วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก (Thai Journal of Cardio-Thoracic Nursing) //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse <p>เป็นวารสารที่จัดทำโดยสมาคมพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก ซึ่งเป็นสมาคมพยาบาลที่มีสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและทรวงอกร่วมกันจัดทำวารสารเพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเผยแพร่วิทยาการใหม่ๆ เช่น งานวิจัย นวัตกรรม ในสาขาการดูแลรักษาและการพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก โรคเรื้อรัง รวมทั้งศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในสมาชิกสมาคมพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอกและผู้ที่สนใจ ปีละ 2 เล่ม มกราคม -มิถุนายน และ กรกฎาคม - ธันวาคม</p> en-US บทความนี้ยังไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างส่งไปตีพิมพ์ในวารสารอื่นๆ มาก่อน  และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจทาน  และแก้ไขต้นฉบับตามเกณฑ์ของวารสาร ในกรณีที่เรื่องของท่านได้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ถือว่าเป็น ลิขสิทธิ์ของวารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก d_wattradul@yahoo.com (Assist. Prof. Duangkamol Wattradul) d_wattradul@yahoo.com (Assist. Prof. Duangkamol Wattradul) Tue, 17 Oct 2017 00:00:00 +0700 OJS 3.1.0.0 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บรรณาธิการแถลง //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101610 ดวงกมล วัตราดุลย์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101610 การจัดการความปวดในผู้ป่วยภายหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101611 <p>         การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เป็นการผ่าตัดที่มีการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อมาก ร่วมกับภายหลังผ่าตัด ผู้ป่วยต้องคาท่อช่วยหายใจ สายระบายทรวงอก และสายสวนต่างๆ ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความปวดมากขึ้น การจัดการความปวดควรครอบคลุมระยะก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด ภายหลังการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดในระยะวิกฤต ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการสื่อสารจากการคาท่อช่วยหายใจและการได้รับยาระงับประสาท จึงมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับการจัดการความปวดที่เพียงพอ การประเมินความปวดเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการความปวด เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความปวด ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ประเมินความปวดในผู้ป่วยที่สื่อสารได้ดี และเครื่องมือที่ใช้ประเมินความปวดในผู้ป่วยที่สื่อสารได้จำกัด พยาบาลผู้ดูแลในหน่วยวิกฤตจึงควรเลือกใช้เครื่องมือในการประเมินความปวดที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อนำไปสู่การจัดการความปวดด้วยวิธีการใช้ยาและไม่ใช้ยาอย่างเหมาะสม และเกิดผลลัพธ์ของการจัดการความปวดที่มีประสิทธิภาพ</p><p><strong>Pain management in patients undergoing open heart surgery</strong></p><p>         Open heart surgery causes intensive tissue trauma. In addition, the patients after surgery have to retain endotracheal tube, intercostal chest drainage, and other catheters which make the patients more painful. Pain management for the patients should cover pre-, peri-, and post-operative periods. In the critical period after the surgery, the patients are unable to communicate and self-report of pain because they retained endotracheal tube with mechanical ventilator and receiving sedation. They are at risk of inadequate pain management. Pain assessment is the first step of pain management. Pain assessment tools include verbal pain assessment tools and non-verbal pain assessment tools. Critical care nurses should select an appropriate pain assessment tool for the individual patient’s condition. The precision of pain assessment is essential for pain management both pharmacological and non-pharmacological methods and lead to the effective pain management outcomes. </p><p align="center"> </p> กนกวรรณ สว่างศรี ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101611 หลอดเลือดดำอักเสบในผู้ป่วยเด็ก: การป้องกันและการดูแล //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101612 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">     หลอดเลือดดำอักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อนของการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำที่พบบ่อยในผู้ป่วยเด็ก ความรุนแรงมีตั้งแต่ระดับน้อยถึงมากที่สุด ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด พยาบาลเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกัน ประเมิน ดูแลผู้ป่วยเด็กให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลายอย่างปลอดภัย พยาบาลจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบและแนวปฏิบัติทางคลินิกเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบที่เกิดจากปัจจัยสาเหตุต่าง ๆ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความรู้ที่ทันสมัยเกี่ยวกับปัจจัยสาเหตุของหลอดเลือดดำอักเสบ การประเมินการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ และการดูแลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำให้ปลอดภัยจากการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ</span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>Phlebitis in pediatric patients: prevention and care</strong></p><p style="text-align: left;" align="center">     Phlebitis is a frequently found complication of intravenous (IV) therapy in pediatric patients. Its severity ranges from mild to severe which may cause sepsis. Nurses have an important role in prevention, assessing and caring for the pediatric patients’ safety during receiving IV therapy. Nurses have to update knowledge about phlebitis and clinical practice guidelines for prevention of phlebitis which may occur from many causes. The purpose of this article is to review updated knowledge about causal factors of phlebitis, assessment of phlebitis and caring for the pediatric patients’ safety from phlebitis during receiving IV therapy.  </p> วิมลวัลย์ วโรฬาร ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101612 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเพิ่มความสามารถในการจัดการตนเอง ของบุคคลที่มีความดันโลหิตสูง //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101614 <p><span lang="TH">        การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการเพิ่มความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่มีความดันโลหิตสูง โดยประยุกต์ใช้โปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงของแคนาดา และแบบจำลองการสร้างเสริมสุขภาพของเพ็นเดอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 62 คนจากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 70 คน การจัดกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีจับคู่จาก ระดับความดันโลหิต อายุ ระดับการศึกษา และลักษณะงานที่ทำ ได้จำนวน 31 คู่ แล้วสุ่มให้เข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม </span></p><p><span lang="TH">        โปรแกรมการเพิ่มความสามารถในการจัดการตนเองใช้เวลา 8 สัปดาห์ ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก ดังนี้ 1) ในสัปดาห์ที่ 1 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมได้รับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พร้อมกัน 2) ในสัปดาห์ที่ 2</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">4</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">6 และ 8 เป็นกิจกรรมกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะในการจัดการตนเองทั้ง 7 ด้านสำหรับกลุ่มทดลอง คือ ด้านการลดโซเดียม การลดแอลกอฮอลล์ การลดไขมันแต่เพิ่มผักผลไม้</span><span lang="EN-GB">; </span><span lang="TH">ด้านการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ด้านการรักษาน้ำหนักของร่างกาย</span><span lang="EN-GB">; </span><span lang="TH">ด้านการบริหารจัดการความเครียด</span><span lang="EN-GB">; </span><span lang="TH">และด้านการปฏิบัติตามแผนการรักษาด้วยยาตามลำดับ มีการประเมินก่อนและหลังการทดลองในสัปดาห์ที่ 1 และ 10 ในระหว่างสัปดาห์ที่ 2-10 กลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติ ทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมในกลุ่มทดลอง ระหว่างก่อนและหลังการทดลองวัดจากค่าความดันโลหิตซิสโตลิค และไดแอสโตลิค น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย เส้นรอบวงเอว และค่าระดับ </span><span lang="EN-GB">HDL-C, LDL-C, Triglyceride</span><span lang="TH">ในเลือด</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">การรับรู้ประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">การรับรู้อุปสรรคของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">และ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ </span><span lang="EN-GB">Paired t-test </span><span lang="TH">และ </span><span lang="EN-GB">independent-t-test</span></p><p><span lang="TH">        ผลการวิจัยพบว่า ค่าความดันโลหิตซิสโตลิค</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">เส้นรอบวงเอว</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">และการรับรู้อุปสรรค ก่อนและหลังการทดลอง ของกลุ่มทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span></p><p><span lang="TH">         การศึกษานี้มีข้อเสนอแนะว่าโปรแกรมเพิ่มความสามารถในการจัดการตนเองสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการตนเองเพื่อสร้างเสริมสุขภาพในสถานที่ทำงานอื่นๆ</span></p><p><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>The effectiveness of an enhancing self-management program </strong><strong>for people with hypertension</strong></p><p style="text-align: left;">        This quasi-experimental study aimed to develop and evaluate a self-management program for people with hypertension based on the Canadian Hypertension Education Program and Pender’s Health Promotion Model. A total of 70 participants were recruited from university personnel, of which 62 met the inclusion criteria. The participants comprised 31 pairs that were matched in terms of blood pressure, age, education, and job characteristics and then randomly assigned to the experimental and control groups.</p><p style="text-align: left;">        The 8-week self-management program included the following activities: 1) Week 1: health education about hypertension in general; 2) Weeks 2, 4, 6, and 8: self-management enhancing activities with the experimental group concerning seven aspects: reducing sodium, fat, and alcohol consumption; increasing fruit and fibre consumption; regular aerobic physical activities; maintaining normal body weight; managing stress; and medication adherence, respectively. The baseline and post-intervention data were collected in the first week and the tenth week. The control group lived their normal lives during the second to tenth weeks. The effects of outcome variables were compared with the baseline in the experimental group of systolic blood pressure, diastolic blood pressure, weight, body mass index, waist circumference, HDL cholesterol, LDL cholesterol, triglycerides, perceived benefits, perceived barriers, and self-efficacy regarding the lifestyle modifications. Data were analyzed using paired t-test and independent t-test.</p><p style="text-align: left;">         The results showed that there would be significant changes in systolic blood pressure, waist circumference, and perceived barriers, and self-efficacy in the experimental group.</p><p style="text-align: left;" align="center">         This study has suggested that an enhancing self-management program should be applied to promote self management in other workplace settings.</p><p style="text-align: left;" align="center"> </p><p style="text-align: left;"><span lang="TH"><br /></span></p> ประกาย จิโรจน์กุล, สมจิต นิปัทธหัตถพงศ์, นิภา ลีสุคนธ์, เพลินตา พิพัฒน์สมบัติ, ณัฐนาฎ เร้าเสถียร, เรณู ขวัญยืน ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101614 ผลของรูปแบบบริการผู้ป่วยนอกโรคเบาหวาน ต่อระยะเวลารอคอย และความพึงพอใจในบริการ //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101615 <p><span lang="TH">        การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของรูปแบบบริการผู้ป่วยนอกโรคเบาหวาน ต่อระยะเวลารอคอยและความพึงพอใจในบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี  จำนวน 462 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 254 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 208 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบบริการผู้ป่วยโรคเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอก ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากทฤษฎีแถวคอยและการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ แบบบันทึกระยะเวลารอคอย นาฬิกาจับเวลา และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติแมนวิทนีย์ยู </span></p><p><span lang="TH">        ผลการวิจัยพบว่า ระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในกลุ่มทดลองน้อยกว่าผู้ป่วยในกลุ่ม</span>เปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจในบริการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในกลุ่มทดลองสูงกว่าผู้ป่วยในกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  </p><p><span lang="TH">        การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะให้นำรูปแบบบริการที่ประยุกต์จากทฤษฎีแถวคอยไปใช้ในแผนกผู้ป่วยนอกในสถานบริการสุขภาพอื่นๆ เพื่อลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความพึงพอใจ</span></p><p><strong>The effects of a service model for the diabetic out-patient department on </strong><strong>waiting time and patients’ satisfaction</strong></p><p class="Body"><span>        This quasi-experimental research aimed to study the effects of a service model for the Diabetic Out-patient Department on waiting time and patients’ satisfaction.The sample included 462 diabetic patients at the Out-patient Department, Mayo Hospital, Pattani Province.They were divided into two groups: an experimental group (254) and a control group (208). The instruments developed by the researcher comprised a service model for Diabetic Out-patient Department based on Queuing theory with multidisciplinary team participation, the record form of waiting time, stopwatches and the patients’ satisfaction questionnaire. Data were analyzed by descriptive statistics and Mann-Whitney U test.</span></p><p class="Body"><span>        The results showed that the waiting time of diabetic patients in the experimental group was significantly lower than those in the control group (p &lt; 0.05) and Patients’ satisfaction in the experimental group was significantly higher than those in the control group (p &lt; 0.05).</span></p><p class="Body"><span>        This study has suggested that the service model based on Queuing theory could be applied in other Out-patient Department of healthcare settings to decrease waiting time and to increase patients’ satisfaction. </span></p><p><strong><br /></strong></p> ไซนับ ศุภศิริ, สมใจ พุทธาพิทักษ์ผล, ดวงใจ เปลี่ยนบำรุง ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101615 ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในชุมชน หลังจำหน่ายจาก โรงพยาบาลสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101617 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในชุมชน หลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ต่ออัตราการได้รับการเยี่ยมบ้าน อัตราการกำเริบของโรคเฉียบพลัน และอัตราการเข้ารักษาซ้ำก่อน 28 วัน </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอสุไหงปาดี จำนวน 50 คน และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในและจำหน่ายจากโรงพยาบาลสุไหงปาดี ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษาวิจัย จำนวน 41 คน เป็นกลุ่มทดลอง 17 คนได้รับการดูแลตามปกติ และกลุ่มควบคุม 24 คนได้รับการดูแลโดยใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และสมุดบันทึกประจำตัวผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัดส่วน และ </span><span lang="EN-GB">Z-test </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการวิจัยพบว่าอัตราการได้รับการเยี่ยมบ้าน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ในกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span lang="EN-GB">P&lt;</span><span lang="TH">0.05) แต่อัตราการกำเริบของโรคเฉียบพลัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span lang="EN-GB">P&lt;</span><span lang="TH">0.05) และอัตราการเข้ารักษาซ้ำก่อน 28 วัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ในกลุ่มทดลอง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span lang="EN-GB">P&lt;</span><span lang="TH">0.05)</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะให้มีการนำรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่ออัตราการเข้ารักษาซ้ำก่อน 28 วันในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>The effect of caring model for patients with chronic obstructive pulmonary </strong><strong>disease in the community after discharge from Sungaipadi hospital, </strong><strong>Narathiwas province</strong></p><p class="Body"><span>        The purposes of this quasi-experimental research were to examine the effects of caring model for patients with chronic obstructive pulmonary disease (COPD) in the community after discharge from Sungaipadi Hospital, Narathiwas Province on home health care rate, acute exacerbations rate and readmission rate.</span></p><p class="Body"><span>        The sample consisted of fifty Village Health Volunteers of Sungaipadi district Narathiwat Province and forty-one patients with COPD who discharged from Sungaipadi Hospital. The sample were divided into the control group (24 patients) receiving usual care while the experimental group (17 patients) receiving caring model for patients with COPD. The research instruments developed by researcher were the home health care guideline for patients with COPD, knowledge about caring for patients with COPD test, and personal health record for patients with COPD. Data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, proportion and Z-test.</span></p><p class="Body"><span>        The results showed that the patients with COPD in the experimental group received home health care rate were significantly higher than those in control group. However, acute exacerbations rate of the patients with COPD among experimental group and control group were no significantly differences. Lastly, the readmission rate of the patients with COPD in the experimental group were significantly lower than those in the control group.</span></p><p class="Body"><span>        This study has suggested that a caring model for patients with COPD should be applied by promote community participation to decrease readmission rate.</span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong><br /></strong></p> เพ็ญศิริ สิริกุล, สมใจ พุทธาพิทักษ์ผล, รสสุคนธ์ แสงมณี ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101617 การประเมินผลการพัฒนารูปแบบการจัดบริการผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ST ยก ในสถานบริการสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101619 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบการศึกษาย้อนหลังมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการพัฒนารูปแบบการจัดบริการการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ </span><span lang="EN-GB">ST </span><span lang="TH">ยก ในสถานบริการสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือเวชระเบียนของผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้ที่มารับบริการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มก่อนการพัฒนารูปแบบ ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558 จำนวน 146 ราย และกลุ่มหลังการพัฒนารูปแบบฯ ระหว่าง 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2559 จำนวน 176 ราย เก็บข้อมูลก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบการจัดบริการได้แก่ ระยะเวลากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (</span><span lang="EN-GB">Total Ischemic Time) </span><span lang="TH">ระยะเวลาการให้ยาละลายลิ่มเลือด (</span><span lang="EN-GB">Door to Needle Time) </span><span lang="TH">และอัตราการเสียชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าสถิติ </span><span lang="EN-GB">t–test </span><span lang="TH">และ </span><span lang="EN-GB">Chi- Square Test  </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนารูปแบบจากการให้ยาละลายลิ่มเลือด นอกจากจะรักษาได้เฉพาะในรพ.ศูนย์ (รพศ.) และรพ.ทั่วไป (รพท.) แล้ว ยังให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ทั้ง รพศ. รพท. และรพ.ชุมชน (รพช.) ได้ผลลัพธ์ดังนี้   1) ระยะเวลากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (</span><span lang="EN-GB">Total Ischemic Time) </span><span lang="TH">เฉลี่ย ลดลงจาก 225.11 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">143.65) เป็น 182.36 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">125.97) ซึ่งไม่แตกต่างจากระยะเวลาที่มีประสิทธิภาพการรักษาสูงสุดของการให้ยาละลายลิ่มเลือด(180 นาที) 2) ระยะเวลาการให้ยาละลายลิ่มเลือด (</span><span lang="EN-GB">Door to Needle Time) </span><span lang="TH">เฉลี่ยของรพท.เพิ่มขึ้นจาก 37.36 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">19.66) เป็น 57.03 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">45.06) รพศ.เพิ่มขึ้นจาก 45.71 (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">31.69) นาที เป็น 60.41 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">41.10) และรพช.มีค่า 54.80 นาที (</span><span lang="EN-GB">SD = </span><span lang="TH">28.49) ซึ่งระยะหลังการพัฒนาในรพ.ทุกระดับมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐาน (30นาที) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยระยะก่อนการพัฒนา ร้อยละ 23.97 ระยะหลังการพัฒนา ร้อยละ 15.91 ลดลง ร้อยละ 8.06 แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ </span><span lang="EN-GB">ST </span><span lang="TH">ยก กับระยะเวลาตามรูปแบบการพัฒนาการให้ยาละลายลิ่มเลือด</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษานี้เสนอแนะว่าควรมีการพัฒนารูปแบบเชิงรุกและขยายรูปแบบในการดูแลจัดบริการการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ </span><span lang="EN-GB">ST </span><span lang="TH">ยกในสถาบยริการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>Evaluation of the service care model for patients with ST elevation myocardial </strong><strong>infarction in health facilities, Saraburi province.</strong></p><p class="a" align="center"> </p><p class="Body"><span>        The purpose of the retrospective study was to evaluate the service care model for patients with ST Elevation Myocardial Infarction (STEMI) in health facilities, Saraburi Province. Data were collected from medical records of 322 patients with STEMI. Data of 146 patients were collected before using the service care model during October 1, 2014 and August 31, 2015. In addition, medical records of 176 patients were collected after using the service care model during November 1, 2015 and September 30, 2016. Data were collected for total ischemic time, door to needle time, and mortality rate. Data were analyzed using frequency, percentage, t-test, and Chi-Square Test  </span></p><p class="Body"><span>        Results showed that the service care model of using thrombolytic drug could used not only in general and regional hospitals but also in community hospitals as the following outcomes: 1) The average of total ischemic time decreased from 225.11 minutes (SD = 143.65) to 182.36 minutes (SD = 125.97) that was not different from the highest effective time cure by thrombolytic drug (180 seconds). 2) The average of door to needle time increased from 37.36 minutes to 57.03 minutes (SD = 45.06) in general hospital, from 45.71 minutes (SD = 31.69) to 60.41 minutes (SD = 41.10) in regional hospital, and to be 54.80 minutes (SD = 28.49) in community hospitals. Door to needle time of all hospitals were significantly higher than standard time (30 minutes). 3) Mortality rate decreased from 23.97% to 15.91%, the decreased rate was 8.06%.  The death of STEMI was not significantly correlate to the service care model.</span></p><p class="Body"><span>        The results of this study have suggest that the service care model should be proactively developed and expanded to other health care facilities for patients with ST Elevation Myocardial Infarction constantly. </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> นพมาศ พงษ์ประจักษ์, พิธา พรหมลิขิตชัย, ทิตยา ด้วงเงิน ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101619 ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับระยะเวลาการมารับการรักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101621 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการมารับการรักษาของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน และปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์ ได้แก่ อาการหายใจลำบาก การรับรู้ความรุนแรงของโรค ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลและการสนับสนุนทางสังคม กับระยะเวลาการมารับการรักษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน จำนวน 123 คน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตากสินและโรงพยาบาลกลาง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามระยะเวลาการมารับการรักษาของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบประเมินอาการหายใจลำบาก แบบประเมินการรับรู้ความรุนแรงของโรค แบบวัดความเหนื่อยล้า แบบประเมินความวิตกกังวล และแบบสอบถามความรู้สึกหลากหลายมิติเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 50 - 59 ปี คิดเป็นร้อยละ 84.6 (</span><span lang="EN-GB">mean = </span><span lang="TH">52.9</span><span lang="EN-GB">, S.D. = </span><span lang="TH">5.42) มีค่าเฉลี่ยของระยะเวลาการมารับการรักษา 60 นาที (</span><span lang="EN-GB">S.D. = </span><span lang="TH">38.70) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรพบว่า อาการหายใจลำบาก การรับรู้ความรุนแรงของโรค ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลและการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางลบกับระยะเวลาการมารับการรักษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><span lang="EN-GB">p&lt;.</span><span lang="TH">05) (</span><span lang="EN-GB">r= -.</span><span lang="TH">730</span><span lang="EN-GB">, -.</span><span lang="TH">699</span><span lang="EN-GB">, -.</span><span lang="TH">217</span><span lang="EN-GB">, -.</span><span lang="TH">333 และ -.429 ตามลำดับ) </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก ความรุนแรงของโรค และเพิ่มการสนับสนุนทางสังคมให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพื่อให้ผู้ป่วยมีระยะเวลาการมารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อเกิดอาการกำเริบเฉียบพลัน</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>Selected factors related to pre-hospital time in chronic obstructive </strong><strong>pulmonary disease patients with  acute exacebation</strong></p><p class="Body"><span>        The purpose of this descriptive correlational study were to describe the pre-hospital time for seeking treatment and to examine the relationships between dyspnea, perceived severity, fatigue, anxiety, social support, and pre – hospital time with chronic obstructive pulmonary disease patients </span>with acute exacerbation. One hundred twenty three patients with chronic obstructive pulmonary disease with acute exacerbation at Taksin Hospital and Klang Hospital. Questionnaires were composed of demographic information, the assessment of pre – hospital time in patients with chronic obstructive pulmonary disease, the assessment of dyspnea, perceived severity of disease, Multidimensional Fatigue Inventory (MFI-20), the assessment of anxiety, and the Multi-dimensional Scale of Perceived Social Support (r-T-MSPSS). Descriptive statistics, and Pearson’s Product Moment Correlation were used to analyze data.                                                               </p><p class="Body"><span>        The results showed that more than half (84.6%) of subjects were males with the age between 50 and 59 years. (mean = 52.9, S.D. = 5.42). Mean scores of the pre-hospital time was  60 minutes. (S.D. = 38.70). There were significantly negative relationships between dyspnea, perceived severity, fatigue, anxiety, social support, and pre – hospital time in chronic obstructive pulmonary disease patients with acute exacerbation (p&lt;.05). ( r = -.730, -.699, -.217, -.333 and -.429 respectively)                                                                                                                           </span></p><p class="Body"><span>        These findings would be applied to develop program to raise the patients’ perception of the severity of dyspnea and disease, and to increase their social support so that they will have an appropriate pre-hospital time when they have acute exacerbation.  </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> ปราณี คำโสภา, นรลักขณ์ เอื้อกิจ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101621 ปัจจัยทำนายภาวะสุขภาพของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101622 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยเชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพ ความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายของปัจจัยทำนายได้แก่ อายุ ระดับสมรรถภาพของหัวใจก่อนผ่าตัด ค่าการบีบตัวของหัวใจ โรคร่วม ความรู้เรื่องโรคและการผ่าตัด และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่มีต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วยผ่าตัดเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุ 18-59 ปี จำนวน 123 คน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกโรคร่วม แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคและการผ่าตัด แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาวะสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี (</span><span lang="EN-GB">Mean = </span><span lang="TH">58.03</span><span lang="EN-GB">, S.D. = </span><span lang="TH">3.90) พฤติกรรมการดูแลตนเอง ค่าการบีบตัวของหัวใจและความรู้เรื่องโรคและการผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง (</span><span lang="EN-GB">r = .</span><span lang="TH">678</span><span lang="EN-GB">, r = .</span><span lang="TH">583 และ </span><span lang="EN-GB">r = .</span><span lang="TH">549 ตามลำดับ) โรคร่วม อายุและระดับสมรรถภาพของหัวใจก่อนผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง (</span><span lang="EN-GB">r = -.</span><span lang="TH">565</span><span lang="EN-GB">, r = -.</span><span lang="TH">554 และ </span><span lang="EN-GB">r = -.</span><span lang="TH">537 ตามลำดับ) พฤติกรรมการดูแลตนเอง โรคร่วม ระดับสมรรถภาพของหัวใจก่อนผ่าตัด อายุ ค่าการบีบตัวของหัวใจและความรู้เรื่องโรคและการผ่าตัดสามารถร่วมทำนายภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 74</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษานี้ทำให้เกิดความเข้าใจในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องโรค พฤติกรรมการดูแลตนเองให้กับผู้ป่วยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ</span></p><p class="BasicParagraph"><strong><br /></strong></p><p class="BasicParagraph"><strong>Predicting factors of health status among patients after coronary artery </strong><strong>bypass graft surgery</strong></p><p class="Body"><span>        The purposes of this predictive research were to study health status and to examine the predictability of predicting factors. Data were collected from 123 patients with coronary artery bypass graft surgery (males and females) aged between 18 and 59 years were recruited from a multistage random sampling in the cardiac clinic at the Ramathibodi Hospital and Pharmongkutklao Hospital. The instruments were composed of demographic information, comorbidity, knowledge of the disease and operation, self-care behavior, and the short form-36 health survey (SF-36) questionnaire. Data were analyzed using descriptive and stepwise multiple regression statistics. </span></p><p class="Body"><span>        Findings indicated that the mean score of the health status in coronary artery bypass graft surgery patients was good (Mean = 58.03, S.D. = 3.90). Self-care behavior, ejection fraction, and knowledge of the disease were positively related to health status in patients with coronary artery bypass graft surgery at the level of .05 (r = .678, r = .583, and r = .549 respectively) and comorbidity, ages, NYHA functional classes were negatively related to health status in patients with coronary artery bypass graft surgery at the level of .05 (r = -.565, r = -.554, r = -.537 respectively) In addition, self-care behavior, comorbidity, NYHA functional classes, ages, ejection fraction, and knowledge of the disease were good predictors with 74% of total variances explained for health status in patients with coronary artery bypass graft.</span></p><p class="Body"><span>        The results enhanced understanding of how to develop the knowledge and self-care behavior program among patients with coronary artery bypass graft surgery.</span></p><p class="BasicParagraph"><strong><br /></strong></p><p class="a" align="center"> </p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล, นรลักขณ์ เอื้อกิจ, สุชาต ไชยโรจน์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101622 ปัจจัยทำนายการกำเริบฉับพลันรุนแรงในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101624 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">       การวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้า 3 เดือนนี้ ศึกษาโมเดลอิทธิพลของปัจจัย 3 กลุ่ม ด้านบุคคล โรคและความเจ็บป่วย และสุขภาวะในการทำนายการกำเริบฉับพลันรุนแรงในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง (</span><span lang="EN-GB">COPD) </span><span lang="TH">กลุ่มตัวอย่าง 110 ราย จากคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ตัวแปรทำนายมี 13 ปัจจัย ตามกรอบแนวคิดอาการและการจัดการอาการ กลุ่มปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลมี 5 ตัวแปร ได้แก่ อายุ เพศ การศึกษา รายได้ การสูบบุหรี่ กลุ่มปัจจัยโรคและความเจ็บป่วย มี 6 ตัวแปร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับความรุนแรงของโรคตาม </span><span lang="EN-GB">GOLD Stage </span><span lang="TH">ระดับอาการหายใจลำบากประเมินจาก </span><span lang="EN-GB">mMRC-DS </span><span lang="TH">ประวัติการกำเริบฉับพลันรุนแรงในระยะ 1 ปี ความเหมาะสมของการรักษาพยาบาลในระยะสงบ และปอดอักเสบติดเชื้อ และกลุ่มปัจจัยสุขภาวะมี 2 ตัวแปร ได้แก่ คุณภาพชีวิต ประเมินจาก </span><span lang="EN-GB">COPD Assessment Test (CAT) </span><span lang="TH">และภาวะซึมเศร้า ประเมินจากแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเมินผลลัพธ์การเกิดกำเริบฉับพลันรุนแรง จากทะเบียนประวัติการเข้ารับการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและหรือการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบฉับพลันรุนแรง วิเคราะห์ข้อมูลโมเดลปัจจัยเดี่ยวใช้ค่า </span><span lang="EN-GB">odds ratio (OR), </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB"> confidential interval (</span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI), Chi-square </span><span lang="TH">และ </span><span lang="EN-GB">Fisher exact tests </span><span lang="TH">และในโมเดลพหุปัจจัยใช้การถดถอยโลจิสติก</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการวิจัย พบว่า โมเดลปัจจัยเดี่ยวมี 6 ตัวแปรที่สัมพันธ์กับการกำเริบฉับพลันรุนแรง เป็นปัจจัยด้านโรคและความเจ็บป่วย 4 ตัวแปร ได้แก่ ระดับความรุนแรงของโรค (</span><span lang="EN-GB">p=</span><span lang="TH">0.002) ระดับความรุนแรงของอาการหายใจลำบาก (</span><span lang="EN-GB">p=</span><span lang="TH">0.041) ประวัติการกำเริบฉับพลับรุนแรงในระยะ 1 ปี (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">40</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">12.89-124.09</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.000) และภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">411.78</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">23.58-7190.23</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.000) ปัจจัยสุขภาวะมี 2 ตัวแปรที่มีทำนาย คือ คุณภาพชีวิตต่ำ (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">6.42</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">2.58-15.99</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.000) และคะแนนภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นทุกหนึ่งคะแนน (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">1.37</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">1.16-1.63</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.000) สำหรับปัจจัยด้านบุคคลไม่มีตัวแปรใดทำนาย การวิเคราะห์ในโมเดลพหุปัจจัยพบว่ามีเพียง 2 ตัวแปรคือ ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ และประวัติการกำเริบฉับพลันรุนแรงในระยะ 1 ปี ที่มีค่านัยสำคัญทางสถิติในการทำนายการกำเริบฉับพลันรุนแรง โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 74.8 ทั้งนี้ปอดอักเสบติดเชื้อมีค่าสัดส่วนอัตราเสี่ยงในการทำนายสูงสุด (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">65.26</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">7.43-527.94</span><span lang="EN-GB">, Wald </span><span lang="TH">14.21</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.000) และรองลงมาคือประวัติการกำเริบฉับพลันรุนแรงในระยะ1 ปี (</span><span lang="EN-GB">OR </span><span lang="TH">8.09</span><span lang="EN-GB">, </span><span lang="TH">95%</span><span lang="EN-GB">CI </span><span lang="TH">2.09-31.34</span><span lang="EN-GB">, Wald </span><span lang="TH">9.14</span><span lang="EN-GB">, p=</span><span lang="TH">0.003)</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การศึกษานี้ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการสร้างแนวทางปฏิบัติในการลดการกำเริบฉับพลันรุนแรงในผู้ป่วย </span><span lang="EN-GB">COPD </span><span lang="TH">โดยป้องกันภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ คัดกรองภาวะซึมเศร้า ฟื้นฟูสมรรถภาพปอด และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p><strong>Predictors of chronic obstructive pulmonary disease severe acute exacerbation</strong></p><p>        This prospective study was aimed at exploration whether three set of predictors which included personal, disease and illness, and health status domains could truly predict severe acute exacerbations (AE). One hundred and ten patients with stable COPD, recruited from COPD clinics of three rural hospitals, were followed up for a period of 3 months. A total of 13 variables were based-on the Model of Symptom Management. There were five variables of personal domain including age, gender, education, household income, and smoking status; seven variables of disease and illness domain including body mass index, GOLD staging of COPD severity, mMRC severity of dyspnea, an accuracy of COPD treatment, history of severe AE during the past year, and community acquired pneumonia (CAP); and two variables of health status domain including quality of life, and depression. The COPD disease-specific, health-related quality of life was measured by using the COPD Assessment Test (CAT), and depression was measured by using the Khon Khan University Depression Index (KKU-DI). The main outcome was the occurrence of severe AE as defined by the index of emergency department visits or hospital admissions for COPD during the 3-month follow-up. The univariate model test employed odds ratio (OR), 95% confidential interval (95%CI), Chi-square and Fisher exact tests, and logistic Wald test for the final predictive model.</p><p>          Results: Univariate test revealed a total of 6 independent predictors of severe AE. These factors included four health and illness factors, severity of COPD (<em>p</em>=0.002), severity of dyspnea (<em>p</em>=0.041), history of severe acute exacerbation (OR 40, 95%CI 12.89-124.09, <em>p</em>=0.000), and CAP (OR 411.78, 95%CI 23.58-7190.23, <em>p</em>=0.000); and two health status factors, poor quality of life (OR 6.42, 95%CI 2.58-15.99, <em>p</em>=0.000), and the higher depression score in each one unit increment (OR 1.37, 95CI 1.16-1.63, <em>p</em>=0.000). None of the personal factors had significantly predicted severe AE. The logistic test revealed the final predictive model of 2 significant variables with an account of 74.8% of variance explained. These predictors were CAP (OR 65.26, 95%CI 7.43-527.94, Wald 14.21, <em>p</em>=0.000), and history of severe AE (OR 8.09, 95%CI 2.09-31.34, Wald 9.14, <em>p</em>=0.003)</p><p>          This study provides empirical evidences that gave guidelines for the reduction of severe AE by preventing CAP, depression screening, rehabilitation regimens, and promoting quality of life are recommended.</p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong><br /></strong></p><p class="a" align="center"> </p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> จเร บุญเรือง, จอม สุวรรณโณ, เจนเนตร พลเพชร, เรวดี เพชรศิราสัณห์, ลัดดา เถียมวงศ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101624 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101626 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การวิจัยเชิงพยากรณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาอำนาจการทำนายของปัจจัยนำ (ความรู้ อัตมโนทัศน์ และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง) ปัจจัยเสริม (การสนับสนุนทางสังคม) และปัจจัยเอื้อ (การเข้าถึงบริการของสถานบริการสุขภาพ) ต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจำนวน 128 คน ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก คลินิกเครื่องกระตุ้นหัวใจ โรงพยาบาลตติยภูมิสามแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ แบบวัดอัตมโนทัศน์ แบบวัดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง แบบวัดการสนับสนุนทางสังคม แบบวัดการเข้าถึงบริการของสถานบริการสุขภาพ และแบบวัดพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบเข้าทีละตัว</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี (</span><span lang="EN-GB">mean = </span><span lang="TH">33.3</span><span lang="EN-GB">, SD = </span><span lang="TH">3.9) การสนับสนุนทางสังคมความรู้ และอัตมโนทัศน์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง (</span><span lang="EN-GB">r =.</span><span lang="TH">523</span><span lang="EN-GB">, .</span><span lang="TH">508 และ .369 ตามลำดับ) แต่ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและการเข้าถึงบริการของสถานบริการสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับพฤติกรรมสุขภาพ ความรู้ อัตมโนทัศน์ ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง การสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงบริการของสถานบริการสุขภาพ สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมสุขภาพ ได้ร้อยละ 44</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาครั้งนี้ พยาบาลสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร โดยเน้นการให้ความรู้ การส่งเสริมอัตมโนทัศน์ และการส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><strong>Predicting factors of health behaviors in patients with cardiac permanent pacemaker</strong></span></p><p class="Body"><span>        The purpose of this predictive research study were to predict the health behaviors in patients with cardiac permanent pacemaker, by knowledge, self-concept, self – esteem, social – support, accessibility of service and health behavior. One hundred and twenty-eight out-patients with cardiac permanent pacemaker both male and female were recruited from a multistage random sampling in the cardiac permanent pacemaker clinic at three tertiary hospitals. The instruments were demographic record form, knowledge measurement scale, Tennessee self-concept scale, Rosenberg self-esteem scale, The ENRICHD social support instrument, accessibility of service questionnaire and health behavior questionnaire.  Descriptive statistics, Pearson’s product moment correlation coefficient and enter regression were used to analyze data. </span></p><p class="Body"><span>        Findings indicated that the mean score of health behaviors among patients with cardiac permanent pacemaker was good (mean = 33.3, SD = 3.9). Social – support, knowledge, and self-concept were positively related to health behaviors significantly (r =.523, .508, and .369 respectively). There were no relationship of self – esteem and accessibility of service on health behaviors in patients with cardiac permanent pacemaker. In addition, knowledge, self-concept, self – esteem, social – support, and accessibility of service were good predictors for health behaviors. Variables accounted for 44% (R2= 0.44, p &lt; .05) of total variance in health behaviors.</span></p><p class="Body"><span>        The results would be helpful for nurses to develop the health promoting program of health behaviors for patients with cardiac permanent pacemaker by focusing on knowledge, self-concept with social – support in order to modify appropriate health behaviors. </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> ทิพนันท์ ปันคำ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101626 การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา โรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน: มุมมองของผู้ป่วยสูงอายุโรคหัวใจขาดเลือด และญาติผู้ดูแล //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101628 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">       การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน (</span><span lang="EN-GB">PCI) </span><span lang="TH">ในมุมมองของผู้ป่วยสูงอายุโรคหัวใจขาดเลือดและญาติผู้ดูแล  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (</span><span lang="EN-GB">In-depth interview) </span><span lang="TH">และบันทึกเทป ในผู้ป่วยสูงอายุโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวนจำนวน 10 รายหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล 2-3 เดือน และญาติผู้ดูแล จำนวน 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดและญาติผู้ดูแลมีความพึงพอใจในการรักษาในโรงพยาบาล และมีประสบการณ์ในการวางแผนจำหน่ายหลังได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน (</span><span lang="EN-GB">PCI) </span><span lang="TH">5 ประเด็น ได้แก่ 1) ขาดการมีส่วนร่วมในการประเมินความต้องการวางแผนจำหน่ายของผู้ป่วยและญาติ 2) มีความรู้และความเข้าใจไม่เพียงพอในการดูแลตนเองที่บ้าน 3) รูปแบบการให้ข้อมูลไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยและญาติแต่ละราย 4) ขาดการประเมินผลการให้ความรู้และทักษะในผู้ป่วยและญาติ 5) ขาดการรับฟังความกังวลและขาดการติดตามดูแลที่บ้าน</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการวิจัยที่ได้นำไปเป็นแนวทางให้พยาบาลจัดกลยุทธ์การวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน โดยเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและญาติให้มีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนการจำหน่ายและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>Discharge planning of patients treated with percutaneous coronary </strong><strong>intervention (PCI): perspective of elderly patients with ischemic heart </strong><strong>disease and caregivers</strong></p><p class="Body"><span>        The purpose of this qualitative study was to explore perspective of elderly patients with ischemic heart disease on discharge planning of patients treated with percutaneous coronary </span>intervention (PCI). Data were collected using in-depth interviews and tape recorded in ten elderly patients underwent PCI for 2-3 months and five caregivers.  Qualitative data was analyzed using content analysis.</p><p class="Body"><span>        Results showed that caregivers and elderly patients underwent PCI were satisfied with the treatment during hospitalization. In addition, they experienced health information for discharge </span>planning of post PCI in five categories: 1) lack of involvement of patients and caregivers and needs assessment of discharge planning, 2) Inadequate knowledge and understanding of self-care at home, 3) inappropriate pattern of health information for individually patients and caregivers 4) lack of evaluation of knowledge and skill of patients and caregivers, and 5) lack of listening of concerns and lack of following homecare.</p><p class="Body"><span>        The findings from this study can be a guideline for nurses to develop discharging strategies for caregivers and elderly patients with post PCI by preparing patients and caregivers to participate in the discharge planning process and responding to the needs of patients and their caregivers.</span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong><br /></strong></p><p class="a" align="center"> </p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, ดวงกมล วัตราดุลย์, นวรัตน์ สุทธิพงศ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101628 ปัจจัยทำนายการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วย ภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101629 <p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของระดับฮีโมโกลบินในกระแสเลือด ภาวะโรคร่วม และภาวะซึมเศร้าต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์การคัดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 ราย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเป็นครั้งแรกในโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง เก็บข้อมูลในระยะก่อนผ่าตัดดังนี้ ระดับฮีโมโกลบินในกระแสเลือดล่าสุดก่อนผ่าตัด ภาวะโรคร่วม </span><span lang="EN-GB">ASA classification </span><span lang="TH">ประเมินภาวะซึมเศร้าโดยใช้แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า เก็บข้อมูลการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ภายหลังผ่าตัดในวันที่ผู้ป่วยมาตรวจตามนัดครั้งแรก ด้วยแบบประเมิน </span><span lang="EN-GB">Harris Hip Score </span><span lang="TH">วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับฮีโมโกลบินในกระแสเลือดเฉลี่ย 12.09 กรัมต่อเดซิลิตร ( </span><span lang="EN-GB">SD ± </span><span lang="TH">1.80) มี </span><span lang="EN-GB">ASA physical status Class </span><span lang="TH">2 มากที่สุด (ร้อยละ 58.8)  คะแนนภาวะซึมเศร้าเฉลี่ย 10.56 ( </span><span lang="EN-GB">SD ± </span><span lang="TH">7.50 ) คะแนนการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่เฉลี่ย 58.39 (</span><span lang="EN-GB">SD ± </span><span lang="TH">8.60) ส่วนใหญ่การฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 90) ภาวะโรคร่วมสามารถทำนายการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกได้ร้อยละ 6.8 (</span><span lang="EN-GB">R</span><span lang="TH">2 = 0.068</span><span lang="EN-GB">, p &lt; </span><span lang="TH">0.05) โดยภาวะโรคร่วมกับภาวะซึมเศร้าสามารถร่วมทำนายการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกได้ร้อยละ 13.1 (</span><span lang="EN-GB">R</span><span lang="TH">2 = 0.131</span><span lang="EN-GB">, p &lt; </span><span lang="TH">0.05) สำหรับระดับฮีโมโกลบินในกระแสเลือด การศึกษาครั้งนี้พบว่า ไม่สามารถทำนายการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของผู้ป่วยภายหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกได้ </span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH">        ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ภายหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกได้ หากผู้ป่วยได้รับการประเมินความรุนแรงของภาวะโรคร่วม คัดกรองภาวะซึมเศร้าและมีการดำเนินการแก้ไขหรือควบคุมภาวะโรคร่วม ภาวะซึมเศร้า ไม่ให้รุนแรงขึ้นก่อนได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก</span></p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong>Factor predicting functional recovery of patients </strong><strong>undergoing hip arthroplasty</strong></p><p class="Body"><span>        The propose study was to examine predictive power of hemoglobin level, comorbidity and depression on the functional recovery among patients undergoing hip arthroplasty. The sample comprised 80 patients who received primary hip arthroplasty at tertiary care hospitals in Bangkok, Thailand. The majority of patients were female (61.2%) with an average age of 66.14 years (SD ± 14.28 years). The American Society of Anesthesiologist (ASA) physical status classification was used to measure patients, comorbidity. The Center for Epidemiologic Studies-Depression (CES-D) instrument (Thai version) was used to measure depression and Harris Hip Score was used to measure functional recovery. The data were analyzed using descriptive statistic and stepwise multiple regression analysis. </span></p><p class="Body"><span>        The result showed that hemoglobin mean level was 12.09 g/dl (SD ± 1.80 g/dl). The majority of patients (72.2%) had chronic illnesses and 53.3% had ASA physical status of class 2. The average depression score was 10.56 (SD ± 7.50) and 10% of the patients had a major depressive disorder. The average Harris Hip Score was 58.39 (SD ± 8.60). Almost all of the patients (90%) had poor functional recovery. Multiple regression analysis showed that comorbidity predicted functional recovery at 6.8% (R2 = 0.068, p &lt; 0.05). Comorbidity and depression could co-predict functional recovery at 13.1% (R2 = 0.131, p &lt; 0.05) while hemoglobin levels could not predict.</span></p><p class="Body"><span>        It is recommended that during the transition process, patients who had comorbidity and depression would experience delayed functional recovery.  Accordingly, prior to surgery, they should be screened for chronic illnesses and levels of depression.  If these problems were found, they should be closely monitored and receive appropriate care to facilitate a smooth transition after hip arthroplasty.  </span></p><p class="a" style="text-align: left;" align="center"><strong><br /></strong></p><p class="a" align="center"> </p><p class="BasicParagraph"><span lang="TH"><br /></span></p> มุขรินทร์ สิงห์ปัญญา, อรพรรณ โตสิงห์, สุพร ดนัยดุษฎีกุล, ก้องเขต เหรียญสุวรรณ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101629 คำแนะนำในการส่งต้นฉบับ //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101630 ดวงกมล วัตราดุลย์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101630 ใบสมัครสมาชิกวารสาร; ใบสมัครสมาชิกสมาคมฯ; แบบฟอร์มการส่งบทความ //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101631 ดวงกมล วัตราดุลย์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 //tci-thaijo.org/index.php/journalthaicvtnurse/article/view/101631