Maha Sarakham, Roi Et province&nbsp;in Kalasin and how to conduct the Phase 1 research papers. By studying the core competencies&nbsp;of the executive department of the wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin Phase 2&nbsp;study of causal factors that can affect the performance of the executive Department of the&nbsp;Wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin. The sample of wholesalers in the executive department<br>of the quintessential Roiy Khan Sara Sin is randomly simplified (Simple random sampling)&nbsp;136 Calculation of a table of Casey and Morgan collected using scales. Data were analyzed by a&nbsp;computer program. The statistical analysis was used to test hypotheses, structural equation&nbsp;(Structural Equation Modeling: SEM), and the third generation model of the core competencies&nbsp;of the executive department of the wholesale quintessential Roiy Khan Sara Sin. And validate&nbsp;the model with experts’ checkup (Connoisseurship) 15 the statistics mean.<br>Factors affecting the performance of the executive Department of the Wholesale&nbsp;quintessential Roiy Khan Sara Sin are order coefficient influenced by descending the personal&nbsp;characteristics (coefficient of influence equal to 0.39), motivation (coefficient of influence equal&nbsp;to 0.29), personality (coefficient of influence equal to 0.27), skills (coefficient of influence equal&nbsp;to 0.22), communications (the influence coefficient of 0.17), knowledge (coefficient of -0.11 influence)&nbsp;with the factor. Behaviors administrators and compressing the concept Influential indirect&nbsp;these factors affect the performance of the executive Department of the Wholesale quintessential&nbsp;Roiy Khan Sara Sin. The level of statistical significance is 05.&nbsp;Keywords : core competencies of the executive, model developed, Department of&nbsp;the Wholesale</p> เกียรติสุดา แก้ววิศิษฎ์ เสาวลักษณ์ โกศลกิตติอัมพร ภักดี โพธิ์สิงห์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 59 78 ศึกษาการประยุกต์ใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ULibMในห้องสมุด โรงพยาบาลมหาสารคาม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข Application of ULibMin Mahasarakham Hospital Library, Ministry of Public Health https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126445 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการทำงานของระบบอัตโนมัติยูลิบเอ็ม (UlibM) ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในห้องสมุดโรงพยาบาลมหาสารคามสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 2) ศึกษาความเหมาะสมของการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติยูลิบเอ็ม ในห้องสมุดโรงพยาบาลมหาสารคาม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการของห้องสมุดในโรงพยาบาลมหาสารคามประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แยกเป็นกลุ่มประเมินความเหมาะสมของระบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี หรือคอมพิวเตอร์ 5&nbsp;สาขาวิชาชีพ จำนวน 5 คน และบรรณารักษ์ห้องสมุดในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 11 แห่ง 32 คน และกลุ่มผู้ใช้บริการระบบได้แก่ บุคลากรในโรงพยาบาลมหาสารคาม จากจำนวนบุคลากรในโรงพยาบาลมหาสารคาม ทั้งหมด 1,337 คน ได้แก่ แพทย์ และทันตแพทย์ รวมจำนวน 79 คน พยาบาล จำนวน 361 คน เภสัชกร จำนวน<br>29 คน เจ้าหน้าที่อื่น ๆ จำนวน 868 คน (โรงพยาบาลมหาสารคาม. 2557 : ค) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของทาโรยามาเน่ (Yamane, 1973 อ้างในธีรวุฒิ เอกะกุล, 2543)ตาราง ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 135 คน&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสำรวจประเมินความคิดเห็น มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;ผลการวิจัยมีดังนี้&nbsp;1. ระบบอัตโนมัติ ยูลิบเอ็ม UlibM ที่นำมาประยุกต์ใช้ในห้องสมุดโรงพยาบาลมหาสารคาม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยกระบวนการทำงานดังนี้ ระบบการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ ระบบสมาชิก&nbsp;ระบบการสืบค้น การบริการเครื่องมือสืบค้น ระบบยืมคืน การจัดการวารสาร นิตยสารและระบบการรายงานผลการปฏิบัติงาน&nbsp;2. ผลการประเมินความเหมาะสมของการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติยูลิบเอ็ม UlibM ในห้องสมุดโรงพยาบาลมหาสารคาม ของผู้เชี่ยวชาญ โดยรวมใน 4 ด้านพบว่ามีเหมาะสมมากที่สุด คือด้านหน้าที่ของระบบและด้านความสามารถทำงานตามความต้องการผู้ใช้ ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.58) ส่วนด้านการใช้งานของโปรแกรม และด้านความปลอดภัย<br>ผลการประเมินตามความคิดเห็นของบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่โดยรวมใน 4 ด้าน พบว่า ด้านความปลอดภัย โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.18) ด้านการใช้งานของระบบอัตโนมัติ ยูลิบเอ็ม UlibM โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.18) ด้านหน้าที่ของโปรแกรม พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก&nbsp;( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.97) และด้านความสามารถทำงานตามความต้องการผู้ใช้ ความสามารถโดยรวมของระบบบรรณารักษ์และเจ้าหน้าที่ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ซึ่งค่าเฉลี่ยโดยรวม ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">) เท่ากับ 3.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)&nbsp;เท่ากับ 0.62&nbsp;3. ผลการประเมินระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการห้องสมุดโรงพยาบาลมหาสารคาม มีความพึงพอใจ รายด้าน ด้านการให้บริการในระดับมาก (3.64) ด้านฮาร์ทแวร์ ซอฟแวร์ ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.39) และด้านการสืบค้นในระดับปานกลาง ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.48) และความพึงพอใจในการใช้บริการระบบอื่นๆโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.47)&nbsp;คำสำคัญ : ระบบอัตโนมัติ ยูลิบเอ็ม UlibM</p> <p>ABSTRACT<br>The research was a survey, aiming to : 1) study the working process of the UlibM&nbsp;automatic system which would be applied in Mahasarakham Hospital Library, Ministry of Public&nbsp;Health; 2) study the feasibility of application of the UlibM automatic system in Mahasarakham&nbsp;Hospital Library, Ministry of Public Health; 3) study the level of customers’ satisfaction with&nbsp;Mahasarakham Hospital Library services. The target group consisted of 5 experts in technology or&nbsp;computer from 5 occupations that dealt with assessment of the system installation and the<br>access of the UlibM automatic system applied in the context of Mahasarakham Hospital Library,&nbsp;Ministry of Public Health, 11 librarians from hospital libraries that used the UlibM automatic&nbsp;system, and 135 customers of Mahasarakham Hospital Library who were personnel of&nbsp;Mahasarakham Hospital. The instruments were 3 rating scale questionnaires for opinion surveying&nbsp;and evaluation. The statistics employed in data analysis comprised percentage, the mean and&nbsp;standard deviation. The results are as follows:&nbsp;1. The UlibM automatic system which was applied in Mahasarakham Hospital&nbsp;Library, Ministry of Public Health consisted of the following working processes: the information&nbsp;resource procurement system, the member system, the retrieval, the retrieving tool service&nbsp;system, the circulation service, periodical and magazine management system, and the performance<br>report system.&nbsp;2. The feasibility assessment of the application of the UlibM automatic system in Mahasarakham<br>Hospital Library by the experts on four aspects, on the whole, revealed that the&nbsp;aspect of the system function and the system usage were most feasible ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.58for each), while&nbsp;the safety aspect and the aspect of ability to respond to the customer’s need were in the high&nbsp;level ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.37, 4.00 respectively).The assessment by the librarians and personnel on the four&nbsp;aspects, on the whole, revealed the results in the high level on every aspect: the safety aspect,&nbsp;the system usage aspect, the program function system aspect, and the aspect of ability to respond&nbsp;to the customer’s need ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.18, 4.14, 3.97 and 3.93 respectively) ; and the evaluation by the&nbsp;customers of Mahasarakham Hospital Library on the four aspects, o n the whole, revealed the&nbsp;results in the high level on every aspect: the safety aspect, the system usage aspect, the aspect&nbsp;of ability to respond to the customer’s need, and the program function system aspect ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.19, 4.17, 4.10 and 4.09 respectively).&nbsp;3. The results of the assessment of the customers’ satisfaction with Mahasarakham&nbsp;Hospital Library services are as follows: the service aspect was in the high level ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.64), the&nbsp;hardware and software aspect ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.39) and the retrieval ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.48) were in the moderate level;&nbsp;and the satisfaction with other services, on the whole, was in the high level ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=3.47).&nbsp;Keywords : The UlibM Automatic Library System</p> สุภาภร ผ่องอุดม พรทิพย์ วรกุล วุฒิชัย พรพัชรพงศ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 79 92 ผลกระทบของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานที่มีต่อคุณภาพการทำงานของนักบัญชี สหกรณ์การเกษตรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ The Effects of Moral in Performance on Working Quality of Accountants in Agricultural Cooperatives in Northeastern Region https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126448 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลกระทบของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานที่มีต่อคุณภาพการทำงานของนักบัญชีสหกรณ์การเกษตรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักบัญชีสหกรณ์การเกษตรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 195 คนโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่ใช้ คือ การวิเคราะห์สัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณพบว่า1)ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานด้านความมั่นคงในการทำงานด้านนโยบายและการบริหารงานด้านสภาพการทำงาน มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับคุณภาพการทำงานโดยรวม ด้านการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จ ด้านการจัดหาปัจจัยทรัพยากรด้านกระบวนการปฏิบัติงานและด้านความพอใจของทุกฝ่าย 2) ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานด้านความก้าวหน้าในอาชีพการงานมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงลบกับคุณภาพการทำงาน ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน คำสำคัญ : ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน, คุณภาพการทำงาน, และนักบัญชีสหกรณ์การเกษตร</p> <p>ABSTRACT<br>This study aims to analyze the effects of morale in performance on work quality of&nbsp;accountants in agricultural cooperatives in Northeastern region. Data were accumulated from 195&nbsp;the accountants in agricultural cooperatives in Northeastern region. The instrument was a questionnaire.&nbsp;The statistics that were used for data analysis included multiple correlation analysis&nbsp;and multiple regression analysis. The researcher found that 1)job moral in terms of achievement,&nbsp;interpersonal relation,job security, policy and administration and working condition positively&nbsp;related and affected overall job quality of goal accomplishment, procurement resource, operation&nbsp;process and participant satisfaction2) job morale in terms of advancement was related to and&nbsp;negatively affected job quality onoperation process.&nbsp;Keywords : job morale, job quality, and accountants in agriculture</p> เข็มพร ศรีมงคล สุวรรณ หวังเจริญเดช นิกร ยาสมร ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 93 106 ท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อโสเภณี Attitude of Buddhism toward Prostitutes https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126449 <p>บทคัดย่อ<br>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา (1) ท่าทีของพระพุทธศาสนาที่มีต่อโสเภณีทั้งหลาย ความหมาย&nbsp;ความเป็นมา และ (2) วิเคราะห์คุณธรรม ความจริงทางประสาทสัมผัส คุณค่า และประโยชน์บางประการของโสเภณีในมุมมองเชิงปรัชญาที่ปรากฏในสังคมและในคัมภีร์พระพุทธศาสนาโดยการสะท้อนผ่านสังคมในอดีตและสังคมในปัจจุบันในบางแง่มุมของความคิด โสเภณีในสังคมไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ เกี่ยวข้องกับทั้งศาสนาและสังคม ส่วนโสเภณีในพระพุทธศาสนามีปรากฏในคัมภีร์หลายเรื่อง แต่ละเรื่องได้สะท้อนทัศนคติ&nbsp;มุมมอง ปัญหาและภูมิหลังทางสังคมของคนในยุคนั้นเป็นอย่างดี จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เขียนมีมุมมองบางประการในเรื่องของโสเภณี คนส่วนใหญ่มักจะมองโสเภณีในด้านลบ เป็นอาชีพที่น่ารังเกียจ ไม่น่ายกย่อง&nbsp;ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมที่ดีงามของสังคม ไม่ยอมรับโสเภณี บางสังคมก็รับโสเภณีได้ ส่วนท่าทีของพระพุทธศาสนาที่มีต่อโสเภณีนั้น ได้สะท้อนให้เห็นว่า โสเภณีเป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่สะท้อนความจริง ความจำเป็นพื้นฐานและโอกาสทางสังคมบางอย่าง รวมทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม สนับสนุนและสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อศาสนาและสังคมบางอย่างที่มีอยู่ภายใต้ร่มเงาของอาชีพนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป<br>คำสำคัญ : ท่าที, โสเภณี, ท่าทีของพระพุทธศาสนา, ความจริงทางประสาทสัมผัส และคุณค่า</p> <p>ABSTRACT<br>The objectives of this article were: (1) to study the attitude of Buddhism toward prostitutes,&nbsp;meaning, and history and (2) to analyze morality, sensational fact, value and some benefits&nbsp;in philosophical views appeared in society and Buddhism scriptures by reflecting through&nbsp;society in the past and present. Prostitutes in both Thailand and abroadhave had a history from&nbsp;the ancient time, which related with both religions and societies. However, prostitutes in Buddhism&nbsp;appeared in many texts. Each text has reflected the attitude, viewpoint, problems and social&nbsp;background of people in that period as well. From studies of related documents cause a writer&nbsp;to have some viewpoints in the case of prostitutes. Most people look at prostitutes in the negative<br>way, such as a bad career choice, dishonorable, non-admirable, do not have prestige of&nbsp;human beings, an illegal career, contrary to the good morality of society, and unacceptable. Some&nbsp;society accepts them, though. But the attitude of Buddhism toward the prostitutes reflected that&nbsp;they are a kind of people reflecting the reality, fundamental necessity, some social opportunity,&nbsp;including duty, responsibility of oneself and society, support and create some great benefits to&nbsp;religion and society under the shadow of this career which most of people would always look&nbsp;down.&nbsp;Keywords : attitude, prostitutes, attitude of Buddhism, sensational fact and value.</p> ธนกร ชูสุขเสริม แก่นเพชร แฝงสีพล พระมหาสัจจารักษ์ ปาลโก ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 107 116 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม Factors Affecting Happiness at Work of Academic Support Group at Rajabhat MahaSarakham University https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126451 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน&nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน&nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางหรือข้อปฏิบัติที่จะส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จำนวน 213 คน&nbsp;ซึ่งได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยใช้การทดสอบถดถอยพหูคุณ (Multiple Regression Analysis)&nbsp;ผลการศึกษา พบว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีระดับความสุขกับการทำงานในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.27 ; SD = .69) ด้านคุณลักษณะของงาน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.23 ;&nbsp;SD =.48) ด้านผลลัพธ์ที่คาดหวัง ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.95 ;S D =.57) และด้านสภาพแวดล้อมในงาน ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.90 ; SD =.55) ได้เป็นอย่างดี และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม&nbsp;เป็นไปตามสมการ&nbsp;Yˆ = 0.292+0.801 (ความพึงพอใจในงาน) + (.575)(ความพึงพอใจในชีวิต) + (.567)(อารมณ์/ความรู้สึกต่องาน)&nbsp;คำสำคัญ : ปัจจัย ,ความสุขในการทำงาน</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of this research were 1) to study the happiness level of academic support&nbsp;group at Rajabhat MahaSarakham University, 2) to study the factors affecting happiness at work&nbsp;of academic supports group at Rajabhat MahaSarakham University, and 3) to suggest or regulate&nbsp;affecting happiness at work of academic support group at Rajabhat MahaSarakham University. The&nbsp;instrument to collect the data was questionnaire. The 213 respondents consisted of academic&nbsp;support group at Rajabhat MahaSarakham University by stratified sampling. Data analyses were&nbsp;mean, standard deviation and analyses the factors affecting happiness at work of academic support&nbsp;group at Rajabhat MahaSarakham University by multiple regression.&nbsp;The results found that academic support group at Rajabhat MahaSarakham University&nbsp;had happiness at work in all factors in the good way whether personal relation ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.27;SD = .69)&nbsp;characteristic at work ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.23;SD =.48) result of expectation ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.95;SD =.57) and environmental&nbsp;workplace ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.90;SD =.55) and the factors affected happiness at work of academic support&nbsp;group at Rajabhat MahaSarakham University as the equation&nbsp;Yˆ = 0.292+0.801 (the satisfaction in work) + (.575) (the satisfaction in life) + (.567)&nbsp;(the emotions/ work satisfaction)&nbsp;Keywords : factors of happiness at work</p> พนมพร บำรุงบุญ ปิยลักษณ์ โพธิวรรณ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 117 124 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่กับผลการปฏิบัติงาน ของนักบัญชีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Relationships between Modern Job Intelligence and Job Performance of Accountants College Office at the Vocational Education Commissio https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126450 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์และผลกระทบระหว่างความฉลาด ในการทำงานสมัยใหม่กับผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach)&nbsp;ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ทั้งสิ้น จำนวน 207 ฉบับ คิดเป็นอัตราการตอบกลับที่ร้อยละ 49.17 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์&nbsp;การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่ ด้านการบริหารจัดการอารมณ์ มีความสัมพันธ์ และผลกระทบเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานโดยรวมด้านวิธีการใช้ปฏิบัติ 2) ความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่ ด้านการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานโดยรวม ด้านปริมาณงานและระยะเวลาปฏิบัติงาน ด้านคุณภาพของงาน และด้านวิธีการที่ใช้ปฏิบัติ 3) ความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่ ด้านการรับรู้ รู้จักอารมณ์ของบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานโดยรวม ด้านปริมาณงานและระยะเวลาปฏิบัติงาน และด้านคุณภาพของงาน 4) ความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่ ด้านการบริหารจัดการด้านสัมพันธภาพ มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับผลการปฏิบัติงานโดยรวม ด้านคุณภาพของงานและวิธีการใช้ปฏิบัติ ดังนั้น นักบัญชีสถานศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่ โดยการพัฒนาทักษะ ด้านบริหารจัดการสัมพันธ์ภาพ การจัดการด้านอารมณ์ พร้อมทั้งสามารถเรียนรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเอง และเพื่อนร่วมงานได้เพื่อให้การติดต่อประสานงานระหว่างบุคคลมีความคล่องตัวเกิดประสิทธิประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานบัญชีได้อย่างมีคุณภาพและบรรลุความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ของงานและองค์กร&nbsp;คำสำคัญ : ความฉลาดในการทำงานสมัยใหม่, ผลการปฏิบัติงาน, และนักบัญชีสถานศึกษา</p> <p>ABSTRACT<br>This research aimed to test the relationships between modern job intelligence and&nbsp;job performance of college office accountants at the Vocational Education Commission. The&nbsp;research instrument was questionnaires, used for the alpha coefficient according to Cronbach’s&nbsp;method sent out by mail. There are 207 completed questionnaires, making an outcome return&nbsp;of 49.17 percent. Statistics used to record data is multiple correlation analysis modern and&nbsp;multiple linear regression. The results of the study were as follows: 1) modern work intelligence&nbsp;in emotional management in relationship has positive impact on performance 2) modern work&nbsp;intelligence in motivation for self has a positive relationship and positive impact on performance,&nbsp;workload and duration and quality of work 3) modern work intelligence on the recognition<br>recognizes other people’s emotions has a positive relationship and positive impact on performance&nbsp;workload and duration and quality of work 4) modern work intelligence in emotional&nbsp;management in relationship has positive impact on performance. Accountants’ education is important&nbsp;to modern work intelligence. Skill development, relationship management, emotional&nbsp;management, learn and understand self-emotion and colleagues’ emotion are all good&nbsp;cooperative and effective accounting performance in order to reach the work and organization goals.&nbsp;Keywords : modern job intelligence, job Performance, and School of Accountants</p> บรรพต สาแก้ว ณรัฐวรรณ มุสิก นิกร ยาสมร ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 125 136 ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา The Relationship between Development of Electronic Government Procurement and Commodity Management https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126452 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์กับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารงานพัสดุของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 190 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้านระบบเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อ จัดจ้าง และด้านระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพในการบริหารงานพัสดุ ดังนั้นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยการจัดให้มีระบบเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดการสารสนเทศการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงควบคุมในเรื่องของระบบลงทะเบียน เพื่อเกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;คำสำคัญ : การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประสิทธิภาพการบริหาร&nbsp;งานพัสดุสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</p> <p>ABSTRACT<br>This study aimed to investigates the relationship between development of electronic&nbsp;government procurement and commodity management efficiency of Education Office of Vocational&nbsp;Education Commission. Questionnaires were used as an instrument for collecting data from&nbsp;190 procurement executives. The statistics used is multiple correlation analysis, simple regression&nbsp;analysis and multiple regression analysis.&nbsp;The result found that electronic government procurement in aspect of information<br>disclosure center and management information system was involved in and had positive impact&nbsp;on commodity management efficiency. Therefore, Education Office of Vocational Education&nbsp;Commission should be emphasized on developing electronic government procurement system&nbsp;made by information disclosure center, management information system and registration management&nbsp;center control for efficient operation of the commodity management efficiency.&nbsp;Keywords : development of electronic government procurement, commodity management&nbsp;efficiency, education office of vocational education commission</p> วัชราภรณ์ ลาวงค์ อัครวิชช์ รอบคอบ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 137 146 แนวคิดสำคัญในวารสารสารสุขผู้สูงวัย Themes in the Periodical Wellbeing of the Elderly https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126453 <div>บทคัดย่อ</div> <div>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดสำคัญในวารสารสารสุขผู้สูงวัยโดยใช้ข้อมูลจากวารสารทั้งหมด 8 ฉบับ พบแนวคิดสำคัญ 4 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดการเสนอสาระการรีบเร่งวางนโยบายและหามาตรการต่างๆ ของรัฐเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ แนวคิดการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี แนวคิดการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ และแนวคิดการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนทั้งสี่แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนเป้าหมายของวารสารสารสุขผู้สูงวัยที่ผลิตเอกสารข้างต้นเพื่อให้ผู้อ่านกลุ่มผู้สูงอายุมีสุขทั้งกายและใจในฐานะผู้สูงวัยท่ามกลางสภาพสังคมไทยปัจจุบัน&nbsp;คําสําคัญ :</div> <div>แนวคิดสำคัญ, สารสุขผู้สูงวัย, ผู้สูงอายุ</div> <div>ABSTRACT</div> <div>This article aims to analyze the themes that appear in the periodical Wellbeing of the&nbsp;Elderly. From a synopsis of eight issues of the periodical, four major themes were found. These&nbsp;themes related to: proposals for timely policy setting and setting of government measures to&nbsp;accommodate senior citizens; advocating of a secure and dignified lifestyle for the elderly;&nbsp;the strengthening of health and sanitation for the elderly; and the promotion of senior citizens’&nbsp;guarantee to a secure and sustainable income. These four themes reflect the objectives of the&nbsp;periodical Wellbeing of the Elderly. The issues of the periodical examined in this study were&nbsp;produced with the aim of providing the periodical’s elderly readers with physical and mental&nbsp;wellbeing in their capacity as senior citizens within current Thai society.&nbsp;Keywords :&nbsp;theme, Periodical Wellbeing of the Elderly, senior citizens</div> รัชนีฉาย เฉยรอด ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 147 160 ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2558 ศึกษากรณี ความคิดเห็นของประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม Public Opinion towards the Constitution of 2558 as a Case Study of Opinion of Mahasarakham Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126454 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม ที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2558 2) ข้อเสนอแนะของประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม ที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2558 โดยศึกษาจากประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม จาก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงยืน อำเภอชื่นชม และอำเภอเมืองมหาสารคาม จำนวน 400 คน กลุ่มผู้ให้การสัมภาษณ์หรือกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม จาก 3 อำเภอ โดยผู้ศึกษาได้คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive&nbsp;Sample) จำนวน 30 คน ในพื้นที่ตำบลต่างๆ ที่แตกต่างกัน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.8147 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1) ความคิดเห็นของ<br>ประชาชนที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2558 ศึกษากรณี ความคิดเห็นของประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน ระดับน้อย 1 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยคือ ด้านความรู้ความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ด้านเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ด้านช่องทางการรับรู้เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ และ ด้านกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2) ข้อเสนอแนะของประชาชนในเขตจังหวัดมหาสารคาม ที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2558 ศึกษากรณี ความคิดเห็นของประชาชน ในเขตจังหวัดมหาสารคาม พบว่า ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญมากกว่านี้ มีค่าความถี่มากที่สุด (21) รองลงมาคือ ให้นักการเมืองมีส่วนร่วมทุกฝ่าย (6) และต้องการให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่านี้ (4)&nbsp;คำสำคัญ : ความคิดเห็นของประชาชน, ร่างรัฐธรรมนูญ</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of this study were to study 1) public opinion towards the constitution&nbsp;of 2558 as a case study of opinion of Mahasarakham Province 2) The suggestion of public opinion&nbsp;towards the constitution of 2558 as a case study of opinion of Mahasarakham Province which&nbsp;studies the people from three districts, including Chiang Yuen, Chuen chom and Mueang Maha&nbsp;Sarakham of 400 people. The instrument is a rating scale questionnaire. The 30 article reliability&nbsp;of the questionnaire was 0.8147 and interview. The statistical analysis of the data use the&nbsp;mean and standard deviation. The study appears as follows: 1) Public opinion towards the<br>constitution of 2558 as a case study of opinion of Mahasarakham Province overall is moderate.&nbsp;2) The suggestion of public opinion towards the constitution of 2558 as a case study of opinion&nbsp;of Mahasarakham Province found that participation in the drafting of the most frequency (21),&nbsp;followed by the politicians involved parties (6). and want a law on the liberty of the people (4).&nbsp;Keywords : public opinion, drafting of the constitution</p> วิษณุกร แก้วสีขาว เชิงชาญ จงสมชัย ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 161 172 กระบวนการจัดการธุรกิจเงินกู้นอกระบบในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม Informal Loan Managerial Process as a Case Study of the Boundary of Maha Sarakham Municipality, Maha Sarakham Province. https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126455 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ที่ทำให้เกิดธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม (2) ศึกษาภูมิหลังของเจ้าของธุรกิจปล่อยเงินกู้และผู้กู้ในธุรกิจเงินกู้นอกระบบ และ (3) ศึกษากระบวนการปล่อยเงินกู้นอกระบบ รวมไปถึง หลักเกณฑ์ในการปล่อยเงินกู้ วิธีการกู้ยืมเงิน (แบบมีหลักทรัพย์และไม่มีหลักทรัพย์ในการทำสัญญา) การชำระหนี้คืนเมื่อครบกำหนด การติดตามเงินกู้ค้างชำระ ยุทธศาสตร์ในการไกล่เกลี่ยหรือการเจรจาเพื่อประน้อมหนี้ และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบบปกติโดยใช้การศึกษาแบบผสมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 170 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน โดยใช้เครื่องมือคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ผู้กู้เงินนอกระบบส่วนใหญ่ใช้วิธีการติดต่อผู้ให้กู้โดยไปพบโดยตรง คิดเป็นร้อยละ&nbsp;57.06 ทั้งนี้ ในแง่ของการทำสัญญาเงินกู้ ร้อยละ 78.82 สะท้อนว่าแหล่งเงินกู้นอกระบบต้องทำสัญญา โดยร้อยละ&nbsp;72.35 ไม่มีการคํ้าประกัน ส่วนในกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้ ส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 53.53 ขอผ่อนผันได้แต่ต้องเสียค่าดอกเบี้ย รองลงมา คือ ถูกยึดสิ่งที่นำมาคํ้าประกัน คิดเป็นร้อยละ 25.29 และน้อยที่สุด คือถูกข่มขู่ทำร้ายร่างกายหลังจากที่ผิดนัดจ่ายมาหลายครั้ง คิดเป็นร้อยละ 1.76 ในส่วนของการฟ้องดำเนินคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่ไม่เคยถูกฟ้องดำเนินคดี คิดเป็นร้อยละ 87.06 สำหรับช่วงระยะเวลาที่มีผู้กู้เงินกู้นอกระบบมากที่สุดคือในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และในรอบปีที่ผ่านมาผู้กู้ส่วนใหญ่กู้เงินกู้นอกระบบ 3 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 78.82 กู้เงินนอกระบบแบบรายเดือน ในด้านวงเงินกู้สูงสุด ส่วนใหญ่ผู้กู้เงินกู้นอกระบบใช้วงเงินกู้สูงสุดจำนวน&nbsp;10,001 -30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 60.00 รองลงมา คือ ตํ่ากว่า 10,000 บาท ในด้านของอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ&nbsp;60 จ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 6- 10 บาท รองลงมา คือ ร้อยละ 2-4 บาท คิดเป็นร้อยละ 33.53&nbsp;และน้อยที่สุด คือ ร้อยละ 16-20 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.59 ทั้งนี้ ผู้กู้เงินกู้นอกระบบส่วนใหญ่ไม่เคยถูกผู้ให้กู้โกง คิดเป็นร้อยละ 89.41 โดยเมื่อกู้แล้วส่วนใหญ่ผู้กู้เงินกู้นอกระบบนำเงินไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก คิดเป็นร้อยละ&nbsp;59.41 รองลงมาคือ ชำระหนี้ที่อื่น คิดเป็นร้อยละ 37.06 สำหรับการคิดที่จะใช้บริการเงินกู้นอกระบบอีกครั้ง<br>ส่วนใหญ่คิดว่าจะใช้บริการอีก คิดเป็นร้อยละ 92.35 โดยร้อยละ 95.88 ไม่เคยคิดที่จะโกงเงินผู้ให้กู้ ในขณะที่ร้อยละ 4.12 คิดที่จะโกงเพราะเห็นว่าค่าดอกเบี้ยสูงเกินไปในส่วนของผู้ให้กู้เงินกู้นอกระบบ ส่วนใหญ่ไม่สนิทกับนักการเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ ส่วนใหญ่สนิทกับตำรวจ ผู้ให้กู้สะท้อนว่า สภาพธุรกิจเงินกู้นอกระบบโดยทั่วไปกิจการเจรญิ รุ่งเรืองดีมากเนื่องมาจากปัญหา เศรษฐกิจ<br>ที่ตกตํ่า คนจึงขาดสภาพคล่องทางการเงินที่จะใช้ในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน พบว่า ผู้ให้กู้ต้องระแวดระวังมากขึ้นจากที่รัฐบาลมีแนวทางจัดการกับธุรกิจนอกระบบมากขึ้น สำหรับระยะเวลาที่ทำธุรกิจเงินกู้นอกระบบพบว่าผู้ปล่อยเงินกู้ได้ดำเนินธุรกิจมานานพอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำการปล่อยกู้มาแต่ดั้งเดิม ส่วนสาเหตุและแรงจูงใจที่ทำธุรกิจนี้เนื่องมาจากผลประโยชน์ในเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงที่ได้รับจากอัตราดอกเบี้ยที่ได้จากเงินต้นทุนของตนเอง อีกทั้งอาชีพนี้ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการทำงานมากนักและยังเป็นงานที่สบาย มีเวลาเป็นส่วนตัวเยอะและสามารถทำควบคู่กับงานประจำที่ทำอยู่ได้มากไปกว่านั้น ยังทำให้ตนรู้สึกถึงการมีอำนาจเมื่อถามถึงรูปแบบของการให้กู้ ส่วนใหญ่จะทำการกู้เงินออกมาในรูปแบบของการจดจำนองและการขายฝาก ในการคืนเงินจะคิดออกมาในรูปแบบของรายเดือน ซึ่งในการกู้แบบรายเดือนนั้นผู้ที่ประสงค์จะกู้ต้องมีการทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรและมีหลักทรัพย์ในการคํ้าประกัน เช่น โฉนดที่ดิน น.ส.3 รถยนต์ส่วนบุคคล&nbsp;รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือและอื่นๆ ที่เป็นทรัพย์สินของมีค่าที่สามารถแปรรูปเป็นเงินได้มาวางไว้เพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการคํ้าประกันเงินกู้ ทั้งนี้ นอกจากการนำเงินทุนส่วนตัวมาให้กู้ บางส่วนสะท้อนว่าไปกู้มาจากสถาบันการเงินอื่นๆ หรือนายทุนคนอื่นเพื่อนำมาปล่อยกู้ในการแสวงหาผลกำไรจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลที่นำมาปล่อยกู้ อีกประเด็นคือผู้ให้กู้ส่วนใหญ่ไม่ทำการปล่อยเงินกู้นอกเขตพื้นที่ตนเองอาศัยอยู่ เนื่องด้วยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เวลา การติดตามทวงหนี้ และมองเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก อีกทั้งได้รับการสะท้อนว่าผู้ให้กู้ส่วนใหญ่ไม่เคยโกงลูกค้าเลย เพราะการรักษาชื่อเสียงในวงการเป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจเงินกู้&nbsp;ในขณะเดียวกัน จากผลการสัมภาษณ์พบว่าวิธีการหลักของการเจรจาไกล่เกลี่ยในการทวงหนี้คือการทวงถามและหาจุดเป็นไปได้บนฐานของการให้เกียรติลูกหนี้ด้วย บางคนเน้นยํ้าให้เห็นความสำคัญของความสุภาพ และการให้ทางเลือกลูกค้ารวมถึงฟังเงื่อนไขที่เขามีและแนวทางประนอมหนี้ที่เป็นไปได้สำหรับเขา ในขณะที่ บางคนเน้นขู่นำทรัพย์สินที่คํ้าไว้ไปขายหรือการเปิดโปงต่อสาธารณะให้เสียชื่อเสียง&nbsp;คำสำคัญ : ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ, การจัดการมหาสารคาม</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of this research are (1) to study the situation that facilitates loan shark&nbsp;businesses in MahaSarakham municipality, MahaSarakham province, (2) to study the background&nbsp;of loan shark business owners and borrowers in MahaSarakham municipality, MahaSarakham&nbsp;province, and (3) to study the process of loan shark including lending criteria, borrowing approach&nbsp;(with and without collaterals), loan repayment, debt follow up process, debt composition&nbsp;strategy, and process of judgment in general. Both quantitative and qualitative methods are used&nbsp;in this study. The data used in this study are from 170 survey questionnaires and 20 interviewees.&nbsp;The findings reveal that 57.06% of borrowers contact lenders by face to face. In&nbsp;addition, 78.82% of borrowers have signed paper contracts with lenders and 72.35% of the<br>contracts are without collaterals. In the case of debt default, 53.53% of borrowers can reach a&nbsp;compromise with lenders, but they still have to pay interest rate. There is 25.29% of borrowers&nbsp;whose collaterals are seized, and only 1.76% of them are intimidated by lenders after failure to&nbsp;repay debt for several times. However, 87.06% of the borrowers are never impleaded. Most of&nbsp;the borrowers prefer to borrow money in the period between April and June. Based on last year&nbsp;information, most of them borrow money three times and about 78.82% borrow money on a&nbsp;monthly basis, with the maximum amount that can be used is 10,001 - 30,000 Baht (60%), and&nbsp;the rest is the amount less than 10,000 Baht. For the interest payment, about 60% of borrowers&nbsp;pay at rate of 6% - 10% per month, 33.53% pay at rate of 2% - 4% per month, and only 0.59%&nbsp;pay at rate of 16% - 20% per month. There is pretty much of 89.41% of borrowers who are never&nbsp;defrauded by lenders. Once the borrowers get the money, 59.41% of them use it for consuming&nbsp;convenient goods, and 37.06% use the money for repaying another debt. About 95.88% of&nbsp;borrowers who have experience using the loan shark service have a tendency to use the service&nbsp;again. Moreover, 95.88% of borrowers never think to defraud lenders, and only 4.12% of them&nbsp;may defraud lenders because of high interest payment.&nbsp;For the lenders side, many of them have no connection with local politicians, but they&nbsp;have well connection with policemen. They think that the loan shark is a flourishing business in&nbsp;general, because most people do not have enough money to spend in daily life during economic&nbsp;downturn. Recently, the lenders have to be more cautious in doing the business since the&nbsp;government has stepped in to crack down on business. Most of the business owners have started&nbsp;running their business for a period of time. The motivations of doing the business are that&nbsp;they could have high return from interest payment. The owners do not need specific skill or<br>knowledge to run the business, and they can do it along with their permanent job, since the loan&nbsp;shark business require less time. Moreover, they also feel that they have the power over&nbsp;borrowers.&nbsp;When asking about lending approach, most of the lenders will lend out money in the&nbsp;form of mortgage and sale with right of redemption, and the payment method will be calculated&nbsp;on a monthly basis. In addition, the borrowers who want to borrow money on a monthly basis&nbsp;have to sign a paper contract and pledge collaterals for instance, title deeds, certificate utilizations&nbsp;(NS. 3K.), personal cars, motorcycles, mobile phones, and other liquid assets with the lenders. In&nbsp;addition to use their own capital for lending, some lenders have borrowed money from financial&nbsp;institutions or another capitalists for their business, in order to make a profit from the interest&nbsp;rate differentials.&nbsp;It is worth noting that most of the lenders will not make a loan beyond their living<br>area due to travelling cost, time waste, debt follow up, and inconvenience. Furthermore, many&nbsp;lenders would never defraud their clients because the trust is very important for their business&nbsp;to survive in the market. From the results of the case study interview, the lenders indicate the&nbsp;ways that they negotiate to reach a compromise with their debtors. They emphasize that respect&nbsp;and gentleness are very important when asking for debt repayment. Moreover, the lenders&nbsp;should provide options to borrowers or listen to their opinions in order to find possible solutions&nbsp;for them. However, some lenders would threaten borrowers that they will sell their collaterals&nbsp;or disclose their information to the public.&nbsp;Keywords : informal loan managerial process, the boundary of Maha Sarakham</p> แพทรียา หงสุวรรณ์ ปิยะพงษ์ บุษบงก์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 173 184 การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม A Study of Practical Strategies for the Best Practice of the Family Development Centers in Communities of Thakho Sub-District Adminis https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126456 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนองค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม มีความมุ่งหมายการศึกษาเพื่อศึกษาระดับการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการพัฒนาการดำเนินงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน และศึกษาหาข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 371 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage&nbsp;Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .97 โดยกำหนดตัวแปรอิสระ 6 ตัวแปร คือ ด้านโครงสร้าง ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านสถานที่ ด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ และด้านการมีส่วนร่วม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติการวิเคราะห์พหุคูณถดถอยเชิงเส้น (Multiple Linear Regression Analysis) โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05&nbsp;ผลการศึกษาพบว่า&nbsp;1. แนวปฏิบัติที่ดีของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน โดยรวมพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก 1 ด้าน คือ ด้านการมีส่วนร่วม และอยู่ในระดับปานกลาง 5 ด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านสถานที่ ด้านโครงสร้าง ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ และด้านอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้&nbsp;2. ปัจจัยที่มีส่งผลต่อแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนองค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ได้แก่ ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านโครงสร้าง ด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ และด้านงบประมาณ โดยตัวแปรดังกล่าวสามารถสามารถอธิบายผลการผันแปรได้ร้อยละ 90.71(R2= 0.971, F = 2055.541)&nbsp;3. แนวทาง/ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการพัฒนาการดำเนินงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ดังนี้ ควรจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้ออย่างเพียงพอควรมีปรับปรุงศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้อให้เหมาะสมกับสภาพการดำเนินงาน ควรจัดให้บุคลากรของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้อได้ไปศึกษาดูงานในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง คณะทำงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้อควรให้การสนับสนุนและเข้าร่วมการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้ออย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมให้สมาชิกศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน/ประชาชน ตำบลท่าค้อได้เข้าร่วมการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลท่าค้ออย่างต่อเนื่อง&nbsp;คำสำคัญ : แนวปฏิบัติที่ดี</p> <p>ABSTRACT<br>The objectives of the research were to study the practical strategies for the best&nbsp;practice of the family development centers in communities of Thakho Sub-District Administrative&nbsp;Organization, Meaung District, Nakhon Panom Province, to analyze factors affecting job&nbsp;performance efficiency of the centers and to find useful suggestions for problem solutions and&nbsp;job performance improvement. The sample subjects were 371 of which were selected by&nbsp;multi-stage sampling. The data was collected by a five-point-rating scale questionnaire with .97&nbsp;reliability index. The variables consisted of organizational structure, personnel, budget,&nbsp;workplace, equipment and public participation. The statistics used were mean and standard<br>deviation. Multiple Linear Regression Analysis was used for hypothesis testing at the 05 level of&nbsp;the statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows:&nbsp;1. The research findings showed that the overall practical strategy for the best&nbsp;practice of the family development centers in communities of Thakho Sub-District Administrative&nbsp;Organization, Meaung District, Nakhon Panom Province was at a moderate level. One high-rated&nbsp;item of the best practice was public participation. Five moderate rated items of the best practice<br>were workplace, organizational structure, personnel, budget and equipment respectively.&nbsp;2. The factors affecting the practical strategies for the best practice consisted of workplace,&nbsp;personnel, organizational structure, equipment and budget respectively. The variance index&nbsp;of the variables was 90.71% (R2= 0.971, F = 2055.541).&nbsp;3. In conclusion, the study suggests that the budget should be provided sufficiently&nbsp;to the family development centers. The centers should be continuously developed for job&nbsp;performance efficiency. Study trip to the best practice projects should be organized for the&nbsp;personnel of the family development centers. The working staff and members of the centers&nbsp;should always be provided for the opportunity to participate in the management of the centers.&nbsp;Key word : Best Practice.</p> หัสพระชัย ภูวงค์ สิทธิชัย ตันศรีสกุล ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 185 198 ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเสพยาเสพติดซํ้าของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด : กรณีศึกษาสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดร้อยเอ็ด Factors affecting Relapse Drug Users with Competency Rehabilitation in Treatment Compulsory System as a Case https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126457 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเสพยาเสพติดซํ้าของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางและวิธีการในการป้องกันแก้ไขปัญหาหาการเสพซ้ำของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผตูิ้ดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด กล่มุ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด กลับมาเสพซํ้าภายในระยะเวลา&nbsp;1 ปี ของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 - 30 กันยายน 2558 จำนวน 217 คน&nbsp;โดยนำเสนอผลการศึกษาด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเสพยาเสพติดซํ้าของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด ประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยภายนอก พบว่า ปัจจัยแวดล้อมด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ การได้รับความอบอุ่นและความเข้าใจจากคนในครอบครัว เมื่อทำอะไรผิดพลาดคนในครอบครัวจะให้คำปรึกษา/แนะนำที่ดี และเมื่อมีปัญหาผู้ป่วยเลือกที่จะปรึกษาคนในครอบครัว เมื่อมีปัญหาผู้ป่วยจะพูดคุยกับพ่อแม่หรือคนในครอบครัว คนในครอบครัวให้ความเชื่อมั่นในคำพูดของผู้ป่วย และผู้ป่วยรู้สึกว่าบุคคลในครอบครัวจ้องจับผิดมากกว่าการช่วยเหลือในการเลิกยาเสพติด, ปัจจัยแวดล้อมด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ส่วนมากมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเพื่อนอยู่ในระดับปานกลาง แสดงให้เห็นว่าผู้ผ่านการฟื้นฟูฯ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเพื่อนมากกว่าคนในครอบครัวทำให้ปัจจัยด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกลับมาเสพยาเสพติดซํ้า, ปัจจัยแวดล้อมด้านสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพ<br>ผู้ติดยาเสพติดมีเพียงสาเหตุที่ทำให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหวนกลับไปเสพยาเสพติดซํ้าอีกคือการหาซื้อยาเสพติดได้ง่ายในชุมชนของท่านหรือชุมชนใกล้เคียงซึ่งระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง และคนในชุมชนพร้อมที่จะให้โอกาสกลับมาเป็นคนดีอีกครั้ง, ปัจจัยแวดล้อมด้านความรู้เรื่องพิษภัยและโทษของยาเสพติดของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดส่วนใหญ่ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้เรื่องพิษภัยและโทษของยาเสพติดอยู่ในระดับน้อย ได้แก่ การเสพยาเสพติดทำให้ร่างกายของท่านทรุดโทรม ยาเสพติดมีส่วนทำให้เกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรม เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาว่างงาน การก่อคดีข่มขืนหรือฆ่าผู้อื่น ซึ่งในสภาพปัญหาปัจจุบันนั้นปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากการเสพยาเสพติดทั้งนั้น สำหรับปัจจัยภายในนั้น พบว่าผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยภายในทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมทางด้านระยะเวลาในการบำบัดรักษา ระยะเวลาในการติดตามผลหลังผ่านการฟื้นฟูฯ 1 ปี ความต่อเนื่อง<br>ในการติดตามผลหลังผ่านการฟื้นฟูฯ จำนวนครั้งที่ติดตามผล หรือแม้กระทั่งความเหมาะสมด้านเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการติดตามผลให้ความดูแลเอาใจใส่ และการให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือในระหว่างการติดตามผล สำหรับ 2) แนวทางและวิธีการในการป้องกันแก้ไขปัญหาการเสพซํ้าของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับบำบัด นำเสนอผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา พบว่า ปัญหาที่ทำให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเองหันกลับมาเสพยาเสพติดอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาครอบครัว ได้แก่ ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่หย่าร้างทำให้ต้องอยู่คนเดียวตามลำพังหรืออยู่กับญาติพี่น้อง ผู้ปกครองขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดกำลังใจจากครอบครัว&nbsp;ส่งผลให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวไม่ดี ทำให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องไปพึ่งความสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งเพื่อนที่มีก็เป็นกลุ่มที่ชอบมั่วสุมเสพยาเสพติด ผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเองจึงต้องหันไปพึ่งยาเสพติดเช่นกัน และปัญหาจากสภาพจิตใจของผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเอง เนื่องจากผู้ผ่าน<br>การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมี สภาพจิตใจยังไม่พร้อมที่จะเข้ารับการบังคับบำบัด จึงทำให้หวนกลับมาเสพยาเสพติดอีกครั้ง ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปญั หาการเสพซา้ํ นนั้ ผผู้ า่ นการฟนื้ ฟสู มรรถภาพผตู้ ดิ ยาเสพตดิ เหน็ วา่ ควรให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาด มากขึ้น ให้หางานหรืออาชีพที่มั่นคงให้กับผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ส่งเสริมสนับสนุน การเล่นกีฬาต้านยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จะได้ไม่มีเวลาไปยุ่ง เกี่ยวกับยาเสพติด ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามผลการบังคับบำบัดเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง กำลังใจให้กับผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด&nbsp;คำสำคัญ : การเสพยาเสพติดซํ้า, ระบบบังคับบำบัด</p> <p>ABSTRACT<br>The objectives of research were: 1) To study the factors affecting relapse drug users&nbsp;with competency rehabilitation in treatment compulsory system, 2) To recommend guidelines&nbsp;and techniques for preventing the relapse drug users with competency rehabilitation in treatment&nbsp;compulsory system. The samples of this study were 217 people being experienced the&nbsp;competency rehabilitation in treatment compulsory systems who were drug relapse users in one&nbsp;year at the Office of Probation, Roi-ed Province, from 1st October – 30th September 2015. The&nbsp;results of the study were presented by mean and standard deviation. The demographic data of&nbsp;relapse drug users with competency rehabilitation, found that most of the environmental factor<br>in family relationship of relapse drug users with treatment competency rehabilitation, was in&nbsp;“moderate” level. This including obtaining warmth and understanding from their family members&nbsp;When they did something wrong, they would be provided good counseling/advice by their&nbsp;family members. When they had problem, they would consult with their parents or family&nbsp;members. Their family members were confident with the patients’ words. Most importantly, they&nbsp;felt that their family members tried to find fault with them rather than support them for stopping&nbsp;to use drugs. The environmental factor in relationship with friend of relapse drug users, most of&nbsp;them had their opinion on relationship with friend in “moderate” level. It was indicated that&nbsp;most of uses being experienced in rehabilitation gave more importance to relationship with<br>their friends than family members. As a result, the relationship with friend was the cause of&nbsp;relapse drug users. The environmental factor in village of relapse drug users with competency&nbsp;rehabilitation cause of relapse drug users in returning to use narcotic drug. Drugs were easy to&nbsp;buy in community or nearby area. Their opinion level was in “moderate” level. Furthermore,&nbsp;community people were ready to provide opportunity for them to be good persons once again,&nbsp;The environmental factor in knowledge of danger and disadvantage from narcotic drug of&nbsp;relapse drug users, most of them still had their opinion on knowledge of danger and&nbsp;disadvantage of narcotic drug, in “low” level including: the drug use would cause one’s weak<br>body, it would cause the social problem as well as crime, for instance, poverty, unemployment,&nbsp;rape, or killing. In current problem situations, all of these problems were caused by drug use.&nbsp;For internal factor, the research findings found that people with competency&nbsp;rehabilitation had opinion on every aspect of internal factor in “moderate” level, whether the&nbsp;propriety of treatment duration, one year of following up session, regularity of following up after&nbsp;rehabilitation, the number of following up, or the propriety of officers being responsible for&nbsp;following up in taking care of, and the support as well as help during the following up session.&nbsp;For the opinion on problem, obstacle, and recommendations for solving the problem of relapse<br>drug use of relapse drug users, it is found that the problem which could cause people with&nbsp;competency rehabilitation to return to use drug once again, was due to their family problem&nbsp;including: broken home, parents’ divorce. Consequently, they had to live alone or with their&nbsp;relatives. Their parents did not take care of them or encourage them. As a result, their family&nbsp;relationship was not good. Therefore, the persons with competency rehabilitation had to be&nbsp;dependent on relationship with friends. Their friends were in the groups who liked to get together&nbsp;for using drugs. They returned to be drug dependency as well. Moreover, the relapse drug users&nbsp;had their own problem of mental situation since their mental situation being not ready for<br>obtaining the compulsory or rehabilitation. Therefore, they returned to use narcotic drug again.&nbsp;Suggestions for solving the problem of drug addiction are those who have been rehabilitated&nbsp;by drug addicts. The government or agencies involved in the drug suppression seriously.&nbsp;Preventing the spread of drugs is to find a job or a stable career for drug addicts. Encourage&nbsp;continued support for anti-drug sports, spending time to benefit. The staff involved in the&nbsp;follow-up periodic force need to encourage those who are addicted to drug rehabilitation.&nbsp;Keyword : relapse drug usage, compulsory treatment system</p> สัญญา จตุหงษ์ สิทธิชัย ตันศรีสกุล ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 199 210 การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ประสิทธิผล ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน The Development of Linear Structural Relations Model of Factors Affecting Effectiveness of Students Supporting System in F https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126458 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโรงเรียน ครูแนะแนว และตัวแทนครูที่ปรึกษา จำนวน 570 คน จากโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1&nbsp;ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 6 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 190 โรงเรียน โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์สถิติพื้นฐานโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows<br>17.0 และใช้โปรแกรม LISREL 8.72 ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างรูปแบบตามทฤษฎีกับข้อมูลเชิงประจักษ์&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;1. รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นจากแนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา ประกอบด้วย&nbsp;ตัวแปรแฝง 4 ตัว จำแนกเป็นตัวแปรแฝงภายนอก 1 ตัว คือ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และตัวแปรแฝงภายใน 3&nbsp;ตัว ได้แก่ สร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ สร้างความร่วมมือกับชุมชน และประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน&nbsp;2. รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square =55.65, df =41,&nbsp;p-value = 0.063, χ2/df=1.357, GFI =0.957, AGFI =0.904, SRMR =0.035, RMSEA =0.043 และ CN =211.720) ประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัย สร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ เท่ากับ 0.33 ปัจจัยสร้างความร่วมมือกับชุมชนมีอิทธิพลทางตรง เท่ากับ 0.21 และปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลทางตรง เท่ากับ 0.24 มีอิทธิพลทางอ้อมโดยส่งผ่านปัจจัย สร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ และปัจจัยสร้างความร่วมมือกับชุมชน มีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.40 และมีค่าอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.64 โดยค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R^2) เท่ากับ 0.50 หมายถึงสัดส่วนของความเชื่อถือได้ ในตัวแปรประสิทธิผลของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือกับชุมชน ได้ร้อยละ 50&nbsp;คำสำคัญ : รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้น, ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of this research were 1) to construct and develop a model of linear&nbsp;structural relations of factors affecting effectiveness of students helping system in basic education&nbsp;schools and 2) to examine the compatibility between the model and empirical data of 570&nbsp;informants consisted of school administrators, guidance teachers and representatives of advisory&nbsp;teachers from 190 schools offering kindergartens or grade 1 to grade 12 under the Primary&nbsp;Educational Service Area Office of the Fundamental Education Commission Office. Moreover&nbsp;the schools were as the units for analysis the data. The research tool was a five-rating scale&nbsp;questionnaire constructed by the researcher. Two programs i.e. SPSS for Windows 17.0 and using&nbsp;LISREL 8.72 were utilized to analyze the confirmatory factors, and to check the compatibility&nbsp;between theoretical patterns and the empirical data.&nbsp;The research results revealed that:&nbsp;1. The model of linear structural relations of the factors affecting the effectiveness of&nbsp;students supporting system in the basic education schools was created by the researcher in line&nbsp;with the concept, theory and case study that consisted of four latent variables: one exogenous&nbsp;variable, leadership for changes, and three endogenous variables, namely building the learning&nbsp;organization, establishing a cooperation with a community and effectiveness of students helping&nbsp;system.&nbsp;2.The model of linear structural relations of the factors affecting the effectiveness of&nbsp;students supporting system in the fundamental education schools was in accordance with the&nbsp;empirical data (Chi-square = 55.65, df = 41, p-value = 0.063, χ2/df = 1.357, GFI = 0.957, AGFI =&nbsp;0.904, SRMR = 0.035, RMSEA = 0.043 and CN = 211.720). The effectiveness of students supporting&nbsp;system was directly influenced by the factor of building the learning organization at 0.33, cooperation&nbsp;with a community at 0.21 and leadership for changes at 0.24. Moreover, the effectiveness&nbsp;of students supporting system was indirectly influenced by the factors of building the learning&nbsp;organization and establishing cooperation with a community at 0.40. A total influence of 0.64 was&nbsp;found and regression coefficient (R^2) of 0.50 was discovered.This was concluded that 50 percent&nbsp;of the variables of the effectiveness of students helping system was reliable and could be expla&nbsp;ined via the factors of leadership for changes, building the learning organization and establishing&nbsp;the cooperation with a community.&nbsp;Keywords : Structural Relations Model, students supporting system (R^2)</p> ไพโรจน์ เคนวิเศษ เผ่าพงษ์พัฒน์ บุญกะนันท์ กระพัน ศรีงาน ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 211 224 รูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัยของนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา A Developing Model for Ethic Discipline of Secondary School Students in Pranakornsriayuthaya Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126459 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) เพื่อทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจริยธรรม&nbsp;ด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชากร คือ นักเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรี อยุธยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane&nbsp;จำนวน 394 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม<br>วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model : SEM) โดยใช้โปรแกรมลิสเรล(LISREL for windows) เพื่ออธิบายอิทธิพลเส้นทาง (Path Analysis) กำหนด ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ&nbsp;.05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน 6 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักวิชาการด้านการศึกษา จำนวน 5 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน ครูฝ่ายกิจการนักเรียน จำนวน 5 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 5 คน และนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน&nbsp;จำนวน 5 คนรวมทั้งสิ้น จำนวน 25 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างรูปแบการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน&nbsp;ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการส่งเสริม และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนา<br>จริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5&nbsp;โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวน 1 ห้องเรียน และ กลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวน 1 ห้องเรียน ที่ไม่ใช่ห้องเรียนของกลุ่มทดลอง รวมทั้งสิ้น จำนวน 84 คน ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลองหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ร่วม) หลายตัวแปรตาม (Multivariate Analysis of Covariance :&nbsp;MANCOVA ) กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้<br>1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 ประกอบด้วย 4 ตัวแปร 1) ด้านการเลียนแบบครูในการมีวินัย (0.14) 2) ด้านการเลียนแบบเพื่อนในการมีวินัย (0.11) 3) ด้านการเลียนแบบผู้ปกครองในการมีวินัย (0.10)&nbsp;และ 4) ด้านเจตคติการมีวินัย (0.08)&nbsp;2. รูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จาก 4 ตัวแปรสาเหตุ เป็นชุดกิจกรรมฝึก จำนวน 12 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) กิจกรรมช่วยฟังหน่อย 2) กิจกรรม วินัยที่น่ารู้ 3) กิจกรรม วิเคราะห์และเลือกครูต้นแบบ 4) กิจกรรม ค้นหาบุคคลต้นแบบ&nbsp;5) กิจกรรม การสร้างคุณค่าด้วยเวลา 6) กิจกรรม คุ้นเคย 7) กิจกรรม การรู้จักตนเอง 8) กิจกรรม บทบาทหน้าที่<br>9) กิจกรรม การแสดงบทบาทสมมติ 10) กิจกรรม แต่งกายดี 11) กิจกรรม วจีไพเราะ และ 12) กิจกรรม 5 ส&nbsp;3. หลังการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในกลุ่มทดลอง มีการพัฒนาจริยธรรมด้านการมีวินัย ด้านการเลียนแบบครูในการมีวินัย&nbsp;ด้านการเลียนแบบเพื่อนในการมีวินัย ด้านการเลียนแบบผู้ปกครองในการมีวินัย และด้านเจตคติการมีวินัย เพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ABSTRACT<br>This research aimed to (1) study factors affecting ethic discipline of secondary school&nbsp;students in Pranakornsriayuthaya Province, (2) formulate a development model of ethic&nbsp;discipline of secondary school students and (3) implement and evaluate the developed model&nbsp;of ethic discipline of secondary school students. The research procedure was divided into 3&nbsp;stages. In the first stage, the researcher investigated factors which affected ethic discipline of&nbsp;secondary school students by formulating a model of ethic discipline of secondary school students&nbsp;as an outcome variable. Six causal factors were used for the study. Three hundred and ninety&nbsp;four of students of secondary school in Pranakornsriayuthaya Province by proportional stratified&nbsp;random sampling and using the questionnaire were used for analyzing of data. Structural Equation<br>Model: SEM, LISREL for Windows with Path Analysis at the .05 level of statistical significance.&nbsp;In the second stage, the researcher constructed the development model of ethic discipline of&nbsp;secondary school students by using the study result from the first stage. Twenty five involved&nbsp;persons were participated in the workshop to co-operatively criticized and evaluated the model&nbsp;of ethic discipline of secondary school students. In the third stage, the researcher implemented&nbsp;the model. The model and the control were evaluated by eighty four students in Ayutthaya&nbsp;Witthayalai Secondary School class 5 and analyzed by Multivariate Analysis of Covariance :&nbsp;MANCOVA at the .05 level of statistical significance.&nbsp;The major findings revealed the followings :<br>1. The developed causal factors showed harmony with the empirical data. Four causal&nbsp;factors with effects on ethic discipline of secondary school students in Pranakornsriayuthaya&nbsp;Province were including 1) Teacher imitation (0.14) 2) Friends imitation (0.11) 3) Parents&nbsp;imitation (0.10) และ 4) Attitudes (0.08)&nbsp;2. The development model of effects on ethic discipline of secondary school&nbsp;students consisted of 4 causal factors 12 activities : 1) Listen me 2) Discipline 3) Teacher Idol&nbsp;4) Idol 5) Time 6) Intimate 7) Myself 8) Role 9) Assume role 11) 5 S activities 10) smart 11) Melodious&nbsp;and 12) 5 S activities.&nbsp;3. The students in the model showed higher ethic discipline than the control.&nbsp;Development as a whole and in 2 aspects: service and support than before implementation of&nbsp;model at the .05 level of statistical significance both MANCOVA at the .05 level of statistical&nbsp;significance.</p> ประกิต วิทยสัมพันธ์ รังสรรค์ สิงหเลิศ ชาตรี ศิริสวัสดิ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 225 236 แนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนาของเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น The Promoting Approach of Using Sustainable Organic Fertilizer in Paddy Field: The Case of Khon Kaen Province Farmers https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126460 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อสร้างแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการ ทำนา ของเกษตรกร และ3) เพื่อทดลองใช้ และประเมินผลแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร&nbsp;วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น ประชากร คือ เกษตรกรทำนา ในจังหวัดขอนแก่นที่เคยอบรม หรือเข้าสู่โครงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเคยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาแล้ว กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane จำนวน 400 คน&nbsp;แบ่งเป็น กลุ่มยั่งยืน คือ กลุ่มที่เคยใช้และยังคงใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ จำนวน 200 คน และ กลุ่มไม่ยั่งยืน คือ กลุ่มที่เคยใช้และเลิกใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว จำนวน 200 คนใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล<br>ใช้สถิติการวิเคราะห์จำแนกประเภท แบบเป็นขั้นตอน และ สหสัมพันธ์แคนโนนิคอล กำหนด ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน 8 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร กลุ่มละ 5 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 20 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการวิจัยในระยะที่ 1&nbsp;มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างแนวทางการส่งเสริม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการส่งเสริม และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการ ทำนา ของเกษตรกร กลุ่มทดลอง คือ เกษตรกรทำนา ในหมู่บ้านหนองหัววัว ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 40 คน ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลองก่อนและหลังการทดลอง ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนหลายตัวแปรตามแบบวัดซํ้ากำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้<br>1. ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการ ทำนา ของเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 ประกอบด้วย 4 ตัวแปร โดยมีลำดับการเข้าสู่สมการ (พิจารณาจากค่า Wilk’s Lambda)&nbsp;คือ ทัศนคติต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (0.929) ความเชื่อมั่นในตนเอง (0.852) การรับรู้ข่าวสาร (0.827) และภาวะผู้นำ (0.814)&nbsp;2. แนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการ ทำนา ของเกษตรกร จาก 4 ตัวแปรสาเหตุเป็นชุดกิจกรรมฝึก จำนวน 11 กิจกรรม ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ตนเอง 2) การศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ 3)โยนไข่ไม่ให้แตก 4) จุดเทียนสัญญาว่าจะเป็นคนดี 5) ปากข่าว 6) เทคนิคการสื่อสาร 7) ระบบสื่อสารและการรับรู้ข่าวสาร 8) ค้นหาผู้นำ 9) การเสริมสร้างภาวะผู้นำ 10) ความคาดหวังที่สังคมต้องการจากตัวเรา และ 11) ความรู้เกี่ยวกับผู้นำ&nbsp;3. หลังการทดลองใช้แนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการ ทำนา ของเกษตรกร<br>เกษตรกร ในกลุ่มทดลอง มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืนในการทำนา ของเกษตรกร ด้านทัศนคติต่อการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ด้านการรับรู้ข่าวสาร และด้านภาวะผู้นำ เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : แนวทางการส่งเสริม การใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างยั่งยืน</p> <p>ABSTRACT<br>This research aimed to (1) study factors sustainable use of organic fertilizer in paddy&nbsp;field of Khon Kaen Province, farmer, (2) formulate the promoting approach to sustainable use&nbsp;of organic fertilizer in paddy field and (3) implement and evaluate the promoting approach to&nbsp;sustainable use of organic fertilizer in paddy field. The research procedure was divided into 3&nbsp;stages. In the first stage, the researcher investigated factors which affected sustainable use of&nbsp;organic fertilizer in paddy field by formulating the promoting approach of sustainable use of&nbsp;organic fertilizer in paddy field as an outcome variable. Eight causal factors were used for the&nbsp;study. Four hundred of Khon Kaen Province, farmers were selected and participated in the study&nbsp;and the required data were collected by using the questionnaire, were used for analyzing of data.&nbsp;Discriminant Analysis (Stepwise Method) and Canonical Correlation Analysis at the .05 level of&nbsp;statistical significance. In the second stage, the researcher constructed the promoting approach&nbsp;of sustainable use of organic fertilizer in paddy field purposive sampling by using the study&nbsp;result from the first stage. Twenty involved persons were participated in the workshop to&nbsp;co-operatively criticized and evaluated the model of manure biological farming for sustainable.&nbsp;In the third stage, the researcher implemented the promoting. The promoting was evaluated by&nbsp;forty farmers in Ban Nonghoawoa Khoksee Sub - District Mueng Khon Kean District Khon Kean<br>Province and analyzed by MANOVA (Repeated Measure) at the .05 level of statistical significance.&nbsp;The major findings revealed the followings:&nbsp;1. The developed causal factors showed harmony with the empirical data. Four causal&nbsp;factors with effects on sustainable use of organic fertilizer in paddy field of Khon Kaen&nbsp;Province, farmer were including 1) Attitudes (0.929) 2) Self Confidence (0.852) 3) Data (0.827)&nbsp;and 4) Leadership (0.814) both Wilk’s Lambda&nbsp;2. The development promoting approach of sustainable use of organic fertilizer in&nbsp;paddy field consisted of 4 causal factors 11 activities : 1) Mine Analyze 2) Observe activities&nbsp;3) Safe Egg 4) Candle 5) News of Mouth 6) News Technical 7) News system and Perception&nbsp;8) Idol leadership 9) Making leadership 10) Hope and 11) leadership Knowledge.&nbsp;3. The farmer in the model showed higher sustainable use of organic fertilizer in&nbsp;paddy field for sustainable. Development as a whole and in 2 aspects: service and support than<br>before implementation of model at the .05 level of statistical significance both MANOVA (Repeated&nbsp;Measure).<br>Keywords : promoting approach, organic fertilizer, Paddy field</p> สุดใจ ทุยบึงฉิม รังสรรค์ สิงหเลิศ ศศิธร เชาวรัตน์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 237 246 รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค พื้นที่ภาคใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว A Model for Work Performance Efficiency Improvement of Regional Water Supply Officials in the South of Lao, s People Democratic Republic https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126461 <p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค พื้นที่ภาคใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาสว่ นภมู ิภาค และ 3) เพื่อทดลองใชแ้ ละประเมนิ ผลรปู แบบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ&nbsp;ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาคพื้นที่ภาคใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ประชากร คือ พนักงานการประปาส่วนภูมิภาค พื้นที่ภาคใต้&nbsp;สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane จำนวน 272 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง&nbsp;โดยใช้โปรแกรมลิสเรล เพื่ออธิบายอิทธิพลเส้นทาง กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน&nbsp;6 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค กลุ่ม เป้าหมาย ได้แก่ นักวิชาการ 5 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนํ้า 5 คน พนักงานด้านบริการ 5 คน พนักงานช่างและวิศวกร 5 คน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตัวแทนประชาชนและผู้ที่มารับบริการ 5 คน รวมจำนวน 25 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่ได้จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างรูปแบบการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนา และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค กลุ่มทดลอง คือ พนักงานการประปาส่วนภูมิภาคใน เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว จำนวน 35 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน หลายตัวแปรตาม แบบวัดซํ้า (MANOVA : Repeated Measure) โดยกำหนดค่า ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้&nbsp;1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค พื้นที่ภาคใต้&nbsp;สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ การทำงานเป็นทีม (0.67) ความผูกพันต่อองค์การ (0.34) การมีส่วนร่วม (0.29) และการบริการ (0.27)&nbsp;2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 14 กิจกรรม ได้แก่ 1) เรียนรู้การพัฒนาบุคคลและทีมงาน 2) กีฬาสร้างสัมพันธไมตรี 3) ยอดไข่ 4) บทบาทหน้าที่ 5) การแสดงบทบาทสมมติ 6) ความคาดหวังที่ลูกค้าต้องการจากเรา 7) วิธีบริการให้ประชาชนประทับใจ&nbsp;8) ทีม 9) การทำงานร่วมกันเป็นทีม 10) กระดาษของฉัน ชุดที่ 1 11) ที่ทำงานคือบ้านหลังที่ 2 12) ศึกษาดูงาน&nbsp;13) กิจกรรม ผสมคำ ผสมคน และ 14) การวิเคราะห์ตนเอง&nbsp;3. ผลการทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองและผลการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนในทุกตัวแปรตาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : รูปแบบการพัฒนา, ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน, พนักงานการประปาส่วนภูมิภาค</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of research were to (1) analyze causal factors affecting work&nbsp;performance efficiency improvement of regional water supply officials in the south of Lao, s&nbsp;people democratic republic, (2) to design a model for work performance efficiency improvement&nbsp;and (3) to implement and evaluate a model. The research methodology was divides into 3&nbsp;phases. In the first phase, the researcher investigated and analyzed 6 causal factors which&nbsp;affected work performance efficiency improvement of regional water supply officials. The data&nbsp;was collected by questionnaire from 272 of regional water supply officials in the south of Lao, s<br>people democratic republic. Taro Yamane method was used to calculated the sample size and&nbsp;they were selected by the proportional stratified random sampling techniques. The data was&nbsp;analyzed Structural Equation Model: SEM, LISREL for Windows with Path Analysis at the .05 level&nbsp;of statistical significance. In the second phase, the research designed and developed a model for&nbsp;work performance efficiency improvement of regional water supply officials based on the data&nbsp;of first phase. A model for work performance efficiency improvement was assessed by 25 research&nbsp;participants consisting of five academicians, five professional of water, five water service, five&nbsp;engineers, and five stakeholders. The data was collected by focus groups and brain storming. In&nbsp;the third phase, the voluntary sample subjects were thirty five regional water supply officials in&nbsp;the south of Lao, s people democratic republic. They were experimental the strategies for work<br>performance efficiency improvement was implemented. The data was analyzed by MANOVA:&nbsp;Repeated Measure at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows :&nbsp;1. The research findings showed that the four major causal factors were related to&nbsp;work performance efficiency improvement of regional water supply officials in the south of&nbsp;Lao, s people democratic republic at the .05 level of the statistical significance. The causal factors&nbsp;consisted of 1) team (0.67), 2) attachment (0.34), 3) participations (0.29), and 4) service (0.27)&nbsp;respectively.&nbsp;2. A model for work performance efficiency improvement consisted of fourteen&nbsp;activities: 1) personnel and teamwork development, 2) building relationships through sport,&nbsp;3) putting egg, 4) roles, 5) role - play, 6) expectation of the customers, 7) impressive service,&nbsp;8) team, 9 teamwork, 10) my pager, 11) office as a second home, 12) study visit, 13) mix word&nbsp;game and 14) self - analyze.&nbsp;3. The average work performance efficiency of the regional water supply officials after&nbsp;using the model was better than that of the officials before using the model at the .05 level of&nbsp;the statistical significance.&nbsp;Keywords : a model, work performance efficiency, the regional water supply officials</p> ไก่คำ สุวันนะเมที รังสรรค์ สิงหเลิศ ณรงฤทธิ์ โสภา ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 247 260 รูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกของประเทศไทย A Model of Knowledge Management Development of School Administrators under Primary Educational Service Area Offices in the Eastern Region o https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126462 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกของประเทศไทย 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา และ 3) เพื่อทดลองและประเมินผลรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกของประเทศไทย ประชากร คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกของประเทศไทย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane จำนวน 319 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นเครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมลิสเรล เพื่ออธิบายอิทธิพลเส้นทาง กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน 5 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2&nbsp;เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 5 คน นักวิชาการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 5 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 จำนวน 5 คน และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน&nbsp;รวมทั้งสิ้น จำนวน 20 คน ใช้วิธีการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่ได้จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างรูปแบบการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลมุ่ ยอ่ ย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ ใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนา และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา กลุ่มทดลอง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 2 คน โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 2 คน และโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 2 คน คัดเลือกโดยการสมัครใจยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติ Wilcoxon&nbsp;Signed Rank Test โดยกำหนดค่า ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้&nbsp;1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกของประเทศไทย ประกอบด้วย เทคโนโลยีในการจัดเก็บความรู้ (0.47) ความร่วมมือ&nbsp;(0.44) เทคโนโลยีสื่อสาร (0.36) และการติดตามความก้าวหน้า (0.22)&nbsp;2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ได้จัดทำกิจกรรมการพัฒนา จำนวน 12 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคล&nbsp;2) ศูนย์ข้อมูล ข่าวสาร 3) ผังควบคุมกำกับงาน 4) การพัฒนาบุคคล และทีมงาน 5) คลังข้อมูล 6) Website ของโรงเรียน 7) Webpage ของครู 8) วาระประชุม 9) การประเมิน การติดตาม การนิเทศ 10) สัญญา 11) กลุ่ม Line&nbsp;และ 12) รายงานการเดินทาง<br>3. ผลการทดลองและประเมินผลการใช้ รูปแบบการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีการพัฒนาการจัดการความรู้ของผู้บริหารในสถานศึกษา ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และผลการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนในทุกตัวแปรตาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : รูปแบบการพัฒนา, การจัดการความรู้, ผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of research were to (1) analyze causal factors affecting knowledge&nbsp;management development of school administrators under primary educational service area&nbsp;offices in the eastern region of Thailand, (2) to design a model for knowledge management&nbsp;development and (3) to implement and evaluate a model. The research methodology was&nbsp;divides into 3 phases. In the first phase, the researcher investigated and analyzed 5 causal factors&nbsp;which affected knowledge management development of school administrators under primary&nbsp;educational. The data was collected by questionnaire form 319 school administrators under&nbsp;primary educational service area offices in the eastern region of Thailand. Taro Yamane method&nbsp;was used to calculate the sample size and they were selected by the proportional stratified&nbsp;random sampling techniques. The data was analyzing Structural Equation Model: SEM, LISREL for&nbsp;Windows with Path Analysis at the .05 level of statistical significance. In the second phase, the&nbsp;research designed and developed a model for knowledge management development based on&nbsp;the data of first phase. The model of knowledge management development was assessed by 20&nbsp;research participants consisting of five administrators of primary educational service area offices,&nbsp;five academicians, five administrators of primary school and five educational stakeholders.&nbsp;The data was collected by Workshop, focus groups and Brain Storming. In the third phase, the<br>voluntary sample subject as six educational administrators under primary educational service area&nbsp;offices in the eastern region of Thailand. They were experimental. A model of knowledge&nbsp;management development was implemented. The data was analyzed by Wilcoxon Signed Rank&nbsp;Test at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows:&nbsp;1. The research findings showed that the four major causal factors were related to&nbsp;knowledge management development at the .05 level of the statistical significance. The&nbsp;causal factors consisted of 1) technology of knowledge storage (0.47), 2) participation (0.44),<br>3) communication technology (0.36), and 4) progress report (0.22).&nbsp;2. The model of knowledge management development consisted of twelve activities:&nbsp;1) Port Folio, 2) data center, 3) control chart, 4) life position, 5) main server, 6) school website,&nbsp;7) teacher webpage, 8) agenda, 9) assessment, 10) promise, 11) group line and 12) gest report.&nbsp;3. The overage knowledge educational administrators under primary educational<br>service area offices after implementing the work that was higher than that of before implementing&nbsp;the model at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Keywords : a model, knowledge management development, school administrators</p> ซันโย สังวรดี รังสรรค์ สิงหเลิศ แดนวิชัย สายรักษา ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 261 274 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ Strategies for Leadership Development of Educational Administrators under Local Administrative Organizations in Buriram Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126463 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3) เพื่อทดลองและประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane จำนวน 227 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรมลิสเรล เพื่ออธิบายอิทธิพลเส้นทาง กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน&nbsp;6 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นายกหรือรองนายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 5 คน ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5 คน ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 5 คน ผู้แทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา จำนวน&nbsp;5 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 20 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่ได้จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างแนวทางการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน&nbsp;3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนา และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มทดลอง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 6 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ในระดับโรงเรียน จำนวน 3 คน และผู้บริหารสถานศึกษาในระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 3 คน ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test โดยกำหนดค่า ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้&nbsp;1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;ประกอบด้วย หลักในการปกครอง ( 0.76) การเป็นตัวอย่างที่ดี (0.30) การมีวิสัยทัศน์ที่ดี (0.30) และ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน (0.27)&nbsp;2. ผลการสร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดทำกิจกรรมในแนวทางการพัฒนา 4 ตัวแปร จำนวน 10 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การสนทนาวงกลม 2) เรียนรู้หลักในการปกครอง 3) แต่งกายดี 4) วจีไพเราะ 5) การแสดงบทบาทสมมติ 6) การระดมความคิด 7) การสร้างวิสัยทัศน์ 8) จงอาง หวงไข่ 9) ศึกษาดูงาน และ 10) กีฬาสร้างความสัมพันธ์ 3. ผลการทดลองและประเมินผลการใช้ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา องค์กร<br>ปกครองส่วนท้องถิ่น ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และผลการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง&nbsp;ค่าเฉลี่ยคะแนนในทุกตัวแปรตาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : แนวทางการพัฒนา, ภาวะผู้นำ, ผู้บริหารสถานศึกษา, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of research were to (1) analyze causal factors affecting leadership&nbsp;development of educational administrators under local administrative organizations in Buriram&nbsp;province, (2) to design the strategies for leadership development and (3) to implement and&nbsp;evaluate the strategies. The research methodology was divided into 3 phases. In the first phase,&nbsp;the researcher investigated and analyzed 6 causal factors which affected leadership development&nbsp;of educational administrators. The data was collected by questionnaire from 227 educational&nbsp;administrators under the local administrative organizations in Buriram province. Taro Yamane&nbsp;method was used to calculate the sample size and samples were selected by the proportional<br>stratified random sampling. The data was analyzed by Structural Equation Model: SEM, LISREL for&nbsp;Windows with Path Analysis at the .05 level of statistical significance. In the second phase, the&nbsp;researchers designed and develop the strategies for leadership development based on the data&nbsp;of first phase. The strategies for leadership development was assessed by 20 research participants&nbsp;consisting of five administrators of the local administrative organizations, five representative of&nbsp;the Ministry of Interior, five representative of the Ministry of Education Academicians, and five&nbsp;educational stakeholders. The data was collected by focus groups and brain storming. In the third&nbsp;phase, the voluntary sample subjects were six educational administrators under the local&nbsp;administrative organizations in Buriram province. They were the experimental group of the&nbsp;strategies for leadership development. The data was analyzed by Wilcoxon Signed Rank Test at<br>the .05 level of statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows:&nbsp;1. The research findings showed that the four major causal factors were related to&nbsp;leadership development of the educational administrators at the .05 level of the statistical&nbsp;significance. The factors consisted of principles administration (0.76), good model (0.30), good&nbsp;vision (0.30) relationships between school and community (0.09) respectively.<br>2. The strategies for leadership development of the educational administrators&nbsp;consisted of ten activities: 1) conversation circle, 2) learning principles administration, 3) dressing,&nbsp;4) polite and good speech, 5) role - play, 6) brain storming, 7) creating clear and good vision,&nbsp;8) egg protection of king cobra, 9) study visit and 10) sport for creating unity.&nbsp;3. The average leadership of the educational administrators in the local administrative&nbsp;organizations in Buriram province after implementing the practical strategies was better than that&nbsp;of before implementing the strategies at the .05 level of the statistical significance.&nbsp;Keywords : strategies, leadership development, educational administrators under local&nbsp;administrative organizations</p> ณัฐวุฒิ เข็มทิศ รังสรรค์ สิงหเลิศ ณรงค์ฤทธิ์ โสภา ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 275 288 รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด A Model for Improving Administrative Efficiency of Educational Administrators of Small–Sized Schools in Roi-Et Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126464 <p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก และ 3) เพื่อทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด ประชากร คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดร้อยเอ็ด กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane จำนวน 225 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรมลิสเรล เพื่ออธิบายอิทธิพลเส้นทาง กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน 5 ปัจจัย&nbsp;สาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 3 คน นักวิชาการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา&nbsp;จำนวน 7 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดที่ใหญ่กว่ากลุ่มตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 จำนวน 10 คน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 25 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่ได้จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างรูปแบบการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนา และระยะที่ 3<br>เป็นการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มทดลอง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดรอ้ ยเอ็ด จำนวนทั้งสิ้น 15 คน ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง ก่อนทดลองกับหลังการทดลอง ใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test โดยกำหนดค่า ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้&nbsp;1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของผู้&nbsp; บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดร้อยเอ็ด&nbsp;ประกอบด้วย คุณลักษณะการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (0.61) สมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา (0.40)&nbsp;การบริหารงานเชิงกลยุทธ์ (0.28) การมีส่วนร่วมของชุมชน (0.24)&nbsp;2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ได้จัดทำกิจกรรมในแนวทางการพัฒนา 4 ตัวแปร จำนวน 9 กิจกรรม ได้แก่ 1) การแสดงบทบาทสมมติ ครู นักเรียน&nbsp;2) สร้างโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 3) สื่อการสอน 4) เทคโนโลยี 5) สิ่งแวดล้อม 6) เทคนิคการบริหาร&nbsp;งานเชิงกลยุทธ์ 7) การสร้างวิสัยทัศน์ 8) ศึกษาดูงาน และ 9) กีฬาสร้างความสัมพันธ์&nbsp;3. ผลการทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และผลการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ก่อนทดลองกับหลังการทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนในทุกตัวแปรตาม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : รูปแบบการพัฒนา, ประสิทธิภาพการบริหารงาน, ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of research were to (1) analyze causal factors affecting improving&nbsp;administrative efficiency of educational administrators of small–sized schools in Roi-Et province,&nbsp;(2) to design the model for improving administrative efficiency and (3) to implement and evaluate&nbsp;the model. The research methodology was divided into 3 phases. In the first phase, the researcher&nbsp;investigated and analyzed 5 causal factors which affected improving administrative efficiency of&nbsp;the educational administrators of small–sized schools. The data was collected by questionnaire&nbsp;from 225 educational administrators of small–sized schools in Roi-Et province. Taro Yamane&nbsp;method was used to calculate the sample size and the samples were selected by the<br>proportional stratified random sampling. The data was analyzed by Structural Equation Model:&nbsp;SEM, LISREL for Windows with Path Analysis at the .05 level of statistical significance. In the&nbsp;second phase, the researcher designed and developed a model for improving administrative&nbsp;efficiency based on the data of the first phase. The model for improving administrative efficiency&nbsp;was assessed by twenty five research participants consisting of three administrators of local&nbsp;administrative organizations, seven academicians, ten school administrators, and five educational&nbsp;stakeholders. The data was collected by focus groups and brain storming. In the third phase, the&nbsp;voluntary sample subjects were fifteen administrators of small–sized schools in Roi-Et province.&nbsp;They were the experimental group of the model for improving administrative efficiency. The data&nbsp;was analyzed by Wilcoxon Signed Rank Test at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows:&nbsp;1. The research findings showed that the four major causal factors were related to&nbsp;improving administrative efficiency of the school administrators at the .05 level of the statistical&nbsp;significance. The factors consisted of learning organization (0.61), 2) competencies of teacher and&nbsp;educational personnel (0.40), 3) strategies management ( 0.28), and 4) community participation<br>(0.24) respectively.&nbsp;2. The model for improving administrative efficiency of the school administrators<br>consisted of nine activities: 1) role - playing, 2) creating school for learning organization,&nbsp;3) teaching materials, 4) technology, 5) environment, 6) techniques for strategic management,&nbsp;7) creating good and clear vision, 8) study visit, and 9) sport for creating unity.&nbsp;3. The average efficiency in administration of the school administrators after using the&nbsp;model was better than that of before using the model at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Keywords: a model, improving administrative efficiency, educational administrators of small–sized&nbsp;schools</p> พันธวิทย์ ยืนยิ่ง รังสรรค์ สิงหเลิศ ณรงค์ฤทธิ์ โสภา ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 289 302 รูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะของประชาชน จังหวัดบุรีรัมย์ A Model for Garbage Management of People in Buriram Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126465 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการขยะของประชาชน จังหวัดบุรีรัมย์&nbsp;2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนา การจัดการขยะของประชาชน และ 3) เพื่อทดลองและประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะของประชาชน วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการขยะของประชาชน จังหวัดบุรีรัมย์ ประชากร คือ ประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ กำหนดกลุ่มตัวอย่างของ Taro Yamane จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง (Multiple Linear Regression) กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปรสาเหตุ จำนวน 4 ปัจจัยสาเหตุ ระยะที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ของประชาชน กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จำนวน 10 คน นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 5 คน ผู้บริหารหรือผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5 คน และผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการจัดการขยะของชุมชน จำนวน 10 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ&nbsp;.05 ที่ได้จากการวิจัยในระยะที่ 1 มาเป็นประเด็นในการพิจารณาสร้างรูปแบบการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการประชุมกลุ่มย่อย และการระดมความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ นำรูปแบบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนา และระยะที่ 3 เป็นการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะของประชาชน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชน ชาวบ้านบุญช่วย ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนทั้งสิ้น 55 คน กลุ่มควบคุม คือ ประชาชน ชาวบ้านเสม็ด ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนทั้งสิ้น 55 คน ใช้การเลือกแบบสมัครใจ ประเมินผลการทดลอง โดยการเปรียบเทียบผลการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม สถิติวิเคราะห์ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ร่วม)&nbsp;หลายตัวแปรตาม โดยกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้&nbsp;1. ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการขยะของประชาชน จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย ด้านการประเมินผล&nbsp;(0.843) ด้านการได้รับผลประโยชน์ (0.236) และด้านการตัดสินใจ (0.086)&nbsp;2. ผลการสร้างรูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะของประชาชน ได้กิจกรรมการพัฒนา 3 ตัวแปร จำนวน&nbsp;7 กิจกรรม ประกอบดว้ ย 1) การจัดการขยะอยา่ งเปน็ ระบบ 2) ศึกษาดูงาน 3) เปลี่ยนขยะเปน็ ประโยชน์ 4) เปลี่ยนขยะเป็นรายได้ 5) ขยะคือคุณค่าของชีวิต 6) ขยะต้นทาง และ 7) ตั้งกลุ่มจัดการขยะ&nbsp;3. ผลการทดลองใช้และประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาการจัดการขยะของประชาชน จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลอง มีการจัดการขยะ ดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม และผลการวิเคราะห์ทางสถิติ&nbsp;พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนในทุกตัวแปรตามของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : รูปแบบการพัฒนา, การจัดการขยะ</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of research were to (1) analyze causal factors affecting garbage&nbsp;management of people in Buriram province, (2) to design a model for garbage management and&nbsp;(3) to implement and evaluate the model. The researcher methodology was divides into 3&nbsp;phases. In the first phase, the research investigated and analyzed 4 causal factors which affected&nbsp;garbage management of people in Buriram province. The data was collected by questionnaire&nbsp;from 400 people in Buriram province. Taro Yamane method was used to calculate the sample&nbsp;size and they were selected by the proportional stratified random sampling. The data was&nbsp;analyzed with multiple linear regressions at the .05 level of statistical significance. In the second&nbsp;phase, the researches designed and develop a model for garbage management based on the&nbsp;data of first phase. The model for garbage management was assessed by 30 research participants&nbsp;consisting of ten administrators of Local administrative organizations, five academicians public&nbsp;health, five ministry of interior agent, and ten garbage stakeholders. The data was collected by&nbsp;Workshop, focus group and Brain Storming. In the third phase, the voluntary sample subjects were&nbsp;one hundred and ten people in Buriram province. They were divided into two groups :&nbsp;experimental people by Ban Boonchuy Tumbol Sadoa Plubplachai District Buriram Province and&nbsp;controlled people by Ban Samed Tumbol Sadoa Plubplachai District Buriram Province. The data was&nbsp;analyzed by Multivariate Analysis of Covariance: MANCOVA at the .05 level of statistical significance.&nbsp;Results of the research were as follows:&nbsp;1. The research findings showed that the three major causal factors were related to&nbsp;garbage management at the .05 level of the statistical significance. The causal factors consisted&nbsp;of 1) Evaluation (0.843), 2) Benefit (0.236), and 3) Resolving (0.086) respectively.<br>2. A model for garbage management consisted of seven activities: 1) Garbage system,&nbsp;2) Field Trip, 3) Change for used, 4) Change for money, 5) Garbage for life, 6) Birth garbage, and&nbsp;7) Garbage group.&nbsp;3. Finally, the overall garbage management of the experimental was better than that&nbsp;of the controlled in comparison, with the controlled, and the overall variables in garbage&nbsp;management of the experimental and the controlled were different at the .05 level of statistical&nbsp;significance.&nbsp;Keyword : a model, garbage management</p> สมศักดิ์ ทะนวนรัมย์ รังสรรค์ สิงหเลิศ ชาตรี ศิริสวัสดิ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 303 312 “ข้าวยำ” เมืองกราภูงา...คุณค่าแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้าน "KHAO YAM” MUANG KRA PHOO NGA….VALUES OF INDIGENOUS WISDOM https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126466 <p>บทคัดย่อ<br>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ “ข้าวยำ” เมืองกราภูงา อาหารพื้นบ้านของเมืองกราภูงาหรือจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ สะท้อนผ่านอาหาร “ข้าวยำ” ที่นำทรัพยากรธรรมชาติใกล้ตัวมาผสมผสานจนกลายเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ ข้าวยำจึงเกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนรุ่นก่อนที่รู้จักดัดแปลงนำพืชสมุนไพรจำพวกใบเช่น กระพังโหม (พาโหม) ยอบ้าน ข่า พริกไทย ส้มซ่า มะนาว&nbsp;เป็นต้นมาผสมกับข้าวสวย และเครื่องแกงที่มีส่วนประกอบของปลาฉิ้งฉ้างกะปิ รับประทานร่วมกับผักเกร็ด(ผักเคียง)&nbsp;และต้มส้ม ซึ่งข้าวยำเมืองกราภูงา เป็นข้าวยำที่มีลักษณะเฉพาะ คือ เครื่องแกงที่ใช้จะมีปลาฉิ้งฉ้างเป็นส่วนประกอบ&nbsp;ผักที่ใช้จะเน้นใบกระพังโหม เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้นมีสรรพคุณทางยา เช่น ป้องกันโรคกระดูกพรุน คอพอก ริดสีดวง เป็นต้น นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนใน<br>ชุมชนที่เกิดจากการทำข้าวยำ เช่น การทำและรับประทานข้าวยำร่วมกันการแบ่งปันข้าวยำแก่เพื่อนบ้าน ตลอดจนการถ่ายทอดวิธีการทำข้าวยำจากรุ่นสู่รุ่น คำสำคัญ : ข้าวยำ, เมืองกราภูงา, ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, จังหวัดพังงา</p> <p>ABSTRACT<br>This article aimed to present "Khao Yam", traditional food of Muang Kra Phoo Nga,&nbsp;Phang Nga Province, the province which had natural resource abundance. Khao Yam was a kind&nbsp;of unique food that reflected the application of integrated natural resource usage. Khao Yam was&nbsp;the indigenous of Thai wisdom of Thai ancestors who adapted the food by taking herbs and&nbsp;vegetables such as Skunk-vine leaves, Morindacitrifolia leaves, galangal, pepper, sour orange, and&nbsp;lemon mixed with cooked rice and anchovy-shrimp paste spices. Fresh vegetables and fish soup&nbsp;with ginger were served together. Khao Yam of Muang Kra Phoo Nga is a signature because it was&nbsp;a mixture of anchovy spices and skunk-vine leaves. The high nutritional value food provided&nbsp;calcium, iodine which had properties in disease prevention such as osteoporosis, goiter,<br>hemorrhoids, etc. Besides, it could reflect the relationships of community people through Khao&nbsp;Yam. People made and ate together or shared Khao Yam to neighbors, including transited how&nbsp;to make Khao Yam from generation to generation.&nbsp;Keywords : Khao Yam, Muang Kra Phoo Nga, Indigenous Wisdom, Phang Nga Province</p> รุ่งรัตน์ ทองสกุล ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 313 322 ปัจจัยส่งเสริมการตลาดของธุรกิจที่พักขนาดเล็กในจังหวัดมหาสารคาม Factors Enhancing Marketing for Small Hotel Business in Mahasarakham Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126467 <p>บทคัดย่อ<br>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการตลาดของธุรกิจที่พักขนาดเล็กในจังหวัดมหาสารคาม ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ที่เคยมาใช้บริการที่พักขนาดเล็กในตัวเมืองมหาสารคามและอำเภอกันทรวิชัยจำนวน153คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามซึ่งใช้กับผู้ที่เคยเข้าพัก และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเชิงลึก ที่ใช้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการและผู้ปูฏิบัติงานอยู่ในธุรกิจทีพั่กขนาดเล็ก จำนวน&nbsp;5 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม คือ จำนวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ใช้วิธีวิเคราะห์โดยการหาองค์ประกอบหลักและการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย ผู้ใช้บริการที่พักขนาดเล็กในจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่ มีวัตถุประสงค์หลักในการเข้าพักเพื่อติดต่อทำธุระและเลือกสถานที่พักในตัวเมืองเป็นส่วนมาก โดยเน้นที่ความสะอาด สะดวกสบายของห้องพักและสถานที่พักที่มีบริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย&nbsp;คำสำคัญ : การตลาด, ธุรกิจที่พักขนาดเล็ก</p> <p>ABSTRACT<br>The study aimed to identify what factors enhance marketing for small hotel business&nbsp;in Mahasarakham province. The researcher collected data with small hotel business users in&nbsp;Muang district and Kantarawichai district. The research tool in this study used questionnaires and&nbsp;interview. The data from questionnaire survey was analyzed by number, percentage, and mean.&nbsp;The data from the interview was analyzed by thematic and content analyses. The results show&nbsp;that most users chose small hotel for business purpose. Their buying decision was made based&nbsp;on several product factors include cleanliness, good accessibility, good facility and wi-fi internet&nbsp;access.&nbsp;Keyword : Marketing, small hotel business</p> สุปราณี วงษ์สำราญ ศิริวรรณ กวงเพ้ง ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 323 334 ผลกระทบของการมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาดที่มีต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ โรงแรม ในประเทศไทย The Effects of Marketing Culture Orientation on the Competitiveness of Hotel Business In Thailand https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126468 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาดที่มีต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในประเทศ ไทยโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 156 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ซึ่งการมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาดได้กำหนดให้เป็นตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์และผลกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันผลการวิจัย พบว่า 1) การมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาดด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับศักยภาพในการแข่งขันโดยรวม ด้านประสิทธิภาพการบริการลูกค้า และด้านส่วนแบ่งการตลาด 2)การมุ่งเน้นวัฒนธรรมการ&nbsp; ตลาดด้านความสามารถในการขาย มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับศักยภาพในการแข่งขันโดยรวม ด้านผลิตภาพของบุคลากร และด้านประสิทธิภาพการบริการลูกค้า 3)การมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาด ด้านการสื่อสารภายในมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับศักยภาพในการแข่งขันโดยรวม ด้านผลิตภาพของบุคลากร และด้านประสิทธิภาพการบริการลูกค้า และ 4)การมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาด ด้านการมุ่งนวัตกรรมมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับศักยภาพในการแข่งขัน ด้านผลิตภาพของบุคลากร&nbsp;คำสำคัญ :&nbsp;</p> <p>ABSTRACT<br>The objective of research has studied the effect of marketing culture orientation on&nbsp;the competitiveness of hotel business in Thailand, collecting data from 156 hotel executives in การมุ่งเน้นวัฒนธรรมการตลาด,ศักยภาพในการแข่งขัน, ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยThailand and a set of questionnaires was the research tool. Statistics used for data analysis were&nbsp;multiple correlation analysis, simple regression analysis, and multiple regression analysis.&nbsp;Marketing culture orientation was regarded as independent variable that has relationships and&nbsp;positive effects on competitiveness. The results revealed the following findings: 1) Marketing&nbsp;culture orientation in the aspect of interpersonal relationships had relationship and a positive&nbsp;effect on competitiveness overall of the efficiency of customer service and the market share.&nbsp;2) Marketing culture orientation in the aspect of selling task capability had relationship and a&nbsp;positive effect on competitiveness overall of labor productivity and the efficiency of customer&nbsp;service. 3) Marketing culture orientation in the aspect of internal communication had relationship&nbsp;and a positive effect on competitiveness at overall of labor productivity and the efficiency of&nbsp;customer service. And 4) Marketing culture orientation in the aspect of innovativeness had&nbsp;relationship and a positive effect on the competitiveness potential and labor productivity.&nbsp;Keyword : Marketing culture orientation, Competitiveness, Hotel business in Thailand</p> รังสิยา น้อยบัวทิพย์ ธีรพรรณ อึ๊งภากรณ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 335 344 แนวทางการรับมือกับปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษี ของเทศบาลเมืองมหาสารคาม Guidelines on Dealing with Problems and Obstacles in Collecting Taxes of Mahasarakham Municipality https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126469 <p>บทคัดย่อ<br>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการชำระภาษีของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคามซึ่งจะทำให้เข้าใจปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีของเทศบาลฯ ในมิติด้านประชาชน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของกลไกการทำงานของเทศบาลเมืองมหาสารคามในการบริหารจัดการและจัดเก็บภาษี 3) เพื่อศึกษาแนวทางการรับมือกับปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองมหาสารคามวิธีการวิจัยเป็นแบบผสม (Mixed methods) โดยทั้งข้อวิธีเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างจากจำนวนประชากร 36,954 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง&nbsp;396 คน และเลือกการสัมภาษณ์บุคลากรของเทศบาลเมืองมหาสารคามจำนวน 5 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบ รวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.957 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบไปด้วย ค่าความถี ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่&nbsp;ไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอย (Regression) และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา(Content analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;1. ปัจจัยด้านพื้นฐานส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ อาชีพ ภาระการชำระภาษีและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่มีความสัมพันธ์ต่อการยอมรับการชำระภาษีต่อประชาชน ทั้งในมิติของการชำระภาษีและความเต็มใจในการชำระภาษี ยกเว้น ระดับการศึกษากับการเห็นด้วยในการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจชำระภาษีประกอบด้วยปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจและปัจจัยด้านความเข้มงวดของการตรวจสอบ ในขณะที่ ปัจจัยที่เหลือไม่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจชำระภาษี กล่าวคือ ปัจจัยด้านความเหมาะสมของการกำหนดอัตราการชำระภาษี ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการชำระภาษีและปัจจัยด้านความพึงพอใจต่อการจัดบริการสาธารณะของเทศบาล หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งคือความรู้ความเข้าใจและความเข้มงวดของการตรวจสอบส่งผลต่อการตัดสินใจชำระภาษี ด้วยเหตุนี้ เทศบาลควรเน้นรับมือกับปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีด้วยการเน้นพัฒนาช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ 2. ปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีของเทศบาลในมิติของประชาชน พบว่าปัญหาและอุปสรรคหลักคือการยอมรับการชำระภาษีของประชาชน โดยที่แม้ว่าร้อยละ 59.34 จะเห็นด้วยมากต่อการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพื่อนำเงินมาพัฒนาท้องถิ่น แต่ก็มีมากถึงร้อยละ16.16 ที่เห็นด้วยน้อยและที่ไม่เห็นด้วยเลย คิดเป็นร้อยละ&nbsp;4.55 สะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยมีทัศนคติเชิงลบต่อการจัดเก็บภาษท้องถิ่น ในด้านของการชำระภาษีให้แก่ท้องถิ่น แม้ร้อยละ 49.24 มีการชำระภาษีให้แก่ท้องถิ่นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ถึงครึ่ง โดยยังมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งชำระ 2 ใน 3 (คิดเป็นร้อยละ 35.10) และอีกกลุ่มชำระเพียง 1 ใน 3&nbsp;(คิดเป็นร้อยละ11.87) ในขณะที่ บางส่วนไม่ได้ชำระเลย (คิดเป็นร้อยละ 3.79) ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาความเต็มใจในการชำระภาษี ประชาชน พบว่าแม้ส่วนใหญ่จะเต็มใจมาก (คิดเป็นร้อยละ 56.57) แต่ก็ยังมีผู้ที่เต็มใจน้อยมากถึงร้อยละ 15.91 และที่ไม่เต็มใจในการชำระภาษีเลย คิดเป็นร้อยละ 4.04&nbsp;3. แนวทางสำคัญในการรับมือกับปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวคือการอุดจุดอ่อน กล่าวคือ ในมิติของการยกระดับความพร้อมของเทศบาล เทศบาลควรเพิ่มความชัดเจนในการให้คำแนะนำการเสียภาษีของเจ้าหน้าที่เพิ่มความครอบคลุมของการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นต่อผู้เสียภาษีทุกคน และเพิ่มความพอเพียงของความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ ในมิติของการพัฒนากระบวนการจัดเก็บภาษี เทศบาลควรเพิ่มความใส่ใจในประเด็นเรื่องความถูกต้องของการพิจารณาการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ ลดทอนความยุ่งยากและซับซ้อนของการชำระภาษีให้แก่ท้องถิ่น และเน้นให้ข้อมูล ประชาสัมพันธ์รวมถึงชี้แจงเรื่องการชำระภาษีที่มีความชัดเจนและคลอบคลุมนอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์มีประเด็นเพิ่มเติมที่สำคัญที่ควรพิจารณาในการพัฒนาแนวทางเพื่อรับมือกับปัญหาและอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีของเทศบาล ประกอบด้วยการพัฒนาด้านสถานที่ การพัฒนาด้านการบริการ โดย<br>เพิ่มการเข้าถึงช่องทางในการให้บริการที่หลากหลาย การพัฒนาด้านองค์กรและบุคลากร รวมถึง การพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์<br>คำสำคัญ : ปัญหาและอุปสรรค, การยอมรับการชำระภาษี, ภาษีท้องถิ่นเทศบาลเมืองมหาสารคาม</p> <p>ABSTRACT<br>The research aimed to: 1) study the factors affecting the adoption of the payment of&nbsp;taxes in Mahasarakham, which makes understanding the problems and difficulties in collecting&nbsp;by the municipalities in the public dimension 2) study the problems and the obstacles of the&nbsp;working mechanism of Mahasarakham municipality in the management and taxation and 3) study&nbsp;the ways to deal with problems and obstacles in the taxation of Mahasarakham municipality. The&nbsp;research employed the mixed method of the quantitative research and the qualitative research.&nbsp;In this research, 396 people were sampled from the population of 36,954 and 5 of the personnel&nbsp;of Mahasarakham municipality were interviewed. The instrument for data collection was a 5-level&nbsp;rating scale questionnaire with the reliability of 0.957. The quantitative data were analyzed using&nbsp;frequency, percentage, standard deviation, Chi-square Regression and content analysis was<br>employed in analyzing the qualitative data.&nbsp;1. The personal basic factors, be they sex, age, occupation, the tax incidence, and the&nbsp;average monthly income, had no relationship with the acceptance of paying taxes, both on the&nbsp;dimension of paying taxes and willingness to pay tax, except for the level of education and&nbsp;acceptance of paying taxes which revealed a relationship with statistical significance. This set of&nbsp;data showed the way to an important guideline in collecting taxes which is decreasing biases on&nbsp;sex, age, occupation, the tax incidence, and the average monthly income. Whatever the sex, age,&nbsp;occupation, income and the type of tax incidence might be, the people either consent or do not&nbsp;consent in paying taxes anyway, except for education to which the municipality shall give more&nbsp;importance by promoting learning on the tax incidence which the people must pay to their&nbsp;locality.&nbsp;2. Problems and obstacles in collecting taxes of the municipality were considered on&nbsp;the people’s dimension It was found that the people’s acceptance of paying taxes was the&nbsp;problem and obstacle. That is to say, although 59.34 percent of the people agreed in the high&nbsp;level with collecting local taxes for local development, 16.16 percent agreed in the low level,&nbsp;and 4.55 percent did not agree. This reflected that not a little part of the sample had a negative&nbsp;attitude toward local tax collection. On the dimension of paying local taxes, although 49.24&nbsp;percent continuously paid their local taxes during the last 3 years, the number was still less than&nbsp;a half. A number of people paid two-thirds (35.10 percent) of the tax, and another number paid&nbsp;only one-third (11.87 percent), while, 3.79 percent of the people did not pay. Meanwhile,&nbsp;regarding the willingness to pay tax, although most people (56.57 percent) were highly willing,<br>15.91 percent were very little willingness, and 4.04were not willing at all.&nbsp;3. After all, regarding the problems and obstacles of the mechanism of the municipality,&nbsp;there were the aspect of readiness of the municipality and the aspect of tax collecting process.&nbsp;The important guideline on dealing with the said problem and obstacle is to get rid of the weak&nbsp;points. That is, on the dimension of elevating the readiness of the municipality, the municipality&nbsp;should increase clarity in the officer’s advice on tax payment, expand the coverage of local tax&nbsp;collection to cover every tax payer, and suffice the officer’s cognizance. At the same time, on&nbsp;the dimension of tax collecting process development, the municipality should pay more attention<br>to correctness of the officer’s judgment on tax collection, cut down difficulty and complexity of&nbsp;paying taxes to the locality, and emphasize giving information, publicity, as well as explaining tax&nbsp;payment clearly and thoroughly. Moreover, there were some important additional points&nbsp;collected from the interview that should be considered in developing guidelines on dealing with&nbsp;problems and obstacles in collecting taxes of the municipality. They were development of the&nbsp;place, development of service by adding various channels of service, organization and personnel&nbsp;development, and also publicity development.&nbsp;Keywords : Guidelines on Dealing with Problems, Obstacles in Collecting Taxes, Mahasarakham&nbsp;&nbsp;Municipality</p> นฤมล หอมจันทร์ ปิยะพงษ์ บุษบงก์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 345 358 ทฤษฎีการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology Acceptance Theories https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126470 <p>บทคัดย่อ<br>การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาทฤษฎีและหลักการในยอมรับการใช้เทคโนโลยี เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถเข้าใจหรือสามารถอธิบายรวมถึงพยากรณ์พฤติกรรมของผู้ใช้ในการยอมรับและใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทฤษฎี แบบจำลองและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับการใช้เทคโนโลยีผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ทฤษฎีและแบบจำลองจำนวนทั้งสิ้น&nbsp;6 ทฤษฎี 5 แบบจำลองซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีด้านนวัตกรรม การใช้คอมพิวเตอร์ สังคมและจิตวิทยา เพื่อให้สามารถอธิบายพฤติกรรมการยอมรับและการใช้เทคโนโลยีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น&nbsp;คำสำคัญ : การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ, ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี</p> <p>ABSTRACT<br>Applying information technology requires the study of information technology&nbsp;acceptance theories since it can assist the technology developers to understand, to be able to&nbsp;explain and to forecast the user behaviors toward the invented technology. The author has<br>studied and analyzed 6 theories and 5 models including the innovation, computer usage, social&nbsp;and psychological theories to explain the clearer view of technology acceptance and application&nbsp;behavior.&nbsp;Keywords : Technology Acceptance, Technology Adoption</p> ชุมแพร บุญยืน นวรัตน์ เดชพิมล ณุกานดา ศุภวัฒน์ ศิรินนา วอนเก่าน้อย ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 359 372 ผลกระทบของกลยุทธ์การตลาดสีเขียวที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด ของธุรกิจที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ในประเทศไทย The Effects of Green Marketing Strategy on Marketing Competitive Advantage of ISO 14001 Businesses in Thailand https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126471 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลกระทบของกลยุทธ์การตลาดสีเขียวที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารธุรกิจที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ในประเทศไทย&nbsp;จำนวนประชากร 893 คน กลุ่มตัวอย่าง 300 คน และจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 118 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ซึ่งกลยุทธ์การตลาดสีเขียวได้กำหนดให้เป็นตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์และผลกระทบต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด ผลการวิจัย พบว่า 1) กลยุทธ์การตลาดสีเขียว ด้านการมุ่งเน้นคุณค่าของ<br>สิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับความได้เปรียบทางการแข่งขันทาง การตลาดโดยรวมด้านภาพลักษณ์ของตราสินค้า และด้านการเติบโตของรายได้ 2) กลยุทธ์การตลาดสีเขียว ด้านความพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์สีเขียวต่อตลาด มีความสัมพันธ์ และผลกระทบเชิงลบกับความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด ด้านการเติบโตของรายได้ 3) กลยุทธ์การตลาดสีเขียว ด้านการสื่อสารและการดำเนินการเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด ด้านภาพลักษณ์ของตราสินค้า ด้านการเติบโตของรายได้ และด้านส่วนแบ่งทางการตลาด&nbsp;คำสำคัญ : กลยุทธ์การตลาดสีเขียว, ความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด, ธุรกิจที่ได้รับการ&nbsp;รับรองมาตรฐาน ISO 14001</p> <p>ABSTRACT<br>The objective of research is to assess the effects of green marketing strategy on&nbsp;marketing competitive advantage of ISO 14001 businesses in Thailand by using questionnaire as&nbsp;a tool for collecting data from a number of population of 893 with the number of sample of 300&nbsp;and the number of respondents of 118 executives of the ISO 14001 business in Thailand. Statistics&nbsp;used for data analysis were multiple correlation analysis, simple regression analysis, and multiple&nbsp;regression analysis. Green marketing strategy was regarded as independent variable that has&nbsp;relationships and positive effects on marketing competitive advantages. The results revealed the&nbsp;following finding: 1) The green marketing strategy in aspect of environment value focus had&nbsp;positive relationship with the marketing competitive advantage as a whole and in aspects of brand&nbsp;image, and growth revenue 2) The green marketing strategy in aspect of green new product&nbsp;development effort had negative relationship with the marketing competitive advantage as&nbsp;a whole and in aspect of growth revenue 3) The green marketing strategy in aspect of&nbsp;communication and operation for environment had positive relationship with the marketing&nbsp;competitive advantage as a whole and in aspects of brand image, growth revenue, and market&nbsp;share.&nbsp;Keyword : Green Marketing Strategy, Marketing Competitive Advantage, ISO 14001&nbsp;business in Thailand</p> ศิราวัลย์ อินตาจัด ธีรพรรณ อึ๊งภากรณ์ การุณย์ ประทุม ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 373 384 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชนตามแนวชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย THE DEVELOPMENT OF TRAINING CURRICULUM USING CHINESE COMMUNICATIVE APPROACH FOR PRIVATE SECTOR TOURISM BUSI https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126472 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพของผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชน โดยใช้โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ซึ่งแบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัญหาและความจำเป็นการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชน ตามแนวชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย และ ระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารของผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่&nbsp;อาสาสมัครที่เป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคธุรกิจท่องเที่ยวภาคเอกชนตามแนวชายแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ หลักสูตรฝึกอบรมภาษาจีนเพื่อการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.5/87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.68 กลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์ทางความรู้และทักษะด้านการใช้ภาษาจีน หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดย มีค่าขนาดของผลเท่ากับ 4.18 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีการตระหนักรู้ด้านภาษาจีนสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าขนาดอิทธิพลเท่ากับ 6.19 ตลอดจนพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับสูงที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ&nbsp;4.62&nbsp;คำสำคัญ : หลักสูตรฝึกอบรม, ภาษาจีน, ผู้ประกอบการ</p> <p>ABSTRACT<br>This research aimed to develop and evaluate the quality of training curriculum using&nbsp;Chinese communicative approach for private sector tourism business of entrepreneur in Northern&nbsp;border Chiang Rai province. The research methodology applied in this study was based on the&nbsp;Research and Development method which was divided into two phases: 1) the needs analysis of&nbsp;tourism business of entrepreneur, and 2) the development and evaluation of an effectiveness of&nbsp;training curriculum using Chinese communicative approach. The samples were 50 volunteers&nbsp;business of entrepreneur in Northern border Chiang Rai province. The research instruments used&nbsp;for collecting data were the developed training curriculum. The research results revealed that&nbsp;the developed training program reached the efficiency (E1/E2) at 83.50/87.00 which was in conformity<br>with the established requirement of 80/80, and had the effectiveness index (E.I) of 0.68.&nbsp;Moreover, it was found that the business of entrepreneur participating in the training curriculum&nbsp;increased their knowledge and skills of using Chinese communicative approach for private sector&nbsp;tourism business before training curriculum implication at the .05 level of statistical significance.&nbsp;The developed training curriculum had a very large effect size (d=4.18) on their knowledge and&nbsp;skills. Furthermore, they increased their self-awareness toward using Chinese communicative&nbsp;before operation at the 0.05 level of statistical significance. The developed training curriculum&nbsp;had a very large effect size on their self- awareness (d=6.19). Finally, their satisfaction toward&nbsp;training curriculum in overall was found at the highest level ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">=4.62).&nbsp;Keywords : training curriculum, Chinese, entrepreneur</p> นิสรีน หวังตักวาดีน หลิน ฉายจวิน ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2018-05-31 2018-05-31 29 1 385 396 การวิเคราะห์ลักษณะการปนภาษาในการทำงานของบุคลากร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดมหาสารคาม Code Mixing Characteristics Analysis in Working of Public Health Promoting Hospital Officers in Maha Sarakham Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126474 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการปนภาษาในการทำงานของบุคลากร และ 2) ศึกษาระดับเจตคติที่มีต่อการปนภาษาในการทำงานของบุคลากร รพ.สต. กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 67 คน ปฏิบัติหน้าที่ใน รพ.สต. เฉพาะเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบฟอร์มวิเคราะห์ข้อความปนภาษา หนังสือ ตำรา สื่อสิ่งพิมพ์ และเว็บไซต์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความถี่&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;1. ข้อความปนภาษามทั้งหมด 494 ข้อความ ประโยคพบมากที่สุดคือ ประโยคความเดียว จำนวน 210&nbsp;ข้อ ความ รูปแบบบอกเล่า จำนวน 204 ข้อความ และนามวลี จำนวน 37 คำ เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างข้อความที่ใช้พูดและเขียน พบว่า ข้อความที่ใช้พูดมีมากกว่า แต่พิจารณาเป็น รายคำ พบว่า คำที่ใช้เขียนและวลีที่ใช้เขียนมีมากกว่า นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้คำปนภาษาที่เกี่ยวกับโรค อาการ และคำที่เกี่ยวข้องมีมากที่สุด จำนวน 100 คำ ส่วนคำย่อ ถูกใช้ในการปนภาษามากที่สุด จำนวน 57 คำ&nbsp;2. เจตคติที่มีต่อการปนภาษา พบว่า ในภาพรวมมีเจตคติระดับมากต่อการปนภาษา ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.82,&nbsp;S.D. = 0.87)&nbsp;คำสำคัญ : การวิเคราะห์ การปนภาษา ภาษาอังกฤษในงานสาธารณสุข</p> <p>ABSTRACT<br>This research aimed to 1) analyse the categories of code mixing in working of public&nbsp;health promoting hospital officers and 2) study the attitude on code mixing in working of public&nbsp;health promoting hospital officers in Maha Sarakham province. The target group was 67 public&nbsp;health officers who work only in Muang sub-district Maha Sarakham province. The instruments&nbsp;were structured interview, language mixing form, books, text books, mass medias and websites.&nbsp;The statistics used in analyzing data were percentage, mean, standard deviation and frequency&nbsp;distribution.&nbsp;Results of the study revealed the following:&nbsp;1. There were 494 code mixing sentences which were totally kept. They were mostly&nbsp;found in 210 simple sentences, 204 affirmative sentences, and 37 noun phrases. When the&nbsp;comparison between speaking and writing sentences were found that speaking sentences were&nbsp;used more than writing sentences. Considering in individual words, words used for writing and&nbsp;noun phrases were found in higher collection. Moreover, code mixing usage in diseases, symptoms,&nbsp;and related words were found with 100 words and 57 initial words were found.&nbsp;2. The overall attitude on code-mixing of public health officers was at a high level&nbsp;( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 3.82, S.D. = 0.87)&nbsp;Keywords : Analysis, Code mixing, English for public health</p> อนุวัต ชัยเกียรติธรรม ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 397 414 ผีปู่ตา : ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม ของชาวมหาสารคาม Guardian Ancestor Spirit: Believe Tradition and Ritual of Mahasarakham Province https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126475 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเชื่อ ประเพณี และขั้นตอนพิธีกรรมของผีปู่ตา จังหวัดมหาสารคาม ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลจากเฒ่าจํ้า ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป โดยการสังเกต สัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าทุกคนในชุมชนยังให้ความเชื่อถือเคารพศรัทธา ยึดมั่นในความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรม ที่มีมาแต่อดีต โดยมีเฒ่าจํ้าเป็นตัวแทนของผีปู่ตาซึ่งชาวบ้านเลือกสรรให้ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เฒ่าจํ้าต้องเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์และเสียสละ เมื่อเฒ่าจํ้าถึงแก่กรรมก็จะต้องเลือกเฟ้นหาชาวบ้านคนใหม่มาทำหน้าที่เฒ่าจํ้าคนต่อไป ในการคัดเลือกใหม่โดยวิธีเสี่ยงทายต่อหน้าศาลปู่ตา โดยมีชาวบ้านร่วมเป็นสักขีพยานในด้านความเชื่อ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าผีปู่ตาคือผีบรรพบุรุษ ที่ทำหน้าที่ป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดกับหมู่บ้านและให้ความอยู่เย็นเป็นสุขแก่ชาวบ้าน ด้านประเพณี จัดขึ้นในวันพุธแรกของเดือนหก ด้านพิธีกรรมเฒ่าจํ้ามีหน้าที่ทำหรือนำพิธีกรรม ที่เกี่ยวข้องกับผีปู่ตาและบริเวณที่อยู่อาศัยรวมถึงบวงสรวงเสี่ยงทายโดยใช้ไม้ทำนายฟ้าฝน โดยเฒ่าจํ้าจะเก็บเศษไม้ยาวประมาณ 1 วา แถวบริเวณพิธี มาใช้เสี่ยงทาย หากฝนตกดีไม้ก็จะยาวขึ้นอีกกว่าครึ่งวาอย่างน่าอัศจรรย์ รวมทั้งทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ทำพิธีปัดรังควาน นอกจากนี้เฒ่าจํ้ายังต้อง เอาใจใส่ดูแลป้องกันรักษาพื้นที่ บริเวณป่า ต้นไม้ สัตว์ รวมไปถึงทรัพยากรผลิตผลจาก ป่าดอนปู่ตา ทั้งปวงให้อยู่ในสภาพปกติ ตามบัญชาของผีปู่ตา ด้วยถือว่า เป็นสมบัติของผีปู่ตา ที่ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ หากมีความจำเป็น ต้องการใช้สอยสิ่งใด ภายในบริเวณ ป่าดอนปู่ตา เช่น เห็ด แมลง ฟืนไม้แห้ง ผัก&nbsp;และพืช สมุนไพร เป็นต้น ต้องขออนุญาต ผีปู่ตาเป็นส่วนตัวและผ่าน "เฒ่าจํ้า" เสมอ มิฉะนั้นจะถูกผีปู่ตาลงโทษ ให้<br>ได้รับภัยพิบัติต่างๆ จนอาจถึงแก่ชีวิตได้ ประเพณีเลี้ยงผีปู่ตานับว่าเป็นประเพณีอันชาญฉลาดของบรรพชนที่สืบต่อกันมา ทำชุมชนเกิดความเชื่อและศรัทธา มีขวัญและกำลังใจรวมทั้งความสามัคคี ความมั่นคงในชุมชนของตน&nbsp;คำสำคัญ : ผีปู่ตา ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม</p> <p>ABSTRACT<br>The research objectives are to study the ritual believe of the ancestor spirit in&nbsp;Mahasarakham province using qualitative research methods by collecting information from&nbsp;guardian ancestor spirit leader, called “Tao-jum” community leaders and villagers by observing,&nbsp;interviews and focus group discussions. The results found that everyone in the community was&nbsp;trustworthy, holding faith traditions and rituals, with the past. The “Tao-jum” was a&nbsp;representative of the ancestors spirit, with the villagers selected to communicate with the villagers&nbsp;and the ancestor spirit. He must be a good personality, moral, faithful and self-sacrificing. When&nbsp;he passed away, the villagers would have to select a new villager to take the next step. The&nbsp;recruiting method takes place in front of the shrine. The villagers witnessed and selected qualified&nbsp;people to be new “Tao-jum”. The villagers believe that ancestor spirit will prevent disaster and&nbsp;to remain village peacefulness. The tradition will be held on the first Wednesday of May. In the&nbsp;ceremony predicted is done by using wood to predict the rain. Tao-jum will keep the scraps&nbsp;around two meters near the ritual area. If it rains well, the wood will be longer than two meters.&nbsp;It is believed that the ceremony can protect the area of the forest and inside the forest, such as&nbsp;wild animals, mushrooms, insects, wood, wild vegetables and herbs. The tradition of the guardian&nbsp;ancestor spirit is a wise wisdom of the ancestor heritage to make security in their communities.&nbsp;Keywords : spirit, ancestor, believe, ritual, tradition</p> สิบปีย์ ชยานุสาสนี จันทร์ดอน ทรงคุณ จันทจร ระพีพันธ์ ศิริสัมพันธ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 415 420 บุญกุ้มข้าวใหญ่ : ความสัมพันธ์ของความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ต่อความมั่นคงทางสังคม และเศรษฐกิจชุมชนอีสาน Boon Goom Khaw Yai: The Relationship of Beliefs, Tradition and Rituals to Social Security and the Isan Community Economy https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126476 <p>บทคัดย่อ<br>งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเป็นมาและความเชื่อ ประaเพณี พิธีกรรมของบุญกุ้มข้าวใหญ่อีสานและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของบุญกุ้มข้าวใหญ่ ต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจชุมชนอีสานผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและทำการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์ การสังเกตการสนทนากลุ่ม การบันทึกข้อมูล และการนำข้อมูลที่ได้มาพรรณาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ความเป็นมาของประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่ มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณเกิดจากการที่ประชาชนมีความประสงค์ที่จะทำบุญเพื่อเป็นการขอขมาเจ้าแม่โพสพและขอขมาต่อข้าว ที่ชาวนาอาจเหยียบยํ่าข้าวจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งเชื่อว่าหากได้ทำบุญในประเพณีนี้แล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข มีผลผลิตจากการทำนาที่ประสบความสำเร็จ การเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์ในการประกอบพิธีกรรมจะกระทำในเดือนเดือนยี่ หรือเดือนสอง (ประมาณเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์) สำหรับอุปกรณ์ประกอบด้วยของที่มีในท้องถิ่น เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ไข่ ยาสูบ เป็นต้น ในด้านของความมั่นคงทางสังคมงานบุญนี้ทำให้เกิดความร่วมมือของประชาชนในชุมชน โดยมีผู้นำเป็นหน่วยราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำทางด้านศาสนาเป็นผู้พาทำพิธี ทำให้เกิดความมั่นคงทางสังคมมีความสามัคคีเป็นปึกแผ่น ในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนประเพณีนี้ทำให้เกิดกระแสการไหลเวียนของเศรษฐกิจที่มีข้าวเปลือกเป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการแบ่งปันข้าวให้กับผู้ด้อยโอกาส ข้าวที่ถูกจำหน่ายสามารถนำเงินมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและในการจัดงานประชาชนสามารถนำสินค้าทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนมาสร้างรายได้ให้กับครอบครัว&nbsp;คำสำคัญ : ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม</p> <p>ABSTRACT<br>The research objective is to study the historical and beliefs traditional and rituals of&nbsp;Boon Goom Khaw Yai, Isan, and to study the relationship of Boon Goom Khaw Yai. The collected&nbsp;data is from document data and interview, observation, focus group discussion and descriptive&nbsp;analysis. The research found that Boon Goom Khaw Yai has a long history since ancient times&nbsp;caused by people wanting to make merit to the rice goddess called “Mae Phosop” and&nbsp;apologize for rice that farmers may tread rice from harvest. It is believed that if someone make&nbsp;merit in this rice tradition, it will be peaceful, yield of successful farming and agriculture is<br>abundant. The ritual is performed in the month called second to third (approximately January&nbsp;to February). The equipment consists of wonderful things such as flowers, incense, candles, eggs,&nbsp;tobacco, etc. In the field of social security, this merit causes the community to cooperate by the&nbsp;government leader, the community leader and the Buddhism leader .In case of social stability is&nbsp;ensured on the economic security of the community. The community economic is driven by&nbsp;paddy. It also contributes to rice sharing for the underprivileged. The rice that was sold can be&nbsp;used to preserve Buddhism and to organize it. People can bring products as a community product&nbsp;to generate income for the family.&nbsp;Keywords : Beliefs, Tradition, Rituals</p> ทรงคุณ จันทจร สิบปีย์ ชยานุสาสนี จันทร์ดอน ชมนาถ แปลงมาลย์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 421 430 องค์ประกอบของปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของวัยรุ่น Elements of Important Factors Affecting Emotional Quotient (EQ) among Adolescents https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126477 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยเรื่อง องค์ประกอบของปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของวัยรุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์และองค์ประกอบของปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของวัยรุ่นโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณ โดยการเก็บแบบสอบถามกับวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามที่ 0.8 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย และการวิเคราะห์องค์ประกอบของปัจจัย โดยใช้การสกัดปัจจัยด้วยวิธี Principal Component Analysis ใช้วิธีการหมุนแกนแบบVarimax ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของวัยรุ่นอยู่ในระดับมาก โดยมีความฉลาดทางอารมณ์ด้านความภาคภูมิใจในตนเองมากที่สุด องค์ประกอบของปัจจัยที่มีความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์<br>ของวัยรุ่นทั้งหมด 8 ปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยที่ 1: ด้านความตั้งใจ ปัจจัยที่ 2: ด้านการปรับตัว ปัจจัยที่ 3 : ด้านการควบคุมอารมณ์ ปัจจัยที่ 4: ด้านเหตุผล ปัจจัยที่ 5: ด้านความเป็นตัวของตัวเอง ปัจจัยที่ 6 : ด้านการบริหารความขัดแย้ง ปัจจัยที่ 7: ด้านการมองในแง่ดี ปัจจัยที่ 8: ด้านจัดการข้อโต้แย้ง&nbsp;คำสำคัญ : ความฉลาดทางอารมณ์ วัยรุ่น องค์ประกอบปัจจัย</p> <p>ABSTRACT<br>The purpose of the present study was to examine the level of emotional intelligence&nbsp;and to investigate the important elements of emotional intelligence among adolescent.&nbsp;Quantitative method was used for the data collection using 400 questionnaires with coefficient&nbsp;of reliability of 0.8 were distributed among adolescents in Bangkok area. Statistics such as&nbsp;percentage, mean and factor analysis were used to extract the principle component analysis via&nbsp;Varimax rotation method. The research findings indicated that overall Emotional Intelligence of&nbsp;adolescents were high, which the highest aspect of Emotional Intelligence is self-esteem aspect.&nbsp;Moreover, the elements of important factors affecting emotional intelligence among adolescents<br>were eight factors as followed: 1) intention 2) adaptation 3) emotional-control 4) rationality&nbsp;5) self-awareness 6) conflict management 7) optimism and 8) dispute resolution.&nbsp;Keywords : Emotional Intelligence, Adolescent, Elements of Important Factors</p> วรงรอง ศรีศิริรุ่ง ดาริกา กูลแก้ว ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 431 440 ประสิทธิผลการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาล ตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ The Effectiveness of Producing and Delivering the Public Service of Sub-district Municipality in Roi-Kean-Sarn-Sin Developmental Provincial Group https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126478 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้บริหาร ตัวแทนสมาชิกสภาเทศบาล ตวั แทนปลัดเทศบาล ตัวแทนผอู้ าํ นวยการกอง และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 249&nbsp;แห่ง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ รวมกลุ่มตัวอย่างเป็น 340 คน เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิธีการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า&nbsp;1. ระดับประสิทธิผลการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยเรียงลำดับความสำคัญค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ ด้านการพัฒนาบ้านเมืองน่าอยู่ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร และด้านการพัฒนาการเมืองและการบริหาร ตามลำดับ&nbsp;2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนา&nbsp;จังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ มากที่สุด คือ แรงกดดันจากประชาสังคม (Beta=0.606) รองลงมา คือ การบริหารแบบกระจายอำนาจ (Beta=0.170) ภาวะผู้นำของผู้บริหาร (Beta=0.108) การสนับสนุนจากการเมืองระดับชาติ&nbsp;(Beta=0.066) และวัฒนธรรมองค์กรแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Beta=0.049) ตามลำดับ ตัวแปรดังกล่าวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการผลิตและส่งมอบบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลกลุ่มพัฒนาจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ได้ร้อยละ 97.20 (R2=0.972,F=858.704) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;คำสำคัญ : ประสิทธิผลการผลิต, ส่งมอบบริการสาธารณะ</p> <p>ABSTRACT<br>The purposes of this research were to investigate efficiency of production and&nbsp;delivery of public services in sub-district municipality in Roi-Kean-Sarn-Sin Developmental&nbsp;Provincial Group and to study factors affecting the efficiency of production and delivery of public&nbsp;services in sub-district municipality in Roi-Kean-Sarn-Sin Developmental Provincial Group. The&nbsp;sample was 249 people consisting of executives, council members, secretaries, directors and&nbsp;public sector. They were selected by stratified random sampling technique. The instruments were&nbsp;rating scale questionnaire. Data were analyzed by descriptive statistics, Pearson Product Moment&nbsp;Correlation and Multiple Regression Analysis. The findings were as follows:&nbsp;1. The efficiency of production and delivery of public services in sub-district&nbsp;municipality in Roi-Kean-Sarn-Sin Developmental Provincial Group as a whole was at moderate&nbsp;level. Considering each aspect found that all aspect was at medium level with ranking mean&nbsp;scores from highest to lowest, livable city development, quality of life development, economics&nbsp;and agriculture development and politics and management development, respectively.&nbsp;2. The factors affecting the efficiency of production and delivery of public services in<br>sub-district municipality in Roi-Kean-Sarn-Sin Developmental Provincial Group were the civil&nbsp;society under pressure (Beta = 0.606), decentralization management (Beta = 0.170), leadership of&nbsp;administrators (Beta = 0.108), support from national politics (Beta = 0.066), achievement&nbsp;organizational culture (Beta = 0.049), respectively. These variables could explain the productivity&nbsp;and delivery of public service of sub-district municipality for 97.20% (R2= 0.972, F = 854.704) by&nbsp;statistically significant level of .05.&nbsp;Keywords : effectiveness of production, delivering the public service</p> สุพจน์ แก้วเจริญ ยุภาพร ยุภาศ สัญญา เคณาภูมิ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 441 452 การผลิตชุดความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน : วิถีชีวิต วิถีพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง The Production of Knowledge Collection from Cultural Wisdom for Community: Folkways and Sufficiency from the Application of Knowledge with Sufficiency Eco https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126479 <p>บทคัดย่อ<br>การวิจัยเรื่องการผลิตชุดความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน : วิถีชีวิต วิถีพอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวคิด ประสบการณ์ และวิถีการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (2) เพื่อผลิตชุดความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน : วิถีชีวิต วิถีพอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าของกิจการฟาร์มที่ทำการเกษตรโดยใช้หลักของเกษตรทฤษฏีใหม่ในการนำร่องพัฒนาพื้นที่ และใช้หลักการในการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบพอเพียงในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 7 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative&nbsp;Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Document) และ เก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม (Field&nbsp;Study) โดยการสำรวจ สังเกต สัมภาษณ์ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ และผลิตชุดความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน : วิถีชีวิต วิถีพอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลการศึกษา&nbsp;จากการวิจัยพบว่าการจัดการฟาร์มของยายดา-ตาสิมฟาร์มเป็นการจัดการแบบเกษตรผสมผสานที่ทำการเกษตรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ โดยมุ่งพื้นฟูพัฒนาดินเป็นสำคัญใช้แนวทางการแก้ปัญหาทางการเกษตรจากแนวพระราชดำริเรื่องของเกษตรทฤษฏีใหม่ อาทิ โครงการแกล้งดิน,โคก หนอง นา โมเดล และการจัดสรรพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฏีใหม่ 30 : 30 : 30 : 10 เป็นต้น ภายในฟาร์มมีกิจกรรมการผลิตมากกว่าสองกิจกรรมในเวลาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันกิจกรรมจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเป็นการสร้างมูลค่าให้มากขึ้น มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง การประหยัด สร้างความปลอดภยั ทางอาหารใหแ้ กผ่ บู้ รโิ ภค พรอ้ มฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศนใ์ หก้ ลบั มาสมดลุ จากการลดการใช้สารเคมีต่างๆ ซึ่งการจัดการภายในฟาร์มสามารถแบ่งแยกประเภท ดังนี้&nbsp;1) การดำเนินงานสาธารณูปโภคและสิ่งก่อสร้างภายในฟาร์ม ได้แก่ การจัดการด้านสาธารณูปโภคขั้น<br>พื้นฐานและพื้นที่อยู่อาศัย&nbsp;2) การดำเนินงานด้านสร้างผลผลิตและการสร้างรายได้ในฟาร์ม ได้แก่ การปศุสัตว์ และการเกษตร มุ่ง<br>เน้นการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน คือ เน้นการบริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็จำหน่ายออกสู่ตลาด เพื่อการสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพโดยการสะสมพันธไ์ุ มช้ นิดตา่ งอีกดว้ ย นอกจากนั้นยังดำเนินงานกิจกรรมฟารม์ โดยแยกเปน็ ประเภทต่าง ๆ เพื่อง่ายต่อการจัดการและการพัฒนาอนาคต โดยยึดหลัก “การเดินทีละก้าว ลงทุนไม่มากแต่ยั่งยืน” มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การดำเนินงานการทำบัญชี และมีการดำเนินงานด้านกิจกรรมฟาร์มเพื่อสาธารณะประโยชน์ เน้นการพัฒนาแบบเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน คือ “พออยู่ พอกิน พอใช้ สร้างความร่มเย็นคืนกลับให้ระบบนิเวศ” นำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า โดยยังไม่เน้นการค้าขาย แต่เน้นการทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา แปรรูปไว้เป็นภูมิคุ้มกันตน สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงด้วยการ "ให้" จากนั้นจึงค่อยค้าขายเริ่มจากในชุมชน เพื่อสร้างฐานรากให้ยั่งยืนท้ายที่สุดบุญและทานจะนำมาซึ่งกัลยาณมิตรเป็นเครือข่ายในอนาคต&nbsp;คำสำคัญ : การผลิตชุดความรู้ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง</p> <p>ABSTRACT<br>Research objectives are 1.) to study the concept and experience on how to conform&nbsp;sufficiency economy philosophy 2.) to study the production of knowledge collection from cultural&nbsp;wisdom for community: folkways and sufficiently from the application of knowledge with&nbsp;sufficiency economy philosophy. Population and sample were 7 owners of farm businesses engaged&nbsp;in agriculture using the new agricultural theories to pilot land development which integrated&nbsp;agriculture and the principles of sufficiency economy as a guideline for living. The data were&nbsp;analyzed by classifying significant issues according to the study purposes and production of&nbsp;knowledge collection from cultural wisdom for community with folkways and sufficiently from<br>the application of knowledge with sufficiency economy philosophy.&nbsp;The results of the study revealed the following. The farm management of Yayda-Tasime&nbsp;Farm is a model of sustainable agriculture. Agriculture is appropriate for the environment. Solving&nbsp;agricultural problems from “a new theoretical agricultural approach” (the name of a philosophy&nbsp;developed by and promoted on many occasions by King Bhumibol Adulyadej) example soil persecute&nbsp;program, Khok Nong Na Model and allocation of space in 30 : 30 : 30 : 10 . Within a farm, there&nbsp;are more than two activities at the same time, and the activities are mutually supportive which focus&nbsp;on the utilization of resources in the farm area for maximum benefit. It restore the ecosystem back&nbsp;to balance and reduce using of chemicals. Yayda Tasime farm set the plan implementation as follows<br>1) Operations of public utilities and buildings within the farm&nbsp;2) Operations of productivity and farm income generation&nbsp;Using life following “Sufficiency” means moderation and consideration in all modes of&nbsp;conduct, as well as the need for sufficient protection from internal and external shocks. To achieve&nbsp;this, the application of knowledge with prudence is essential. In particular, great care is needed in&nbsp;the utilization of untested theories and methodologies for planning and implementation with accounting&nbsp;operations by creating network with "giving" to build a sustainable foundation in the future.&nbsp;Keywords : Production of knowledge collection , cultural wisdom , sufficiency&nbsp;economy philosophy</p> ระพีพันธ์ ศิริสัมพันธ์ รชพรรณ ฆารพันธ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 453 462 การสำรวจความพร้อมของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาหลักสูตรการจัดการโรงแรม ต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงาน The Exploration the Readiness of Vocational Students in Hotel Management Program to Enter Labor Market https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126480 <p>บทคัดย่อ<br>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) ระบุปัจจัยที่ส่งเสริมความพร้อมของนักศึกษาด้านความรู้และทักษะในงานสายการโรงแรม 2.) สำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาต่อความพร้อมสู่ตลาดแรงงานอุตสาหกรรมโรงแรม และ 3.) สำรวจความคิดเห็นของบุคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรมต่อการออกสู่ตลาดแรงงานของนักศึกษา สำรวจความพร้อมของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาหลักสูตรการจัดการโรงแรมต่อการสู่ตลาดแรงงาน ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มนักศึกษาสถาบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่ม 1 ได้แก่ โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาหนองคาย, วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานีและวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวอุดรธานี จำนวน 167 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้คือ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเชิงลึกกับผู้ประกอบการ จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อ มูลจากแบบสอบถาม คือ จำนวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าผลการวิจัยพบว่า&nbsp;1. การจัดการเรียนการสอน และ รายวิชาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่งเสริมความพร้อมของนักศึกษาด้านความรู้และทักษะวิชาชีพโรงแรม&nbsp;2. นักศึกษาส่วนใหญ่พึงพอใจต่อประสบการณ์การฝึกวิชาชีพเพราะการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นการต่อยอดความรู้และทักษะวิชาชีพส่งผลให้เกิดความมั่นใจที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานอุตสาหกรรมโรงแรมเมื่อจบการศึกษา&nbsp;3. บุคลากรโรงแรมเห็นด้วยว่านักศึกษามีความรู้และทักษะวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแต่นักศึกษาควรพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และ ความกระตือรือร้นในการทำงานยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแรงงานต่างชาติเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานอุตสาหกรรมโรงแรมในอนาคต คำสำคัญ : นักศึกษาสถาบันอาชีวศึกษา ความพร้อมทางอาชีพ อุตสาหกรรมโรงแรม</p> <p>ABSTRACT<br>This study aimed 1.) to identify factors contributing students’ knowledge and skills in&nbsp;hotel profession; 2.) to explore the work ready of the students entering hotel labor market and&nbsp;3.) to explore the perception of hotel staff on work ready of the students entering hotel labor&nbsp;market. The study collected data with hotel management students from three vocational institutes&nbsp;located in the Northeastern Thailand, Nongkhai Vocational College, Udonthani Vocational&nbsp;College and Udonthani College of Business Administration and Tourism. A total of 167 questionnaire&nbsp;surveys were collected for quantitative data and semi-structured in-depth interview were&nbsp;conducted with a total of 6 representatives from students and hotel staff. Then the quantitative&nbsp;data was analyzed by percentage and the qualitative data was analyzed by content analysis.&nbsp;The study found that&nbsp;1. Management of the study program and the structure of curriculum were identified&nbsp;by the hotel students to provide general hotel knowledge and skills related to different positions&nbsp;in hotel work&nbsp;2. The students were mostly satisfied with their work-placement and the knowledge and&nbsp;skills which students learned at the institutes were relevant and practical in working in the industry.&nbsp;Work-placement also gives students confident to enter hotel industry after their graduation.&nbsp;3. Hotel staff suggested that most students of hotel program had general knowledge&nbsp;and basic skills relevant to the industry. However, they should express more enthusiastic to learn&nbsp;and improve their language skills to be able to compete with foreigner worker in the hotel labor&nbsp;market in the future.&nbsp;Keywords : vocational student, work ready, hotel industry</p> ปิ่นปินัทธ์ แก้วสมบัติ ศิริวรรณ กวงเพ้ง ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 463 474 สถานภาพการศึกษาภาษาพวน The Status of Phuan Language Studies https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126482 <p>บทคัดย่อ<br>บทความนี้มุ่งรวบรวมและสังเคราะห์ผลงานการศึกษาภาษาพวนที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ ของนักวิชาการไทย ได้แก่ หนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ และงานวิจัย เพื่อให้ทราบผลการศึกษาภาษาพวนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และแนวโน้มของการทำวิจัยในอนาคต จากการศึกษาพบว่า ผลงานการศึกษาภาษาพวน ที่ผ่านมา มีมากกว่าจำนวน 23 ผลงาน แนวการศึกษาภาษาพวนมีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1) การศึกษาภาษาพวนเชิงพรรณนา&nbsp;2) การศึกษาภาษาพวนเชิงประวัติและเปรียบเทียบ 3) การศึกษาภาษาพวนเชิงสังคม 4) การศึกษาภาษาพวนเชิงภาษาศาสตร์ชาติพันธุ์ และ 5) การจัดทำพจนานุกรมภาษาพวน&nbsp;คำสำคัญ : พวน, ภาษาพวน, กลุ่มชาติพันธุ์</p> <p>ABSTRACT<br>This article aims to collect and synthesize data of Phuan Language studies shown in&nbsp;papers of Thai scholars which are books, articles, theses, and researches. The purposes of the&nbsp;studies are to perceive the results of Phuan Language studies from the past till the present and&nbsp;trends of the future researches. The study shows that in the past there are more than 22 papers&nbsp;of Phuan Language studies which could be classified into 5 categories, namely, 1) descriptive&nbsp;studies of Phuan Language, 2) historical and comparative studies of Phuan Language, 3) social&nbsp;studies of Phuan Language, 4) Ethnolinguistics studies of Phuan Language, and 5) the studies of&nbsp;making dictionary of Phuan Language.&nbsp;Keywords : Phuan, Phuan language, Ethnic group</p> เพ็ญประภา สิงห์สวัสดิ์ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 475 486 ปรัชญานิพนธ์ Philosophical Composition https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126488 <p>บทคัดย่อ<br>ปรัชญานิพนธ์เล่มนี้เป็นงานที่สะท้อนการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งหลายของนักปรัชญาโลกทั้งนักปราชญ์สายตะวันตกและสายตะวันออกที่มีต่อธรรมชาติ และการดำรงอยู่ของความจริง ซึ่งแต่ละสำนักคิด (School of thought) มีวิธีการอ้างเหตุและผลในการยืนยันข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผู้เขียนชี้ว่าปรัชญาสายหนึ่งที่มองปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสายกลาง “มัชฌิมนิยม” คือพุทธปรัชญา อันแสดงทัศนะที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง</p> <p>ABSTRACT<br>Thisphilosophical composition is a reflection of nature and all things; Western and&nbsp;Eastern Philosophers on nature and the existence of truth.Each group has a different approach&nbsp;to claiming facts and results.However, what the authors point out is that a philosophy that looks&nbsp;at such phenomena is neutral- (The view of middle way) – as Buddhist Philosophy to show that&nbsp;human development is truly excellent.</p> บัญชา พุฒิวนากุล รังสรรค์ สิงหเลิศ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 487 492 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ https://tci-thaijo.org/index.php/ejChophayom/article/view/126483 <p>กองบรรณาธิการ</p> กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ##submission.copyrightStatement## 2018-05-31 2018-05-31 29 1 493 499